ตอนที่ 1191
บทที่ 1623 มุ่งหน้าสู่เขาคุนหลุน
October 22, 2026
บทที่ 1623 มุ่งหน้าสู่เขาคุนหลุน หลิงหยุนและเหมี่ยวเสี่ยวเหมาเหาะกลับไปที่หมู่บ้าน.. ในเวลานั้นได้เข้าสู่ยามค่ำคืนแล้วทั้งเสี่ยวเจิ้งจี๋และเหมี่ยวเฟิงหวงต่างก็ยังไม่เข้าห้องพักผ่อน และกำลังเป็นห่วงหลานสาวที่กำลังเข้าสู่การรับทัณฑ์สวรรค์ ในระหว่างที่ท่านหมอเสี่ยวกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะหินด้วยความเป็นห่วงนั้นจู่ๆ ทั้งหลิงหยุนและเหมี่ยวเสี่ยวเหมาก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า เขาถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีอกดีดใจ พรึบ! ทันทีที่เหมี่ยวเสี่ยวเหมาร่อนลงมาบนพื้นท่านหมอเสี่ยวก็ถึงกับร้องตะโกนถามออกไปด้วยความตื่นเต้น “เป็นเช่นใดบ้างเสี่ยวเหมาเวลานี้เจ้าเข้าสู่ขั้นใดแล้ว?” แม้ว่าทั้งอาวุโสทั้งสองจะรู้ดีว่ามีหลิงหยุนคอยปกป้องคุ้มครองอยู่ แต่การที่หนุ่มสาวทั้งสองออกจากหมู่บ้านไปตั้งแต่บ่าย จนดึกดื่นป่านนี้ยังไม่กลับ มีหรือที่คนทั้งคู่จะไม่รู้สึกเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมี่ยวเฟิงหวง ทั้งเสี่ยวเจิ้งจี๋และเหมี่ยวเฟิงหวงนั้นต่างก็ไม่มีอารมณ์ที่จะมานั่งทานอาหารมื้อเย็น พวกเขาทั้งคู่ต่างก็พากันออกตามหาหลิงหหยุนกับเหมี่ยวเสี่ยวเหมา จนในที่สุดก็พบสถานที่ที่หญิงสาวรับทัณฑ์สวรรค์ สำหรับเหมี่ยวเฟิงหวงแล้วเหมี่ยวเสี่ยวเหมาเป็นหลานสาวที่นางรักใคร่ยิ่ง และเฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่นางจะเป็นห่วงมากมายถึงเพียงนี้ หลังจากที่เหมี่ยวเสี่ยวเหมาสามารถทะลวงขั้นสำเร็จได้ไม่นานก่อนที่จะเกิดทัณฑ์อสุนีบาตขึ้น ก็ได้ปรากฏทัณฑ์เมฆาฟ้าคราม ที่ได้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วทั้งขุนเขาในเวลาต่อมา ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปอาจเห็นเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์บางอย่างแต่สำหรับเสี่ยวเจิ้งจี๋กับเหมี่ยวเฟิงหวงนั้น ย่อมรับรู้ได้ว่าสิ่งนี้เกี่ยวพันกับการรับทัณฑ์สวรรค์ของหลานสาวตน ทันทีที่จิตวิญญาณพืชพรรณปรากฏขึ้นเหมี่ยวเฟิงหวงถึงกับต้องเหาะหนีกลับมา อีกทั้งท่านหมอเสี่ยวก็เห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่พวกเขาทั้งคู่จะยังอยู่ที่นั่น ไม่เพียงไม่อาจช่วยเหมี่ยวเสี่ยวเหมาได้ แต่ตัวเหมี่ยวเฟิงหวง และตัวเขาเองอาจจะได้รับอันตรายไปด้วยก็ได้ หลิงหยุนที่ได้เห็นสีหน้าร้อนอกร้อนใจของเหมี่ยวเฟิงหวงก็ได้แต่หัวเราะออกมา ในขณะที่เหมี่ยวเสี่ยวเหมาก็ร้องบอกอาวุโสทั้งสองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ท่านปู่ท่านย่า.. เวลานี้ข้าเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-6) แล้ว!” “ห๊ะ!นี่เจ้า.. เจ้าสามารถทะลวงได้ถึงสามขั้นในคราเดียวเชียวรึ? นี่เจ้ามิได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่เสี่ยวเหมา?!” ดวงตาคู่งามของเหมี่ยวเฟิงหวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงมือทั้งสองข้างกำแน่นอย่างลืมตัว และเวลานี้ นางเองก็ตื่นเต้นจนพูดจาแทบไม่เป็นคำ “เยี่ยม!เยี่ยมาก!” ท่านหมอเสี่ยวเองก็ไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้มากไปกว่านี้เช่นกันเขาหันไปยิ้มให้กับหลิงหยุนด้วยความตื่นเตื่น พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “หลิงหยุนเจ้า.. เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยมากสินะ! นั่งก่อนเร็วเข้า นั่งลงก่อนแล้วค่อยสนทนากัน..” หลิงหยุนพยักหน้ายิ้มๆและรีบนั่งลงทันที ภารกิจในการคุ้มครองเหมี่ยวเสี่ยวเหมาเข้ารับทัณฑ์สวรรค์ได้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องจากไปแล้วเช่นกัน แต่ก่อนที่จะไปจากที่นี่ เขายังมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องทำให้กระจ่างแจ้ง..“เสี่ยวเหมาเจ้าบอกย่าที.. เหตุใดจึงได้มีต้นไม้ยักษ์เกิดขึ้น แล้วเหตุใดจู่ๆจึงได้หายไปเช่นนั้น?” เหมี่ยวเฟิงหวงไม่รอช้ารีบหันไปถามหลานสาว พร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของนางไว้แน่น“ท่านย่าได้ร้อนใจไปข้าจะค่อยๆเล่าให้ท่านฟัง..”“ท่านย่าเหมี่ยวได้โปรดนั่งลงก่อนเถิด..”หลิงหยุนหันไปบอกกับเหมี่ยวเฟิงหวง พร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้นางนั่งลงระหว่างทางที่เหาะกลับมาที่หมู่บ้านนั้นหลิงหยุนได้กำชับกับเหมี่ยวเสี่ยวเหมาผ่านทางกระแสจิตว่า นางสามารถเล่าเรื่องการรับทัณฑ์สวรรค์ให้เหมี่ยวเฟิงหวงฟังได้ทุกขั้นตอน เว้นเพียงแค่เรื่องของจิตวิญญาณพืชพรรณเท่านั้น“เอ่อ..ได้ๆ” เหมี่ยวเฟิงหวงหน้าแดงเล็กน้อย เมื่อถูกหลิงหยุนทักท้วงเช่นนั้น นางจึงรีบทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ทันทีในขณะที่เหมี่ยวเสี่ยวเหมาก็ทรุดกายลงนั่งเช่นกันและเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้อาวุโสทั้งสองฟังทันที “หลังจากที่ข้าออกจากเขตหมู่บ้านไปพวกเราทั้งคู่ก็ไปยังหุบเขาที่มีหญ้าสมุนไพรชีฉียู่ปกคลุม..”ส่วนหลิงหยุนนั้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากเล่าเหตุการณ์ระหว่างการรับทัณฑ์สวรรค์ให้กับเหมี่ยวเฟิงหวง และเสี่ยวเจิ้งจี๋ฟังอย่างช้าๆ แต่เมื่อเล่ามาถึงเรื่องของจิตวิญญาณพืชพรรณ หลิงหยุนก็ได้บอกกับทั้งคู่ว่า“สำหรับต้นไม้ใหญ่ที่อาวุโสทั้งสองเห็นว่าใหญ่โตเชื่อมต่อกับผืนนภานั้นเป็นเพียงทัณฑ์เมฆาชนิดหนึ่ง หลังจากที่เสี่ยวเหมารับทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จ ก็ย่อมต้องอันตรธานหายไปเป็นธรรมดา..”“อ่อ..เป็นเช่นนั้นเองหรอกรึ!”เหมี่ยวเฟิงหวงพึมพำออกมาพร้อมกับพยักหน้าแต่ถึงกระนั้น นางก็ยังคงมีสีหน้าท่าทางลังเลสงสัย นางรู้สึกว่าคำบอกเล่าของหลิงหยุนนั้น ช่างดูธรรมดา และปกติจนเกินไปจู่ๆก็มีต้นไม้ยักษ์ที่สามารถแผ่กิ่งก้านสาขา จนครอบคลุมภูเขาทั้งลูกไว้ได้เช่นนั้น นับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างมาก แต่หลิงหยุนกับเล่าราวกับว่า นี่เป็นเรื่องราวปกติทั่วไป..ในที่สุดเหมี่ยวเฟิงหวงก็ไม่สามารถอดรนทนต่อไปได้ นางเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “แต่ว่า.. ต้นไม้ยักษ์เชื่อมต่อกับผืนนภาเช่นนั้น ข้าเองก็ไม่เคยได้พบเห็น หรือได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย..”“อาวุโส..คนเป็นพันคน ย่อมมีรูปแบบของทัณฑ์สวรรค์นับพันเช่นกัน..”หลิงหยุนเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมกับอธิบายให้เหมี่ยวเฟิงหวงฟังเพิ่มเติม “อย่าลืมว่ากายของเสี่ยวเหมาคือธาตุไม้ อีกทั้งนางยังฝึกวิชาพฤกษาขจี การที่ทัณฑ์สวรรค์ของนางจะดูแปลกประหลาดเช่นนี้ จึงหาใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไรไม่..”“และด้วยขั้นพลังบ่มเพาะของข้าเวลานี้ข้าคงจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงเท่านี้..”หลังจากอธิบายจบแล้วหลิงหยุนก็เหลือบมองเหมี่ยวเฟิงหวง พร้อมกับกล่าวตบท้ายเพียงแค่ว่า “ข้าบอกได้คำเดียวว่า ทัณฑ์สวรรค์ครานี้ จะเป็นประโยชน์ต่อเหมี่ยวเสี่ยวเหมาในการฝึกวรยุทธบ่มเพาะในวันหน้ายิ่งนัก..”นับเป็นการสรุปที่ดีไม่น้อยแม้หลิงหยุนจะปกปิดบางอย่าง แต่คำสรุปของเขาล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น!“เยี่ยม!เยี่ยมมาก!”จากที่นั่งฟังหลิงหยุนเล่ามานั้นเสี่ยวเจิ้งจี๋ค่อนข้างมั่นใจว่า หลิงหยุนจงใจปกปิดบางเรื่องไว้ แต่เขาไม่ต้องการที่จะจี้ถาม จึงได้แต่พยักหน้า และเอ่ยขัดขึ้นมาเพื่อมิให้เหมี่ยวเฟิงหวงต้องถามขึ้นมาอีกครั้ง“เอาล่ะในเมื่อเสี่ยวเหมาก็ปลอดภัยดีแล้ว อีกทั้งยังรับทัณฑ์สววรค์ได้สำเร็จเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีของครอบครัวเรา รายละเอียดบางอย่างอาจเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยาก เช่นนั้นก็หยุดถามอะไรมากไปกว่านี้จะดีกว่า..” แน่นอนว่าคำพูดประโยคนี้ของท่านหมอเสี่ยว ตั้งใจที่จะบอกกับเหมี่ยวเฟิงหวงโดยตรง และต้องการเตือนนางว่า หากยังขืนถามไม่หยุดเช่นนี้ อาจจะสร้างความระคายเคืองใจให้กับหลิงหยุนก็เป็นได้เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้นอกจากสามคนที่เหลือแล้ว เหมี่ยวเฟิงหวงดูร้อนอกร้อนใจ และอยากจะรู้รายละเอียดจนออกนอกหน้า��