ตอนที่ 1193
บทที่ 1625 ได้โปรดช่วยตระกูลหนิงอีกครั้ง
October 22, 2026
บทที่ 1625 ได้โปรดช่วยตระกูลหนิงอีกครั้ง บนท้องนภามืดมิดเหนือผินดินไปราวสามร้อยเมตรหลิงหยุนเฝ้ามองผ่านหมู่เมฆาลงไปอย่างเงียบๆ ด้านล่างคือบ้านใหญ่โตหลังหนึ่ง และที่นี่คือคฤหาสน์ตระกูลหนิง.. คฤหาสน์หลังใหญ่นี้ตั้งอยู่ในบริเวณชานเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งแม้จะห่างไกลแต่ก็มีความเจริญเข้าถึง และมีระบบคมนาคมขนส่งที่สะดวก ตระกูลหนิงนับเป็นตระกูลผู้ฝึกวรยุทธมาตั้งแต่โบร่ำโบราณและรากฐานของตระกูลนั้น ก็มิได้ด้อยไปกว่าตระกูลฉินเลย แล้วเหตุใดตระกูลที่มีอำนาจเช่นนี้ จึงได้มาอยู่ท่ามกลางหุบเขาห่างไกลเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วนี่ก็หาใช่เรื่องผิดปกติอันใดไม่มีสำนักและตระกูลต่างๆมากมาย ที่ตั้งรกรากอยู่บนเขาสูงบ้าง ตีนเขาบ้าง อย่างเช่นสำนักกระบี่เทียนซาน ซึ่งเวลานี้เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักกระบี่หลิงหยุนแล้ว สำนักเขาหลงหู่รวมทั้งเส้าหลิน และบู๊ตึ๊งอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีสำนักเล็กๆอีกมากมาย ส่วนตระกูลเก่าแก่อย่างตระกูลตู้กู่ตระกูลหนานกง และอีกหลายๆตระกูล ก็ตั้งรกรากอยู่บนภูเชาเช่นกัน เขาบางแห่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักที่เลื่องชื่ออย่างเส้าหลินและบู๊ตึ๊งเป็นต้นนั้น แม้ปัจจุบันจะได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่เข้าไปเยี่ยมชมนั้น ก็ยากนักที่จะได้พบเจอยอดฝีมืออย่างหลวงจีนเจวี๋ยหยวน หรือนักพรตชงซวี นอกเหนือจากตระกูลเก่าแก่ที่มักจะอาศัยอยู่ตามภูเขาแล้วก็ยังมีตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลิง ตระกูลเย่ ตระกูลซัน ตระกูลเฉิน และตระกูลหลงเป็นต้น ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่เจริญรุ่งเรือง และสามารถหลอมรวมเข้ากับสังคมในยุคสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี เรื่องเดียวที่ตระกูลเหล่านี้แตกต่างจากผู้คนในยุคปัจจุบันก็คือ สมาชิกของตระกูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ฝึกวรยุทธบ่มเพาะทั้งสิ้น ส่วนเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากนี้ พวกเขาล้วนแล้วแต่ใช่ชีวิตปกติธรรมดาๆ ดังเช่นคนเมืองทั่วไป ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นสำนักต่างๆ หรือตระกูลต่างๆนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีระดับการแยกตัว และตัดขาดจากสังคมปัจจุบันที่แตกต่างกัน บ้างก็ตัดขาดโดยสมบูรณ์คือแยกตัวไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเขาเพียงลำพัง บ้างก็อยู่เพียงแค่ตีนเขาไม่ถึงกับตัดขาดสังคมอย่างเด็ดขาด และบางส่วนก็อยู่ในสังคมเมือง แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ..สมาชิกทุกคนในตระกูล ล้วนแล้วแต่ร่ำเรียนวรยุทธ และฝึกฝนบ่มเพาะพลัง แต่สำหรับหลิงหยุนแล้วเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้นัก และเป็นธรรมดาที่ผู้เก็บตัวอยู่บนภูเขา จะหมกมุ่นและมีอุตสาหะต่อการฝึกฝนวิชามากกว่า ในขณะที่ผู้ที่ยังคงข้องเกี่ยวกับสังคมปัจจุบัน อาจเพลิดเพลินไปกับชีวิตที่สะดวกสบาย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ หลังจากที่หลี่เพียวหยางเหาะนำหลิงหยุนมาถึงที่นี่เขาก็เพียงรายงานหลิงหยุนว่า บ้านหลังใหญ่ที่อยู่ด้านล่างนี้คือบ้านตระกูลหนิง จากนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบเพื่อรอรับคำสั่งของหลิงหยุนเพียงอย่างเดียว หลิงหยุนเปิดจิตหยั่งรู้อันทรงพลังของตนออกสำรวจบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ด้านล่างและเวลานี้รัศมีจิตหยั่งรู้ของเขาก็ได้ครอบคลุมอาณาเขตทั้งหมดไว้แล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้เนตรหยิน–หยางมองทะลุเข้าไปในบ้านทีละหลัง แล้วคิ้วของเขาก็ถึงกับต้องขมวดเข้าหากัน ‘หนิงหลิงยู่ไม่ได้อยู่ที่นี่งั้นรึ..!’ ไม่เพียงหนิงหลิงยู่ที่ไม่ได้อยู่ในบ้านแม้แต่สมาชิกตระกูลหนิงทั้งหมดที่เคยไปสำนักกระบี่เทียนซาน เพื่อนำศพหนิงเทียนหยากลับมาที่บ้าน พวกเขาทั้งหมดก็ไม่อยู่ด้วยเช่นกัน ‘หรือว่า..สมาชิกตระกูลหนิงทั้งหมดที่เดินทางไปรับศพของหนิงเทียนหยา หลังจากรับศพแล้ว จะมิได้กลับมาที่นี่งั้นรึ!’ ‘แต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้..’นั่นเพราะเวลานี้ภายใต้รัศมีจิตหยั่งรู้ของหลิงหยุนนั้น เขาพบว่าภายในห้องสักการะบรรพชนตระกูลหนิงนั้น ได้มีป้ายวิญญาณของหนิงเทียนหยาตั้งอยู่ด้วยนอกจากนั้นหลิงหยุนยังได้เห็นชายชราร่างเล็กผู้หนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าคล้ายคลึงกับหนิงป๋อผิง กำลังนั่งหน้าเศร้าทุกข์ระทมอยู่ภายในห้องสักการะบรรพชนตระกูลหนิงอีกด้วยคาดคะเนจากอายุรูปลักษณ์ภายนอก และใบหน้าที่โศกเศร้าบ่งบอกถึงความทุกข์ระทมภายในใจแล้ว หลิงหยุนก็พอจะคาดเดาฐานะของชายชราผู้นี้ได้ และหากคาดเดาไม่ผิด ชายชราผู้นี้ก็คือหนิงป๋อหยวน บิดาของหนิงเทียนหยา หรือปู่ของหนิงหลิงยู่นั่นเองแต่สิ่งที่ทำให้หลิงหยุนประหลาดใจอย่างมากก็คือขั้นพลังบ่มเพาะของหนิงป๋อหยวนนั้นต่ำจนน่าตกใจ เมื่อเทียบกับหนิงป๋อผิงซึ่งเป็นลุงของหนิงเทียนหยา เรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว หลิงหยุนยังจำได้ว่าครั้งแรกที่เขาได้พบกับหนิงป๋อผิงนั้น หนิงป๋อผิงได้เข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่แล้ว“หนิงป๋อหยวนผู้นี้คงจะได้รับความทุกข์ทรมานใจมาโดยตลอด..”“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ดูเหมือนว่าเหล่าสมาชิกตระกูลหนิงที่เดินทางไปสำนักกระบี่เทียนซานครั้งนั้น คงจะเป็นกลุ่มที่มีขั้นพลังบ่มเพาะที่แข็งแกร่งสุดของตระกูลหนิงแล้วสินะ”หลิงหยุนประเมินความแข็งแกร่งของตระกูลหนิงคร่าวๆและพบว่าแม้สมาชิกของตระกูลหนิงจะมีราวหกเจ็ดคน แต่ก็มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนิงป๋อผิง หากเปรียบเทียบกับตระกูลฉินในเวลานั้น นับว่าตระกูลหนิงแข็งแกร่งกว่าตระกูลฉินมาก แต่ก็ยากที่จะเทียบได้กับสำนักกระบี่เทียนซานที่แข็งแกร่ง“ไม่แปลกเลยที่ตี๋เสี่ยวเจินจะไม่เคยเห็นตระกูลหนิงอยู่ในสายตาเช่นนั้น! นั่นเพราะลำพังเพียงแค่นางผู้เดียว ก็สามารถถล่มตระกูลหนิงให้ราบคาบได้ โดยไม่ต้องอาศัยกำลังของสำนักกระบี่เทียนซานเลยแม้แต่น้อย”สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดแต่กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ก็คือ การที่ยอดฝีมือเพียงหนึ่งคนสามารถถล่มสำนักทั้งสำนักได้ราบคาบ สามารถสั่งให้ศิษย์ทั้งสำนักคุกเข่า หรือชี้เป็นชี้ตายได้โดยที่พวกเขาไม่มีทางเลือกและเรื่องเช่นนี้ก็คงมิมีผู้ใดรู้ดีไปกว่าหลิงหยุนนั่นเพราะสิ่งที่กล่าวมา ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาเมื่อครั้งยังอยู่ในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ในเมื่อภายในบ้านหลังใหญ่แต่กลับไร้ซึ่งผู้คนเช่นนี้ หลิงหยุนจึงคร้านที่จะลงไปถามหาหนิงหลิงยู่ในเวลานี้ให้เป็นการเสียเวลาเปล่า“ไปกันได้แล้ว!”หลิงหยุนเอ่ยบอกหลี่เพียวหยางพร้อมกับเหินทะยานขึ้นไปบนท้องนภาอย่างรวดเร็ว และเมื่อเหาะสูงขึ้นไปได้ราวสองกิโลเมตรเหนือผืนดิน เขาก็ได้หยุดนิ่ง และมองสำรวจลงมาบนผืนดินเบื้องล่างอีกครั้ง“พลังชีวิตธาตุน้ำบริเวณนี้บริสุทธิ์ยิ่งนัก!”หลิงหยุนถึงกับต้องร้องอุทานออกมาหลังจากที่จ้องมองสำรวจลงไปยังผืนดินเบื้องล่างและพบว่า ภายในเมืองแห่งนี้มีทั้งแม่น้ำ และทะเลสาบน้อยใหญ่อยู่มากมาย อยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งเมือง ทำให้ผืนดินแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังชีวิตธาตุน้ำที่ทั้งบริสุทธิ์ และเข้มข้นหลี่เพียวหยางได้ยินเช่นนั้นจึงรีบสาธยายให้หลิงหยุนฟังทันที “เรียนท่านเจ้าสำนัก เมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่สายน้ำหลายสายไหลมาบรรจบกัน อีกทั้งแม่น้ำที่มีชื่อเสียงอย่างแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำฮวงเหอ ก็มีต้นกำเนิดจากเขาตังกูลาด้วย ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่มีพลังชีวิตธาตุน้ำเข้มข้นและบริสุทธิ์มากเป็นพิเศษ..”