ตอนที่ 1194
บทที่ 1626 ประมุขคนใหม่ของตระกูลหนิง
October 22, 2026
บทที่ 1626 ประมุขคนใหม่ของตระกูลหนิง ‘ได้โปรดช่วยตระกูลหนิงอีกครั้งงั้นรึ!’ ‘ได้โปรดช่วยสำนักเล็กๆในเขาคุนหลุนด้วย!’ หลิงหยุนได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง.. นั่นเพราะหากเห็นแก่หนิงหลิงยู่และหนิงเทียนหยาที่เสียชีวิตไปหลิงหยุนย่อมยินดีที่จะช่วยตระกูลหนิงหากตกอยู่ในอันตราย แต่สำนักอื่นๆที่อยู่บเขาคุนหลุนนั้น.. จะช่วยหรือไม่ช่วยยังต้องดูอารมณ์ของเขาด้วย! ภายในใจของหลิงหยุนเวลานี้อดที่จะคิดไม่ได้ว่า หนิงป๋อหยวนนั้นอวดดีเกินไปที่กล้าของร้องเขาเช่นนี้ “ท่านปู่หนิงได้โปรดบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟังก่อน เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตระกูลหนิงกันแน่” “เอ่อ..” หนิงป๋อหยวนก้มหน้าลงเล็กน้อยคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ปากของเขาขยับขึ้นลงคล้ายพึมพำอะไรบางอย่าง ในที่สุดเขาก็ปล่อยมือที่ผสานกันไว้ออก พร้อมกับเงยหน้าขึ้นคล้ายตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลิงหยุนเห็นอาการของหนิงป๋อหยวนใจของเขาถึงกับตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะจากสีหน้าท่าทางของหนิงป๋อหยวน เรื่องนี้คงต้องเกี่ยวพันถึงหนิงหลิงยู่เป็นแน่ “เรื่องนี้ค่อนข้างยาวข้า.. ข้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าเช่นใดดี!” หนิงป๋อหยวนยืนนิ่งด้วยสีหน้างุนงงสับสน พร้อมกับเอ่ยบอกหลิงหยุน หลิงหยุนได้ยินเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับบอกหนิงป๋อหยวนว่า “ท่านปู่หนิง ในเมื่อเรื่องราวค่อนข้างยาว ท่านก็นั่งลงก่อน แล้วค่อยๆเล่าออกมาเถิด..” อย่างไรเสียหลิงหยุนก็ยังเป็นเด็กไม่เหมาะสมที่จะให้ชายชรายืนเล่า และตนเองเป็นฝ่ายนั่งฟังเช่นนี้ หนิงป๋อหยวนพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับเดินไปนั่งที่เก้าอี้ หลังจากที่ชายชรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว หลิงหยุนจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อท่านปู่หนิงบอกว่าเรื่องนี้สำคัญและเร่งด่วนยิ่งเช่นนั้นแล้วก็จงเล่าเรื่องอย่างกระชับ เรื่องใดไม่สำคัญก็ให้ข้ามไป..” แม้ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญเพียงใดแต่หลิงหยุนก็ไม่มีอารมณ์ที่จะมานั่งฟังเรื่องราวยืดยาวจากชายชราผู้นี้ หนิงป๋อหยวนเองก็สังเกตเห็นท่าทางรีบร้อนของหลิงหยุนเขาจึงไม่ต้องการที่จะเสียเวลาอีก และเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลิงหยุนฟังทันที เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมาชิกตระกูลหนิงนำโลงศพของหนิงเทียนหยาออกเดินทางจากสำนักกระบี่เทียนซาน เพื่อนำกลับมายังตระกูลหนิง ซึ่งหลิงหยุนเองก็จำวันและเวลาได้ดี ก่อนที่จะเดินทางกลับนั้นหนิงป๋อผิงได้ส่งข่าวกลับมาที่ตระกูลหนิงก่อนแล้ว เพื่อให้หนิงป๋อหยวนส่งรถไปรับ แต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลและความยากลำบากในการเดิน จากที่ทุกคนควรจะต้องมาถึงตั้งแต่เที่ยงคืน กลับกลายเป็นว่ามาถึงในราวหกโมงเช้า และใช้เวลาเดินทางอีกราวสองชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้านตระกูลหนิงหนิงเทียนหยาเป็นบุตรชายของเขาไม่เพียงหนิงเทียนหยาต้องทนอยู่อย่างอัปยศอดสูในสำนักกระบี่เทียนซานมานานกว่าสิบแปดปี แต่ท้ายที่สุดยังถูกตี๋เสี่ยวเจินทรมานจนตายด้วย ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น หนิงป๋อหยวนเองก็ไม่เคยได้พบเจ้าหน้าบุตรชายเลยสักครั้ง และเมื่อได้รับข่าวร้ายนี้ เขาจึงได้แต่รู้สึกท้อแท้ และรู้สึกผิดอยู่ภายในใจตลอดเวลาแต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีที่ในคืนสิ้นใจของหนิงเทียนหยา หลิงหยุนได้บุกเข้าไปถล่มสำนักกระบี่เทียนซานจนสิ้นชื่อ ซึ่งนั่นไม่เพียงเป็นการไปช่วยฉินจิวยื่อ แต่ยังเป็นการล้างแค้นให้กับหนิงเทียนหยาไปในตัวด้วย หลังจากนั้นเจ็ดวันหนิงหลิงยู่ซึ่งเป็นหลานสาวของเขา ก็ได้สังหารตี๋เสี่ยวเจินด้วยตัวเอง เพื่อแก้แค้นให้กับพ่อแม่ของนาง ก่อนจะพาร่างไร้วิญญาณของหนิงเทียนหยากลับบ้านเกิดและอย่างน้อยที่สุดหนิงเทียนหยาก็ไม่ต้องตายเป็นผีอยู่ภายในสำนักกระบี่เทียนซาน..หนิงป๋อหยวนเฝ้ารอร่างไร้วิญญาณของลูกชายอยู่ในห้องสักการะบรรพชนด้วยความรู้สึกกระวนกระวายเขาแทบไม่กล้าสู้หน้าร่างไร้วิญญาณของหนิงเทียนหยาและไม่กล้าสู้หน้าหนิงหลิงยู่ผู้เป็นหลานสาว ที่ต้องไประหกระเหินอยู่นอกตระกูลนานถึงสิบแปดปีการเดินทางมาตระกูลหนิงของหนิงหลิงยู่ในครั้งนี้ไม่เพียงมาส่งศพบิดาเป็นครั้งสุดท้าย แต่นางยังมาเพื่อเคารพบรรพชนตระกูลหนิงอีกด้วยด้วยเหตุนี้ยิ่งใกล้เวลาที่สมาชิกตระกูลหนิงจะเดินทางมาถึงมากเท่าไหร่ หนิงป๋อหยวนก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากเท่านั้น และในสภาพจิตใจเช่นนี้ หนิงป๋อหยวนจึงไม่มีอารมณ์ที่จะมานั่งใคร่ครวญว่า เหตุใดทุกคนจึงมาถึงล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นเขาคิดเพียงแค่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หากต้องเผชิญหน้าก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงได้..และทันทีที่หนิงป๋อหยวนได้เห็นโลงศพของหนิงเทียนหยาผู้เป็นลูกชายเขาก็ถึงกับหมดเรี่ยวหมดแรง คุกเข่าลงกอดโลงศพร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจเขาร่ำไห้อยู่นานเพื่อปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจ และความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ภายในใจมานานหลายปีนอกจากหนิงป๋อหยางที่ร่ำไห้แล้วก็ยังมีทายาทรุ่นเล็กของตระกูลหนิง ซึ่งมิได้เดินทางไปสำนักกระบี่เทียนซานร่ำไห้กับเขาด้วย แต่ก็มิมีผู้ใดได้ทันสังเกตเห็นว่า สมาชิกตระกูลหนิงทั้งหมดที่เดินทางกลับมาจากสำนักกระบี่เทียนซานนั้น ไม่มีผู้ใดร่ำไห้เลยแม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนิงป๋อผิงกับลูกพี่ลูกน้องของหนิงเทียนหยาอีกสี่คนแม้แต่หนิงหลิงยู่เองก็เช่นกันไม่เพียงนางมิได้ร่ำไห้ แต่แววตาของของนางยังเย็นชาอย่างบอกไม่ถูก นางยืนดูภาพเศร้าโศกตรงหน้าประหนึ่งว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อยแต่ก็มีสมาชิกตระกูลหนิงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นความประหลาดที่เกิดขึ้นนี้ พวกเขาสัมผัสได้ว่า ทุกคนที่เพิ่งกลับมาจากสำนักกระบี่เทียนซาน ล้วนแล้วแต่ดูผิดปกติไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออกมาเพราะไม่เพียงพวกเขาต่างก็ไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกับหนิงหลิงยู่ส่วนหนิงป๋อผิงนั้นนับเป็นคนสำคัญของตระกูลหนิง พวกเขาจึงยิ่งมิกล้าเอ่ยกล่าวถึงความผิดปกตินี้ออกมา!หนิงป๋อหยวนร่ำไร้อยู่นานในที่สุดก็สามารถสะกดกลั้นความทุกข์โศกได้ ทายาทรุ่นเล็กของตระกูลหนิงผู้หนึ่ง จึงได้มาช่วยพยุงให้เขาลุกขึ้นยืนหลังจากยกมือขึ้นปาดนั้นตาแล้วหนิงป๋อหยวนก็ได้ทำความรู้จักกับหนิงหลิงยู่ แต่นั่นก็ได้นำความประหลาดใจมาให้เขาอย่างคาดไม่ถึง เพราะสีหน้าท่าทางของหนิงหลิงยู่นั้นนอกจากจะดูเย็นชาอย่างมาก คำเรียก ‘ท่านปู่’ ที่หลุดออกจากปากนางนั้น ก็คล้ายกับต้องเค้นรอดไรฟันออกมาอย่างไม่เต็มใจโกรธแค้นอย่างนั้นหรือ!หนิงป๋อหยวนเองก็ไม่เห็นสิ่งนี้บนใบหน้าของหนิงหลิงยู่ความดีอกดีใจที่ได้กลับเข้าตระกูลอย่างนั้นหรือหนิงป๋อหยวนก็ไม่พบเห็นสิ่งนี้บนใบหน้าของนางเช่นกัน