ตอนที่ 1197
บทที่ 1629 : เส้นทางการต่อสู้
October 22, 2026
บทที่ 1629 : เส้นทางการต่อสู้ หลังจากที่ได้รู้ต้นตอที่แท้จริงของปัญหาในครั้งนี้หลิงหยุนก็ถึงกับตกใจ และหนักใจจนเหงื่อไหลท่วมตัว นั่นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้นับเป็นปัญหาที่ใหญ่ และจัดการแก้ไขได้ยากยิ่งนัก! หนิงหลิงยู่ได้รับ‘ของกำนัลจากสรวงสวรรค์’ ซึ่งเวลานี้หลิงหยุนเองก็ได้ล่วงรู้แล้วว่า นั่นหาใช่ของกำนัลจากสรวงสวรรค์อย่างที่เขารู้มา แต่เป็นใครบางคนที่มีความแข็งแกร่งระดับเซียน ที่ตั้งใจช่วยเหลือให้หนิงหลิงยู่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในเส้นทางบ่มเพาะนี้ ของกำนัลเช่นนี้หนิงหลิงยู่ใช่เพียงได้รับหลังจากรับทัณฑ์สวรรค์สำเร็จเท่านั้น แต่เมื่อครั้งที่นางถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ นางก็ได้รับของกำนัลเช่นเดียวกันนี้ แต่มาในรูปแบบของพายุฝนแทน เมื่อครั้งที่ฉินจิวยื่อเล่าเรื่องนี้ให้กับหลิงหยุนฟังนั้นนางยังพูดชัดเจนว่า นั่นมิใช่พายุฝนธรรมดา แต่เป็นสายฝนพลังชีวิต ครั้งนั้นพายุฝนกระหน่ำตกตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้ว หลังจากที่หยุดลง ทั่วทั้งเมืองจิงฉูกลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่หนาแน่นอยู่เต็มไปหมด และชื่อของหนิงหลิงยู่ก็ตั้งตามปรากฏการณ์ครั้งนี้ ซึ่ง ‘หลิงยู่’ นั้นก็แปลว่าสายฝนพลังชีวิตนั่นเอง! อีกทั้งก่อนที่หลิงหยุนจะอาศัยพลังอมตะจากพู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์เปลี่ยนร่างกายของหนิงหลิงยู่ให้เป็นกายอัปสรนั้น กายเดิมของนางก็คือกายทิพย์ ซึ่งสามารถดูดซับพลังเอาชีวิตทุกชนิด ที่อยู่ภายใต้แผ่นฟ้านี้เข้าไปได้เอง หรือพูดง่ายๆก็คือว่าไม่ว่าหนิงหลิงยู่จะเข้าสู่เส้นทางบ่มเพาะหรือไม่ ร่างกายของนางก็จะทำการดูดซับเอาพลังชีวิตที่อยู่ใต้หล้านี้ เข้าไปได้เองตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าสายฝนพลังชีวิตนี้ ก็คือพลังชีวิตที่จิตวิญญาณอีกดวง ซึ่งอยู่ในร่างของหนิงหลิงยู่ ได้เตรียมไว้ให้สำหรับการเติบใหญ่ของตนเอง หากมิใช่เพื่อจุดประสงค์นี้จิตวิญญาณอีกดวงคงจะไม่ทำให้เกิดฝนพลังชีวิตกระหน่ำตกทั้งวันทั้งคืน และเปลี่ยนจิงฉูให้เป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเช่นนี้แน่! จู่ๆหลิงหยุนก็นึกถึงเมื่อครั้งที่หนิงหลิงยู่ ยังไม่เข้าสู่เส้นทางบ่มเพาะพลังสู่ความเป็นเซียน เขาจำได้ว่า ครั้งนั้นหนิงหลิงยู่ยังฝึกกำลังภายในดังเช่นชาวยุทธทั่วไปบนโลกนี้ฝึก แต่นางไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้เสียที ในเวลานั้นเป็นช่วงที่หลิงหยุนเองก็เพิ่งจะฟื้นตัวหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน และในวันนั้น สองพี่น้องก็ได้เปิดอกคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆที่ค้างคาใจกันเมื่อหกปีก่อน หลิงหยุนจำได้ว่าในวันนั้น ทั้งเขาและหนิงหลิงยู่ได้ได้พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของพวกตนในวัยเด็ก จนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้นมาด้วยกัน ตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมานั้น ทั้งตัวหนิงหลิงยู่เอง และหลิงหยุน ต่างก็ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณอีกดวงที่อยู่ในร่างของหนิงหลิงยู่ ได้มีกำลังขึ้นมาแล้ว และค่อยๆมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณอีกดวงของหนิงหลิงยู่ทีละเล็กทีละน้อย ในวันนั้นหนิงหลิงยู่เป็นผู้ที่เริ่มชักชวนหลิงหยุนสนทนาเรื่องราวในวัยเด็ก อีกทั้งยังได้ถามคำถามซึ่งเกี่ยวพันถึงความลับยิ่งใหญ่ของเขา แต่ในเมื่อไม่อาจหลีกเลี่ยงที่ตอบคำถามได้ หลิงหยุนจึงได้ร่ายบทกลอนสั้นๆขึ้นมาแทนคำตอบ “เซียนคือจุดสูงสุดแห่งเราผูกพันธ์ดั่งอายุวัฒนะยืนยง” แต่หลิงหยุนกลับคิดไม่ถึงว่าบทกลอนนี้จะทำให้หนิงหลิงยู่ซาบซึ้งใจยิ่ง จนสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้ในทันที สายน้ำทั่วทั้งจิงฉูปั่นป่วน ตามมาด้วยสายรุ้งและท้องนภาอันสดใด! ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นนับว่าอัศจรรย์ยิ่งนัก! หลิงหยุนใคร่ครวญและพินิจพิจารณาอย่างละเอียดเขาไม่เพียงถ่ายทอดวิชาบ่มเพาะให้กับหนิงหลิงยู่ แต่ทุกขั้นพลัง หลิงหยุนจะเป็นผู้ควบคุมดูแล ให้นางค่อยๆทะลวงผ่านไปทีละขั้นด้วยตัวเองทั้งสิ้น! หลิงหยุนนึกถึงเมื่อครั้งที่หนิงหลิงยู่รับทัณฑ์สวรรค์ซื่อจิ่วซึ่งหากเปรียบเทียบกับการับทัณฑ์สวรรค์ของตนเองนั้น แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เขาต้องถูกอสุนีบาตฟาดเข้าใส่ร่าง เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ในขณะที่หนิงหลิงยู่กับข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้อย่างสบาย และง่ายดาย “สวรรค์!” “ทัณฑ์เมฆาเก้าสีที่ข้าพบเจอที่เกาะเตียวหยู่นั่น..”หลิงหยุนเริ่มเชื่อมโยงเรื่องทัณฑ์เมฆาเก้าสีที่ตนเองเผชิญบนเกาะเตียวหยูกับอสุนีบาตประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งกำลังฉกฉวยของกำนัลจากหนิงหลิงยู่..หลังจากได้ยินคำพูดที่หลุดออกจากปากของหลิงหยุนฉางเฟิงและโฉวเปิ่นถึงกับหันไปมองหน้ากัน พร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ“เฉลียวฉลาดมากพ่อหนุ่ม!”“ทัณฑ์เมฆาเก้าสีที่เจ้าเผชิญบนเกาะเตียวหยูกับอสุนีบาตใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างฉกฉวยของกำนัลจากหนิงหลิงยู่นั้น พวกเราทั้งสองคนต่างก็คิดว่า มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน..”ใบหน้าของท่านโฉวเปิ่นเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีในขณะที่เอ่ยขึ้นว่า “แม้ว่าพวกเราทั้งสองจะยังมิสามารถยืนยันได้ชัดเจนว่า มีใครบางคนอยู่เบื้องหลังการสังหารเจ้าในครั้งนั้น แต่เพวกเราก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า ทัณฑ์เมฆาและอสุนีบาตทั้งสองครั้ง ล้วนมุ่งหมายเอาชีวิตของเจ้าโดยตรง!”เฉิงเฟิงอดที่จะกระเซ้าเย้าแหย่หลิงหยุนไม่ได้“พ่อหนุ่ม ยอมรับมาเสียเถิดว่า ก่อนที่จะมาจุติบนโลกมนุษย์ เจ้าไปทำอะไรเลวร้ายไว้บ้าง” “เอ..หรือว่าเจ้าจะไปเที่ยวขโมยเสื้อผ้าเทพธิดาองค์นั้นมา นางถึงได้โกรธเจ้ามากมายถึงเพียงนี้ บอกพวกเรามาเถิดน่า พวกเราไม่ตำหนิเจ้าหรอก..”ระหว่างที่กระเซ้าเย้าแหย่หลิงหยุนอยู่นั้นเฉิงเฟิงก็แสร้งทำสีหน้าเข้าอกเข้าใจ และเห็นใจหลิงหยุน“ข้าไม่ได้ทำ!ข้าไม่ได้ทำ! แล้วข้าก็ไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”หลิงหยุนระล่ำระลักโต้เถียงกลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมส่งสายตาค้อนให้กับเฉิงเฟิง‘ข้าหลิงหยุนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!เหตุใดจะขโมยของเหล่านั้นไปด้วยเล่า เหาะเล่นไปมาบนท้องนภายังจะสนุกมากกว่าเสียอีก..’หลิงหยุนได้แต่แอบบ่นในใจ..จากคำพูดของอาวุโสทั้งสองย่อมเป็นการยืนยันแล้วว่า อีกฝ่ายเป็นเทพธิดา และเป้าหมายของนางก็คือกำจัดเขา!หลังจากได้รับการยืนยันในเรื่องนี้หลิงหยุนก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น เมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวเมื่อครั้งที่อยู่ในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่หลิงหยุนยังจำได้ว่าครั้งนั้น ในระหว่างที่เขากำลังรับทัณฑ์สวรรค์อยู่ จู่ๆก็มีอสุนีบาตแปลกประหลาดปรากฏขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่สายฟ้าจากทัณฑ์อสุนีบาต แต่คล้ายมีใครบางคนพยายามอาศัยช่องโหว่ของปรากฏการณ์นั้น จงใจที่จะกำจัดเขาให้สิ้นซาก แต่ด้วยเหตุผลอะไรอย่างนั้นหรือดูเหมือนจะมิใช่ความโกรธแค้นส่วนตัว!“นี่คงจะเป็น..การต่อสู้ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งสินะ!”หลังจากที่เข้าใจสาเหตุการเปลี่ยนไปของหนิงหลิงยู่แล้วหลิงหยุนก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ และค่อยๆสรุปเรื่องราวต่างๆอยู่ภายในใจเงียบๆ“ทั้งหนิงหลิงยู่ข้า และจิตวิญญาณอีกดวงในร่างของนาง ต่างก็อยู่บนเส้นทางของการต่อสู้สินะ และพวกเราทั้งสามก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือก มีเพียงแค่อยู่หรือตายเท่านั้น..” ทั้งหลิงหยุนและหนิงหลิงยู่ต่างก็มีชะตากรรมที่พัวพันกันลึกซึ้ง..เฉิงเฟิงพู่กันจักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ก้มลงมองเทือกเขาคุนหลุนเบื้องล่าง จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า“หลิงหยุนเจ้าหวาดกลัวหรือไม่”