ตอนที่ 1198
บทที่ 1630 : หารือเพื่อจัดการกับหนิงหลิงยู่
October 22, 2026
บทที่ 1630 : หารือเพื่อจัดการกับหนิงหลิงยู่ หลังจากได้รับคำยืนยันหนักแน่นจากอาวุโสทั้งสองหลิงหยุนจึงเริ่มผ่อนคลายขึ้นบ้าง.. เมื่อครั้งที่เขาได้ฟังเรื่องราวจากปากหนิงป๋อหยวนเขาก็ได้ปะติดปะต่อเรื่องราว จนพอจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนได้ จากนั้นจิตใจของเขาก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวาย และหนักใจเป็นอย่างมาก เขาจึงได้เหาะขึ้นไปบนท้องนภาสูงกว่าสองหมื่นเมตรและพยายามสงบจิตใจที่ว้าวุ่นอย่างมากของตนเอง เวลานี้หลิงหยุนเข้าใจเรื่องทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยุ่งยาก และหนักหนาครั้งนี้แล้ว! หลิงหยุนหาใช่ผู้ที่หวาดกลัวปัญหาหรือความยากลำบากแต่อย่างใด เขาเพียงแค่งุนงงสับสนว่า จะต้องทำเช่นใดต่อไปดีเท่านั้นเอง ความจริงแล้วที่ผ่านมาหนิงหลิงยู่มิได้เล่นละครตบตาหลิงหยุนได้เก่ง แล้วก็ใช่ว่าหลิงหยุนจะตาบอดไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ แต่เป็นเพราะจิตใต้สำนึกของเขาเอง ที่ไม่อาจยอมรับความจริงว่า น้องสาวของตนเองได้เปลี่ยนไปจนดูประหนึ่งคนแปลกหน้า เขาจึงได้พยายามเลี่ยงที่จะเผชิญกับความจริงข้อนี้ จนกระทั่งเย่ซิงเฉินสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ด้วยตัวเองและนางก็เป็นผู้บอกกล่าวเรื่องนี้กับเขา และย้ำว่าเขาจะควรจะต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ฉินจิวยื่อกับหนิงหลิงยู่ต้องแยกจากกันนานถึงครึ่งปีแต่เพียงแค่นางเห็นหนิงหลิงยู่ในครั้งแรก นางก็สามารถมองเห็นความผิดปกตินี้ได้ในทันที และได้บอกกล่าวเรื่องนี้ให้กับหลิงหยุนรู้เช่นกัน แม้กระทั่งหลังจากที่หนิงหลิงยู่รับทัณฑ์สวรรค์สำเร็จฉางเฟิงเองก็พูดเป็นนัยๆให้หลิงหยุนรู้ว่า หนิงหลิงยู่คนนี้มิใช่หนิงหลิงยู่คนเดิมก่อนรับทัณฑ์สวรรค์ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลิงหยุนก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่ลงมือทำอะไร แสร้งทำเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จนกระทั่งถึงวันนี้.. แม้กระทั่งเช้าเมื่อวานนี้ทั้งโฉวเปิ่นและฉางเฟิงต่างก็บอกเรื่องนี้กับหลิงหยุนเป็นนัยๆ ด้วยการเร่งเร้าให้เขาเดินทางไปยังเทือกเขาคุนหลุนโดยเร็ว แต่หลิงหยุนก็ยังปฏิเสธ และขอร้องอาวุโสทั้งสองมิให้ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว เขาจะขอเป็นคนจัดการเรื่องของหนิงหลิงยู่ด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาหลังจากเริ่มสัมผัสถึงบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปของหนิงหลิงยู่ได้นั้น หลิงหยุนก็ได้ทำการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น นั่นเพราะในเบื้องลึกจิตใจของหลิงหยุนนั้นเขาแอบคิดไว้ว่า ตราบใดที่หนิงหลิงยู่ยังสามารถปกปิดความเปลี่ยนแปลงนี้จากสายตาของผู้อื่นได้ เขาก็ยังจะยอมรับว่านี่คือหนิงหลิงยู่น้องสาวของตน พูดง่ายๆก็คือว่าตราบใดที่ยังดูเหมือนหนิงหลิงยู่คนเดิม หลิงหยุนก็พร้อมที่จะมองข้าม.. หลิงหยุนเองก็รู้ตัวดีว่าที่ผ่านมานั้นตนเองทำตัวเสมือนคนกระหายน้ำ แม้จะรู้ว่าน้ำตรงหน้านั้นคือยาพิษ ก็ยังยินดีที่จะดื่มมาจนกระทั่งถึงวันนี้.. ที่หลิงหยุนได้แต่นิ่งเงียบและเก็บเรื่องนี้ไว้ภายในใจคนเดียวนั้น เพราะไม่อาจทำใจยอมรับความจริงได้ว่า หนิงหลิงยู่คนเดิมจะไม่มีอีกแล้ว และหนิงหลิงยู่คนใหม่นี้ ก็คือจิตวิญญาณของใครบางคนที่เข้ามาแทนที่ ในเมื่อจิตวิญญาณของนางได้แตกสลายไปแล้ว จึงมีเพียงเรือนร่างของนางที่ทิ้งไว้ให้เขาได้ดูต่างหน้า แม้โลกจะโหดเหี้ยมไร้เมตตาแต่คนใช่จะไร้หัวใจ! หลิงหยุนไม่ต้องการให้หมัดของตนกระทบกับร่างกายของหนิงหลิงยู่ และยิ่งไม่ต้องการให้กระบี่ของตน ปักลงบนร่างของนางเช่นกัน จะอย่างไร ร่างนี้ก็เป็นร่างของหนิงหลิงยู่ซึ่งเป็นน้องสาวของเขา และเป็นสิ่งเดียวที่นางทิ้งไว้ให้หลิงหยุนดูต่างหน้า.. ฉะนั้นหลิงหยุนยังคงคิดอยู่เสมอว่า ขอเพียงนางบอกเหตุผลที่เขารับฟังได้ เขาก็จะไม่ทำร้ายนาง! และที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้คือความรู้สึกของหลิงหยุนนับตั้งแต่รู้ว่า หนิงหลิงยู่ได้เปลี่ยนไป! แต่ทว่าเวลานี้..เวลานี้..‘เจ้ามิคิดที่จะปิดบังสิ่งใดอีกแล้วสินะจิตวิญญาณอีกดวงในร่างของเจ้า ก็กำลังจะสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศนี้ ดูเหมือนเจ้ากำลังประกาศตัวเป็นศัตรูกับข้าอย่างเปิดเผย!’ในนางแสดงตัวชัดเจนว่ามิใช่หนิงหลิงยู่เช่นนี้หลิงหยุนก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องนิ่งเฉยอีกต่อไป “หลิงยู่!ข้าขอโทษที่ต้องทำร้ายร่างกายเจ้า หากข้ามิทำเช่นนี้ พี่ชายของเจ้าคนนี้ ก็คงมิอาจช่วยเหลือเจ้าได้เป็นแน่!”“ข้าเชื่อว่าจิตวิญญาณของเจ้าที่ถูกสะกัดกั้นไว้ ก็คงจะคิดเช่นเดียวกับข้าเวลานี้!”นับว่ายังโชคดีที่เป็นจิตวิญญาณคู่หาใช่จิตวิญญาณดวงอื่นเข้ามาครอบครองร่าง เพราะหากเป็นเช่นนั้น จิตวิญญาณเดิมของหนิงหลิงยู่คงแตกสลายไปนานแล้ว“เอาล่ะ!ข้าปล่อยให้จิตวิญญาณของเจ้า ออกมาโลดแล่นนานเกินพอแล้ว!”เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลิงหยุนก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเริ่มเดินลมปราณทั่วร่าง เพื่อช่วยให้จิตใจกลับสู่ความสงบดังเดิมหลังจากจิตใจและอารมณ์กลับสู่ความสงบได้แล้วจิตวิญญาณในการต่อสู้ของหลิงหยุน ก็โชติช่วงขึ้นมาทันทีและนี่คือหลิงหยุน! ตราบใดที่เขานับคนผู้นั้นเป็นศัตรูแล้วล่ะก็ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม หลิงหยุนจะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายให้จนได้ และเขาก็มิเคยย่อท้อกับเรื่องนี้!หลิงหยุนหันไปมองโฉวเปิ่นและเฉิงเฟิงพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “อาวุโสทั้งสอง ได้เวลาที่พวกเราจะวางแผนรับมือ และจัดการเรื่องนี้แล้ว”หลักการในการจัดการและรับมือกับ‘หนิงหลิงยู่’ ในครั้งนี้คือ ห้ามลงมือสังหารนาง และต้องมั่นใจว่านางจะไม่ได้รับบาดเจ็บจนสาหัส ด้วยเหตุนี้ หลิงหยุนจำต้องหารือกับอาวุโสทั้งสอง และจะประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย“วิชาคลื่นคงคงวิชาดาราคุ้มกาย วิชากระบี่นวสังหาร วิชาพลังมังกร…”หลิงหยุนยกนิ้วมือขึ้นมานับวิชาต่างๆที่เขาได้เคยถ่ายทอดให้กับหนิงหลิงยู่แล้ว เขาถึงกับปวดศรีษะขึ้นมาทันที นั่นเพราะทั้งหมดที่เขาทำลงไปนั้น ล้วนแล้วแต่ไม่ต่างจากการยกก้อนหินขึ้นมา แล้วทุ่มลงใสฝ่าเท้าของตนเองสีหน้าของหลิงหยุนเปลี่ยนเป็นวิตกกังวลและเศร้าหมองขึ้นมาทันที!นั่นเพราะเวลานี้ปรากฏชัดแล้วว่าจิตวิญญาณอีกหนึ่งดวงในร่างของหนิงหลิงยู่นั้น คือจิตวิญญาณของผู้เป็นเซียน ฉะนั้นแล้ว วรยุทธต่อสู้ของนางไม่น่าจะด้อยไปกว่าวรยุทธต่อสู้ของหลิงหยุน ที่ได้เคยถ่ายทอดให้กับหนิงหลิงยู่ไปจากเรื่องนี้ทำให้หลิงหยุนสามารถสันนิษฐานได้สองเรื่อง..เรื่องแรก..การที่สมาชิกทั้งเก้าของตระกูลหนิง เดินทางกลับถึงบ้านล่าช้าไปหลายชั่วโมงนั้น และเมื่อกลับมา ทุกคนต่างก็มีบุคลิก และอุปนิสัยเปลี่ยนไปอย่างมากจนน่าแปลกใจ เรื่องนี้หลิงหยุนสันนิษฐานว่า หนิงหลิงยู่คงจะใช้วิชาบางอย่าง ที่สามารถควบคุมจิตใจของมนุษย์ได้ ทำการควบคุมจิตใจของสมาชิกทั้งเก้าของตระกูลหนิง ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเชื่อฟังคำสั่งของหนิงหลิงยู่อย่างเคร่งครัด แม้แต่ลูกหลานของตัวเอง ก็สามารถสังหารได้อย่างเลือดเย็นเรื่องที่สองเฉิงเฟิงได้บอกกับเขาว่า ผนึกภายในร่างของหนิงหลิงยู่ได้ถูกทำลายลงแล้ว หลิงหยุนสันนิษฐานว่า ต้องเป็นฝีมือของจิตวิญญาณดวงนี้ และนั่นบ่งบอกว่า หนิงหลิงยู่เวลานี้แข็งแกร่งมากเพียงใดฉะนั้นหนิงหลิงยู่จึงนับเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด เท่าที่เขาเคยพบเจอมาเลยทีเดียว!ในระหว่างที่ปรึกษาหารือนั้นหลิงหยุนก็ได้บอกเล่าประสบการณ์การต่อสู้ในอดีต ให้อาวุโสทั้งสองฟังจนหมด จากนั้น ทั้งสามคนก็ช่วยกันคิดวางแผนอยู่นาน จนกระทั่งได้แผนการที่หลิงหยุนเองก็เห็นด้วย..