ตอนที่ 1200
บทที่ 1632 : สร้างความหายนะให้กับประเทศ
October 22, 2026
บทที่ 1632 : สร้างความหายนะให้กับประเทศ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ดูเหมือนแววตาของหลี่เพียวหยางจะเป็นประกายขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นความเร็วในการเหาะด้วยกระบี่เหินของหลี่เพียวหยาง หลิงหยุนก็ถึงกับต้องชะลอความเร็วลง เพื่อมิให้หลี่เพียวหยางต้องใช้พลังมากจนเกินไป จากนั้นทั้งคู่ก็เหาะไปพร้อมกับสนทนากันไประหว่างทางด้วย หลิงหยุนเองก็ตั้งใจฟังเรื่องที่หลี่เพียวหยางเล่าด้วยความเพลิดเพลิน และช่วยลดความเบื่อหน่ายในระหว่างการเดินทางได้มากทีเดียว “ตามตำนานเล่าว่าไม่เพียงสำนักฉางชุนเท่านั้นที่เดินทางไปคุนหลุน ยังมีสำนักน้อยใหญ่อื่นๆอีกที่ต่างก็ย้ายไปคุนหลุนด้วยเช่นกัน และดูเหมือนพวกเขาจะไปก่อนหน้าสำนักฉางชุนนับร้อยๆปีเลยทีเดียว..” “ด้วยเหตุนี้คนทั่วไป หรือแม้กระทั่งสำนักน้อยใหญ่ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ จึงมิค่อยล่วงรู้ความจริงเรื่องนี้กันนัก..” “แล้วเหตุใดพวกเขาจึงต้องย้ายไปคุนหลุนด้วย” “นี่..” หลี่เพียวหยางลืมตัวกำลังจะเอ่ยปากตำหนิในความไม่รู้ของหลิงหยุน แต่เมื่อนึกขึ้นไดว่าหลิงหยุนเป็นใคร เขาก็ถึงกับเหงื่อตกขึ้นมาทันที และรีบระงับคำพูดไว้เพียงเท่านั้น แล้วหันมาตอบคำถามของหลิงหยุนแทน “ประการแรกสำนักเหล่านั้นมีความแข็งแกร่งมากพอ จึงได้รับคำเชิญจากคุนหลุนให้ย้ายไป ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญก็คือ พลังชีวิตในบริเวณที่พวกเขาอยู่นั้น ค่อยๆร่อยหรอลงไปมาก จึงไม่เหมาะสมต่อการฝึกของศิษย์ในสำนักอีกต่อไป พวกเขาจึงเลือกที่จะย้ายไปตามคำเชิญของคุนหลุน” หลังจากที่ได้ยินคำตอบของหลี่เพียวหยางหลิงหยุนได้แต่นิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยถามขึ้นว่า “เหตุใดพวกเขายังทิ้งมรดกของสำนักไว้ที่เทือกเขาคุนหลุนนี้ด้วยเล่า” “มรดกสำนักอะไรกันเล่า!ทันทีที่ย้ายไปคุนหลุน พวกเขาต่างก็ถอนค่ายกลออกหมด ทั้งเจ้าสำนัก อาวุโส และศิษย์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่ย้ายไปคุนหลุนกันหมด สิ่งที่ทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังนั้น เรียกได้ว่าเป็นแค่เศษฟืนเท่านั้นล่ะ..” ในวัยหนุ่มนั้นหลี่เพียวหยางใฝ่ฝันอยากเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศในด้านการฝึกฝนบ่มเพาะพลัง และเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้กระบี่ผู้หนึ่งในแถบเทือกเขาคุนหลุน แต่แล้วในวัยยี่สิบเศษๆ ความฝันนี้ก็ต้องสะดุดลง เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรที่เหมาะสม และเพียงพอ ด้วยเหตุนี้หลี่เพียวหยางจึงตัดสินใจเข้าร่วมสำนักกระบี่เทียนซาน และตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอย่างหนัก และกว่าจะได้เป็นยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ ก็ในวัยที่สูงอายุแล้ว “เจ้ามีความรู้ดีมากเลยทีเดียว..” หลิงหยุนพยักหน้าพร้อมกับเอ่ยชมหลี่เพียวหยางและข้อมูลของเขาก็เป็นประโยชน์ต่อหลิงหยุนไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งเวลาล่วงเลยไป หลิงหยุนก็ยิ่งพึงพอใจกับการทำงานของหลี่เพียวหยางมากขึ้นเท่านั้น “ท่านประมุขเยินยอข้าเกินไปความจริงเรื่องเหล่านี้ หากเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเขตแดนของเขาคุนหลุน และสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่ หรือเหนือกว่านั้น มักจะรวมกลุ่มสนทนาแลกเปลี่ยนตำนานเรื่องราวต่างๆ ที่พวกตนได้ยินได้ฟังมา..” อาจเป็นเพราะโอสถที่หลิงหยุนนำออกมามอบให้กับหลี่เพียวหยางก็เป็นได้ทำให้เขาถึงกับเปิดใจยอมบอกเล่าความลับต่างๆมากมายให้หลิงหยุนฟัง การเปิดใจรับฟังผู้อื่นกับการเปิดใจบอกเล่าความลับให้ผู้อื่นฟังนั้น ทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกัน.. หลิงหยุนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เขาบุกไปถล่มสำนักกระบี่เทียนซานครั้งนั้นคุนหลุนเองก็ได้ส่งศิษย์ในขั้นก่อสร้างรากฐานออกมาถึงสี่คน และพวกเขายังสามารถนำคนภายนอกเข้าไปได้ด้วย ทำให้หลิงหยุนอดที่จะเอ่ยถามออกไปไม่ได้..“หลี่เพียวหยางตัวเจ้าเองเล่า ต้องการจะไปคุนหลุนบ้างหรือไม่”“มีแต่คนโง่เท่านั้นล่ะที่มิอยากไปคุนหลุน!”หลังจากที่ตอบออกไปด้วยความลืมตัวเช่นนั้นและเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า หลิงหยุนคือเจ้าสำนักกระบี่คุนหลุนเวลานี้ หลี่เพียวหยางก็ถึงกับเหงื่อเปียกชุ่มแต่ดูเหมือนหลิงหยุนจะไม่ถือสาและถามกลับไปว่า “แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่เข้าร่วมกับสำนักกระบี่คุนหลุนเล่า การเข้าไปอยู่ในสำนักกระบี่คุนหลุน จะทำให้มีโอกาสได้เข้าไปยังคุนหลุนมากกว่ามิใช่รึ?”หลังจากได้ยินหลิงหยุนถามเช่นนั้นหลี่เพียวหยางก็ได้แต่เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง พร้อมตอบหลิงหยุนกลับไปว่า“การทำเช่นนั้นไม่ต่างจากทำตัวเป็นสุนัขเฝ้าบ้านข้ามิต้องการ..”“อ่อ..”หลิงหยุนถึงกับต้องจ้องมองหลี่เพียวหยางอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งและรู้สึกว่าชายผู้นี้มีอะไรน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว‘อยากจะไปคุนหลุนแต่มิต้องการเป็นสุนัขเฝ้าคุนหลุน!’“เจ้ารับไป!”หลังจากสำรวจดูหลี่เพียวหยางอย่างละเอียดหลิงหยุนจึงได้หยิบโอสถที่มีประกายเจิดจ้าขึ้นมาหนึ่งเม็ด พร้อมกับโยนให้กับหลี่เพียวหยางทันที และสั่งว่า“เจ้ากลืนโอสถนี่เข้าไปเดี๋ยวนี้!”หลี่เพียวหยางยื่นมือออกไปคว้าโอสถเม็ดนั้นไว้ได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับเอ่ยถามหลิงหยุนด้วยสีหน้าหวาดระแวง“ท่านเจ้าสำนักนี่ท่านไม่ได้คิดวางยาข้าใช่หรือไม่”หลิงหยุนที่กำลังชื่นชมกับทัศนียภาพด้านล่างถึงกับแสยะยิ้มออกมา พร้อมตอบกลับไปว่า “วางยาเจ้างั้นรึ หากเจ้าไม่ต้องการก็คืนมาให้ข้า..”หลี่เพียวหยางได้ยินเช่นนั้นก็รีบโยนโอสถในมือเข้าไปในปากทันทีหลังจากกลืนลงท้องไปแล้ว เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่คล้ายกับระเบิดอยู่ในช่องท้อง จากนั้น หลี่เพียวหยางก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนหลังจากเฝ้าเพียรฝึกฝนอยู่นานหลายปีแต่ก็ไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ด่านต่อไปได้เสียที แต่โอสถนี้กลับทำให้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ด่านสุดท้ายขั้นพลังชี่ได้ในทันที ระดับสูงสุดขั้นชีเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-7) และเรื่อยไปจนเข้าสู่ระดับกลางขั้นปาเฉิงเชี่ (ขั้นพลังชี่-8)หลี่เพียวหยางถึงกับหยุดนิ่งด้วยความตกตะลึงอยู่กลางอากาศส่วนหลิงหยุนก็ได้แต่ยืนดูอยู่เงียบๆ