ตอนที่ 1202
บทที่ 1634 ไม่แยแสโลก
October 22, 2026
บทที่ 1634 ไม่แยแสโลก หลิงหยุนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของหนิงหลิงยู่มาระดับหนึ่งแล้วและได้วางแผนในการแก้ปัญหา และวางแผนการต่อสู้ไว้แล้วเช่นกัน อีกทั้งยังได้เตรียมกำลังคนที่จะเข้าร่วมรบในศึกครั้งนี้ไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกันเรียกได้ว่า ทุกอย่างได้จัดเตรียมไว้อย่างพร้อมเพรียงแล้ว และก่อนที่จะลงมือจัดการกับหนิงหลิงยู่แม้ว่าหลิงหยุนจะไม่สนใจที่จะบอกกล่าวรายละเอียดต่างๆ ให้กับคนตระกูลหนิง และคนตระกูลฉินฟัง แต่มีหนึ่งคนที่หลิงหยุนจะไม่บอกไม่ได้ และคนผู้นั้นก็คือนางฉินจิวยื่อ! ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ก่อนที่จะเดินทางไปยังสำนักกระบี่คุนหลุนในคืนนี้ หลิงหยุนจึงต้องเดินทางมาพบฉินจิวยื่อเสียก่อน และด้วยความแข็งแกร่งของหลิงหยุนเวลานี้การเดินทางในระยะหลายร้อยกิโลเมตรนั้น นับเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก เวลานี้ฉินจิวยื่อกำลังยืนเหม่อมองอยู่ในศาลากลางน้ำ ที่ทั้งคู่เคยนั่งสนทนากันจนเกือบเช้า และดูเหมือนนางกำลังดื่มด่ำอยู่กับแสงไฟที่สะท้อนอยู่กลางน้ำ พร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ หลิงหยุนปรากฏตัวขึ้นภายในศาลากลางน้ำอย่างเงียบๆและเพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนนางฉินจิวยื่อให้ตกใจ เขาจึงได้ยกมือขึ้นเคาะที่เสาข้างศาลาเบาๆ “เจ้ามาแล้วรึหลิงหยุน” ฉินจิวยื่อเอ่ยถามขึ้นโดยมิต้องเหลียวหลังกลับไปมองและหลังจากเอ่ยจบ นางจึงค่อยๆหันหลังกลับมาอย่างช้าๆ พร้อมกับยิ้มให้หลิงหยุน ก่อนจะเอ่ยบอกกับเขาว่า “น้าหญิงของเจ้าเพิ่งจะกลับไปไม่นานนี่เอง!” “ท่านแม่!” “หยุนเอ๋อ..เจ้าไม่รีบร้อนกลับมิใช่รึ นั่งลงก่อน มีอะไรก็ค่อยๆเล่ามา..” ฉินจิวยื่อเอ่ยบอกหลิงหยุนพร้อมกับผายมือเป็นการเชื้อเชิญให้หลิงหยุนนั่งลง หลิงหยุนเอ่ยตอบผู้เป็นมารดา พร้อมกับนั่งลงอย่างว่าง่าย “ข้าไม่รีบร้อนกลับท่านแม่..” ฉินจิวยื่อเองก็เดินเข้าไปนั่งตรงข้ามหลิงหยุนนางจ้องมองหลิงหยุนอย่างพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงเอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลิงยู่สินะ” หลิงหยุนที่เอาแต่นั่งก้มหน้าในที่สุดก็ต้องเงยหน้าขึ้นจ้องมองมารดาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีก พร้อมตอบกลับไปว่า “ดูเหมือนท่านแม่จะรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว..” “สำนักฉางชุนและสำนักลิ่วเสวียนเหมินล้วนอยู่ห่างจากหมู่บ้านตระกูลฉินของเราไปไม่ไกลนัก อีกทั้งยังอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตระกูลหนิงด้วย การที่ข้ารู้ข่าวจึงมิใช่เรื่องแปลกอะไร..” ฉินจิวยื่อพยักหน้าและเอ่ยบอกหลิงหยุนต่อในทันที “อีกอย่าง.. เป็นเพราะชื่อเสียงของเจ้า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่โตอะไรขึ้นในยุทธภพ หน่วยนภาก็จะส่งข่าวให้ตระกูลฉินรู้ด้วยเสมอ!” หลิงหยุนพยักหน้าและตอบกลับไปว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่า ท่านแม่ย่อมรู้ในสิ่งที่ข้ารู้มาเช่นกัน..” ฉินจิวยื่อตอบกลับยิ้มๆ“ตระกูลฉินรู้เพียงแค่เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสำนักต่างๆ บนเทือกเขาคุนหลุน ดังเช่นที่หน่วยนภารู้ แต่ในส่วนของเจ้า ข้ายังไม่รู้อะไรเลย..”หลิงหยุนได้แต่พยักหน้าและตอบกลับไปว่า “ด้วยเหตุนี้สินะ ท่านแม่จึงได้มารอคอยข้าอยู่ที่ศาลานี่”“ข้าปรารถนาให้เจ้าไม่มาพบข้าเสียมากกว่า..”ความหมายของฉินจิวยื่อก็คือหากหลิงหยุนไม่มาพบนาง นั่นย่อมหมายถึงว่า หลิงหยุนสามารถจัดการทุกอย่างได้ไม่ยาก แต่หากเรื่องนี้ใหญ่โตเกินกว่าความสามารถที่เขาจะรับมือได้แล้ว แน่นอนว่าหลิยหยุนจะต้องมาพบนาง..“หยุนเอ๋อ!หมายความว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ใหญ่โตกว่าที่พวกเราสองคนคาดการไว้สินะ”“ใช่แล้วท่านแม่!”หลิงหยุนได้แต่พยักหน้าและตอบกลับไปตามความเป็นจริง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยต่อในทันที“ถึงแม้เหตุการณ์จะเลวร้ายกว่าที่คาดการไว้แต่ข้าก็จะช่วยหลิงยู่ให้ได้..”หลิงหยุนสังเกตเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยอย่างมากของนางฉินจิวยื่อและเกรงว่านางจะเป็นห่วงหนิงหลิงยู่ จึงรีบย้ำให้นางมั่นใจ และสบายใจ “หยุนเอ๋อเจ้าช่างเป็นลูกที่ดีนัก! เอาล่ะ บอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับหลิงยู่ให้ข้าฟังเถิด!”ฉินจิวยื่อยิ้มให้กับหลิงหยุนพร้อมกับเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ในเวลาเช่นนี้ สิ่งที่นางต้องการรู้มากที่สุดคือความจริง!“ครับท่านแม่!”หลิงหยุนนิ่งไปครู่ใหญ่เขาพยายามนึกหาคำพูดที่จะมาอธิบายเรื่องนี้ให้กับผู้เป็นมารดาฟัง และในที่สุด หลิงหยุนก็เอ่ยขึ้นว่า“เวลานี้หนิงหลิงยู่กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องจิตวิญญาณคู่ในร่าง..”หลังจากเกริ่นนำไปได้แล้วหลิงหยุนก็ไม่จำเป็นต้องรอให้นางฉินจิวยื่อต้องเอ่ยถาม เขาเริ่มเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้นางฟังทันที รวมถึงแผนการทั้งหมดในคืนนี้ เรียกได้ว่าเล่าอย่างละเอียด ไม่มีตกหล่นเลยแม้แต่คำเดียว!ก่อนที่หลิงหยุนจะเดินทางมาที่นี่เขาได้พยายามครุ่นคิดว่า จะสรรหาคำพูดเช่นใดมาพูดกับผู้เป็นมารดาดี เพื่อมิให้นางต้องโศกเศร้า หรือทุกข์ระทมมากจนเกินไป แต่ในเมื่อสถานการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ หลิงหยุนจึงไม่ต้องระมัดระวังคำพูดอีก และสามารถเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้นางฟังได้อย่างราบรื่นมากขึ้น“ภายในร่างของหลิงยู่มีจิตวิญญาณของเทพธิดาอยู่ด้วยอีกหนึ่งดวงงั้นรึ”หลังจากที่นิ่งฟังหลิงหยุนเล่ามาเป็นเวลานานในที่สุด ฉินจิวยื่อจึงได้เริ่มเอ่ยปากถามขึ้นบ้าง“ถูกต้อง!และจิตวิญญาณของเทพธิดาองค์นี้ ก็เข้าไปสิงสถิตอยู่ในร่างของหลิงยู่ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่นางยังอยู่ในท้องของท่านแม่!”“และเป็นเพราะจิตวิญญาณของเทพธิดาองค์นี้ทำให้ครั้งนั้นฝ่ามือของตี๋เสี่ยวเจินจึงไม่อาจทำร้ายท่านแม่ถึงชีวิตได้! ในเมื่อเทพธิดาองค์นี้ได้วางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว นางย่อมมีหนทางที่จะปกป้องชีวิตของตนเอง..” ก่อนหน้านี้ที่สองแม่ลูกนั่งสนทนากันอย่างยาวนานนั้นฉินจิวยื่อเองก็เคยนึกสงสัยเรื่องนี้ ครั้งนั้นหลิงหยุนไม่มีคำตอบให้ แต่ครั้งนี้ เขามีคำตอบที่ชัดเจนให้กับผู้เป็นมารดาสิ้นสงสัย“หากจิตวิญญาณของเทพธิดาองค์นี้เข้าไปอยู่ในร่างของหนิงหลิงยู่ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ของข้าจริง เหตุใดในวันที่คลอดนางออกมา ทั้งข้าและนางกลับได้รับอันตรายจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเล่า..!”“การก่อกำเนิดนับเป็นเรื่องลำบากยากยิ่งและนี่คือเหตุผลที่ท่านแม่ได้รับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ในระหว่างที่อุ้มท้องนาง..”และดูเหมือนนี่จะเป็นคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับจิตวิญญาณอีกดวงในร่างของหนิงหลิงยู่ที่ฉินจิวยื่อได้รับคำอธิบายจากหลิงหยุน และคำตอบของหลิงหยุนก็กระจ่างแจ่มแจ้ง จนแม้แต่ฉินจิวยื่อเองก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ“ตลอดระยะเวลาสิบแปดปีที่ผ่านมาจิตวิญญาณของเทพธิดาองค์นี้ มิได้เข้ามาแทรกแซงจิตวิญญาณของหนิงหลิงยู่เลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้นางได้เติบโตอย่างอิสระบนโลกใบนี้..”