ตอนที่ 327
บทที่ 645-646
October 22, 2026
บทที่ 645 : ออกสู่โลกกว้าง! “เสี่ยวอู๋..สำหรับเรื่องของแก๊งมังกรเขียว ฉันจะพูดคุยกับอาปิงดูก่อน ถ้าดูแล้วอาปิงมีคุณสมบัติเหมาะที่จะเป็นหัวหน้าแก๊งมังกรเขียวจริงๆ ฉันก็จะยกบัญชีทั้งหมดให้เขาเป็นผู้ดูแล หลังจากนั้นนายก็พาเขาไปทำความรู้จักกับพี่น้องในแก๊ง และสอนงานต่างๆให้กับเขา และเมื่อเขาปรับตัวพร้อมที่จะรับตำแหน่งแล้ว นายก็ค่อยๆถ่ายเทอำนาจในแก๊งมังกรงเขียวให้กับอาปิง!” “ครับพี่หยุน!” ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมังกรเขียวแทนตนเองแล้วตี้เสี่ยวอู๋ก็รีบพยักหน้ารับคำสั่งด้วยความตื่นเต้นดีใจ! หลิงหยุนยิ้มเล็กน้อยและพูดต่อว่า“แต่ถึงยังไงพวกนายสองคนก็ยังต้องช่วยกันเป็นดูแลอยู่ดี! พวกนายสองคนต้องช่วยกันดูแลแก๊งมังกรเขียวในฐานะพี่ใหญ่ ถังเมิ่ง.. นายคอยควบคุมเรื่องบัญชีของแก๊งและเรื่องทั่วไป ส่วนตี้เสี่ยวอู๋.. นายต้องดูแลควบคุมในส่วนของกฏระเบียบในแก๊งมังกรเขียว!” “แก๊งมังกรเขียวนี้ก่อตั้งโดยลุงหลงถึงแม้ว่าจะเป็นแก๊งอันธพาล และมีเรื่องมีราวเข่นฆ่ากันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายถึงขนาดค้าผงขาว! จำไว้ว่า.. อย่าให้แก๊งมังกรเขียวต้องมาเสื่อมเสียในมือของฉัน พวกนายเข้าใจใช่มั๊ย” หลิงหยุนย้ำประโยคนี้อย่างหนักแน่นถังเมิ่งและตี้เสี่ยวอู๋มีหรือจะกล้าเพิกเฉยและไม่ใส่ใจ พวกเขาจะต้องทำตามความต้องการของหลิงหยุนอย่างเคร่งครัด หลังจากที่หลิงหยุนหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องแก๊งมังกรเขียวได้แล้วตี้เสี่ยวอู๋ก็ถึงกับยิ้มร่า เขารู้สึกราวกับว่าได้ยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอกของตัวเอง และรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความจริงแล้วตี้เสี่ยวอู๋อยู่ในแก๊งมังกรเขียวมานานถึงสามปีเขาจึงรู้เรื่องราวภายในของแก๊งมังกรเขียวดีกว่าใครๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หรือกฏระเบียบต่างๆภายในแก๊ง จึงนับได้ว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมังกรเขียวต่อจากหลงคุน แต่ตี้เสี่ยวอู๋กลับหลงใหลในการฝึกวรยุทธและกำลังภายใน อีกทั้งยังต้องการติดตามหลิงหยุน จึงไม่ต้องการมีภาระใดๆผูกติดตนเองไว้กับที่ ดังนั้นเมื่อหลิงหยุนแก้ปัญหาเช่นนี้จึงทำให้ตี้เสี่ยวอู๋มีความสุขอย่างที่สุด และหลังจากหมดเรื่องของตี้เสี่ยวอู๋ไปแล้ว ถังเมิ่งจึงถามขึ้นว่า “พี่หยุน..แล้วเรื่องของฉันล่ะ” แทบไม่ต้องพูดถึง..ตอนนี้หลิงหยุนไม่เพียงมีเงินในบัญชีมากมาย แต่ยังมีสินทรัพย์อยู่อีกมากมาย และนั่นก็เพียงพอให้ถังเมิ่งต้องปวดหัวอย่างมาก! ไม่เพียงแค่บริษัทในเครือที่ท่านเสี่ยวหมอเทวดายกให้กับหลิงหยุนแต่ยังมีร้านเสื้อผ้าตรงข้ามคลินิกสามัญชน และตอนนี้ยังมีธุรกิจจิวเวลรี่ในตลาดค้าของเก่าเพิ่มขึ้นมาอีก.. แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นยังมีที่ดินอีกหนึ่งร้อยไร่ในเขตหลินเจียง และการก่อสร้างที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น! สำหรับคลินิกสามัญชนนั้นความจริงแล้วหลิงหยุนตั้งใจว่าจะเป็นผู้ดูแลกิจการด้วยตัวเอง แต่เพราะตอนนี้มีปัญหามากมายรอคอยให้เขาไปสะสาง หลิงหยุนจึงจำเป็นต้องรามือ.. ถังเมิ่งนั้นต้องการจะตั้งบริษัทภาพยนตร์และทีวีธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทยา แต่หลิงหยุนนั้นมีงานใหญ่ที่จะต้องให้ถังเมิ่งทำในอนาคตซึ่งก็คือการก่อสร้างโรงหลอมโลหะขนาดใหญ่! เหตุใดหลิงหยุนจึงต้องการสร้างโรงหลอมโลหะขนาดใหญ่น่ะหรือ! นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่หลิงหยุนเข้าสู่ขั้นที่สามารถเล่นแร่แปรธาตุได้แล้วเขาไม่สามารถใช้สวนภายในบ้านทำการหลอมโลหะจำนวนหลายพันตันได้ เขาจึงต้องการสร้างโรงหลอมขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลหูไกลตาผู้คน ในการหลอมโลหะนั้นต้องมีควันที่เกิดจากการหลอมจำนวนมากมายอีกทั้งในแต่ละวันก็ต้องมีการจัดส่งโลหะวันละหลายรอบ หากเป็นเช่นนี้ ผู้คนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงคงต้องรู้สึกสงสัยอย่างแน่นอน! หลิงหยุนจำเป็นต้องเตรียมตัวสำหรับการเล่นแร่แปรธาตไว้ตั้งแต่เนิ่นๆดังนั้นจึงต้องให้ถังเมิ่งหยุดเรื่องความคิดก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไว้ก่อน เพื่อมาจัดการเรื่องก่อตั้งโรงหลอมโลหะให้กับเขาแทน และเพราะมีงานที่ต้องทำมากมายถังเมิ่งจึงไม่ต้องการแม้แต่จะสอบเอนทรานซ์ แต่ด้วยวัยเพียงแค่สิบแปดปี เป็นไปได้หรือไม่ที่ถังเมิ่งจะบริหารจัดการทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว แน่นอนว่า..คำตอบคือเป็นไปไม่ได้! สำหรับคลินิกรักษาคนไข้ของหลิงหยุนนั้นตอนนี้ยังมีเหมี่ยวเสี่ยวเหมากับเสี่ยวเม่ยหนิงช่วยกันดูแลอยู่ ทำให้เขาไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมาก ตอนนี้หลิงหยุนจึงอยากให้ถังเมิ่งมารับผิดชอบในเรื่องของการจัดซื้อสมุนไพรและโลหะ สมุนไพรต่างๆนั้นใช้สำหรับการปลุกเสกยันต์และปรุงโอสถต่างๆ ส่วนโลหะนั้น หลิงหยุนจะนำไปใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุ วัตถุดิบเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และโกดังเก็บของขนาดใหญ่อีกด้วย ดังนั้นหลิงหยุนจึงสามารถเข้าใจในปัญหาของถังเมิ่งได้ดีและทันทีที่ได้ยินถังเมิ่งโอดครวญเขาก็ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา.. “ถังเมิ่ง..ฉันรู้ว่าตอนนี้นายงานล้นมือและมันเกินกำลังของนาย แต่เท่าที่นายติดตามฉันมา นายก็น่าจะเรียนรู้ได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง..” “นายดูอย่างฉันสิ!ไม่เห็นจะยุ่งอะไรมากมายเลย” หลิงหยุนตอบยิ้มๆ ถังเมิ่งและตี้เสี่ยวอู๋ได้ฟังคำตอบของหลิงหยุนแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า ‘แน่นอนสิ.. ในเมื่อพวกเขาเป็นคนทำทุกอย่างให้หมดแล้ว’ แต่แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมานอกจากคิดในใจเท่านั้น “เรื่องการทำธุรกิจเสื้อผ้านายก็ไม่เก่งเท่าหวังหงหยวน เรื่องเครื่องประดับ นายก็ไม่เก่งเท่าลุงซ่งกับเซียนหยก ส่วนเรื่องของธุรกิจยา นายก็ไม่เก่งเท่าลุงเสี่ยวกับตระกูลเฉิง พูดง่ายๆว่า นายไม่มีทางเทียบพวกเขาได้แม้แต่ปลายเล็บ..” ถังเมิ่งได้ฟังคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาของหลิงหยุนก็ถึงกับหน้าแดงด้วยความไม่พอใจ และรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบอยากมุดหนีไปทันที และหากหลิงหยุนพูดอะไรรุนแรงกว่านี้อีกสักสองสามประโยค เขาคงต้องน้ำตาไหลพรากออกมาอย่างแน่นอน! “แต่นั่นเป็นเพราะนายไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างพวกเขาและขืนนายปล่อยไปแบบนี้โดยที่ไม่คิดปรับปรุงแก้ไข ฉันรับรองว่านายต้องตกม้าตายสักวัน!” “พี่หยุน..แล้วฉันควรทำยังไง” ถังเมิ่งแทบจะร้องไห้ออกมาพร้อมกับถามหน้าเศร้า หลิงหยุนพูดต่อยิ้มๆ“แต่นายอย่างเพิ่งเสียใจในสิ่งที่ฉันพูดไปทั้งหมดก่อนหน้านี้..” “เพราะถึงแม้นายจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนอย่างพวกเขาแต่นายก็มีสิ่งหนึ่งที่นับว่าเป็นข้อได้เปรียบในแบบของนายเอง!” ถังเมิ่งได้แต่แอบดีใจและคิดว่า‘ในที่สุดพี่หยุนก็มองเห็นข้อดีของฉันบ้าง!’ จากนั้นจึงตั้งอกตั้งใจฟังหลิงหยุนเงียบ“ข้อได้เปรียบของนายก็คือ..นายเป็นคนที่มีวาทศิลป์ในการพูด และรู้จักวิธีการจัดการกับปัญหาและเรื่องยุ่งเหยิงต่างๆให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ดี!”หลิงหยุนยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพูดต่อว่า“เพราะฉะนั้น.. ฉันไม่ได้ต้องการความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆจากนาย การที่ฉันให้นายติดตามฉันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องการให้นายต้องทุ่มเททำงานเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพื่อฉัน!”“เรื่องธุรกิจเสื้อผ้านายก็ปล่อยให้หวังหงหยวนดูแลไป ส่วนเรื่องธุรกิจเครื่องประดับ นายก็มอบหมายให้ลุงซ่งกับเซียนหยกเป็นผู้ดูแล สำหรับบริษัทยาที่ได้มาจากตระกูลเสี่ยวนั้น ที่ผ่านมาระบบการทำงานเป็นอย่างไร นายก็ปล่อยให้ทุกคนทำงานไปเหมือนเดิม..”ถังเมิ่งได้ฟังก็เข้าใจทันทีแต่ก็อดที่จะถามสิ่งที่สงสัยไม่ได้ “พี่หยุน.. ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วฉันจะทำอะไรล่ะ”หลิงหยุนถึงกับหัวเราะพร้อมกับแนะนำว่า“นายก็จัดการรวมธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกันสิ! ส่วนนายก็ทำหน้าที่บริหารอย่างมืออาชีพ!”“ในการบริหารนั้นนายต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง แล้วก็ต้องเป็นธรรมกับทุกคน หากทำดีก็ต้องมีการให้รางวัล และหากทำผิดจำเป็นต้องลงโทษก็ต้องทำ! ไม่เห็นจะยากตรงใหนเลย!”“ถ้านายรู้จักบริหารงานให้เป็นต่อให้นายเปิดอีกสิบหรือร้อยบริษัท หากมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพมาช่วย นายก็ไม่ต้องกังวลอะไร”“ที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้นายเข้าใจหรือยังว่าจะต้องจัดการยังไงต่อไป” หลิงหยุนถามยิ้มๆถังเมิ่งได้แต่คิดในใจว่า‘พี่หยุนช่างเก่งกาจไปซะทุกเรื่องจริงๆ!’ แต่ก็ยังคงมีข้อสงสัยอยู่ จึงรีบถามขึ้นมาทันที“พี่หยุน..แล้วถ้าผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เกิดตุกติกกับฉันขึ้นมา ฉันจะทำยังไงล่ะ”หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับตอบเสียงราบเรียบ“น้ำที่ใสเกินไปมักจะไม่มีปลา นายจะให้พวกเขาทำงานให้นายโดยไม่ได้รับผลตอบแทน แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้!”“ไม่ใช่นายคนเดียวที่ต้องการเงินนี่นา!คนอื่นก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน หากนายจะเอาแต่ได้โดยไม่คิดแบ่งปันให้คนอื่นเลยนั้น มันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้!”หลิงหยุนมองธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งแม้แต่ถังเมิ่งเองยังถึงกับขนลุก“แต่นายไม่ใช่ลุงถังที่มีฐานะหน้าตาที่น่าเชื่อถือในสังคมคนอื่นๆอาจจะยังไม่ให้ความเชื่อถือในตัวนาย แต่ถ้านายทำงานในฐานะที่เป็นตัวแทนของฉัน ฉันเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าเพิกเฉยกับนายอย่างแน่นอน!”ไม่ว่าจะเป็นซ่งเจิ้งหยางอวี้เฉิงจิน หวังหงหยวน หรือแม้แต่ตระกูลเสี่ยว ก็ต้องยอมรับการบริหารงานของถังเมิ่ง เพราะเขาคือตัวแทนของหลิงหยุน!ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายก็คงไม่มีใครกล้าเมินเฉยใส่ถังเมิ่งอย่างแน่นอน เพราะนั่นย่อมเท่ากับว่าพวกเขากำลังเมินเฉยต่อหลิงหยุนเช่นกัน และใครบ้างที่จะกล้าลองดีกับหลิงหยุน“ภายในสองสามวันนี้นายก็ไปจัดการรวมธุรกิจต่างๆเข้าด้วยกัน และก่อตั้งเป็นกลุ่มบริษัทเทียนตี้อย่างที่นายใฝ่ฝัน จากนั้นนายก็ทำหน้าบริหารจัดการเองโดยไม่ต้องถามความเห็นของฉัน นายคือผู้บริหารสูงสุด ส่วนฉันจะไม่เข้าไปก้าวก่าย!”หลิงหยุนเห็นแววตาของถังเมิ่งเป็นประกายขณะที่จ้องมองเขา..“แล้วฉันจะพานายไปพบกับพวกเขาทีละคนจะได้แจ้งให้ทุกคนได้รู้ว่าฉันได้มอบหมายให้นายดูแลทรัพย์สินและกิจการทุกอย่างของฉัน พวกเขาจะได้ไม่มองว่านายเป็นแค่เด็กน้อยอีกต่อไป เชื่อฉันสิ!”ในเมื่อหลิงหยุนจัดการกรุยเส้นทางธุรกิจไว้ให้ถังเมิ่งแบบนี้ถังเมิ่งจึงค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นมาหน่อย และเริ่มภาคภูมิใจในตัวเองจนยิ้มออกมาได้“ในเรื่องของความเป็นนักเลงนั้นฉันว่าซ่งเจิ้งหยางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าลุงหลงเลย ส่วนเซียนหยกนั้นเรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นนักธุรกิจโดยแท้ เขาเป็นคนที่มีวาทศิลป์ที่ดีมาก ฉันเองก็เคยทดสอบเขามาด้วยตัวเอง นายสามารถให้สองคนนี้เป็นมือขวาของนายได้เลย ยังมีลุงหลี่กับลุงถังอีกคน ใหนจะแก๊งมังกรเขียวอีกที่จะคอยเป็นแบ๊คให้กับนาย แบบนี้แล้วต่อไปมณฑลเจียงหนานทั้งหมดคงตกเป็นของนายอย่างแน่นอน!”แต่ถังเมิ่งก็รีบพูดแก้ไขให้ถูกต้องอย่างรวดเร็ว“พี่หยุน.. นี่มันเป็นธุรกิจของพี่ ไม่ใช่ของฉัน!”หลิงหยุนหัวเราะพร้อมกับตอบไปว่า“มันคือของพวกเราสามคนพี่น้องต่างหาก นายเข้าใจใหม่ด้วย!”“เอาล่ะ..นายบริหารกิจการในจิงฉูไปอีกสักพัก่อน เมื่อไหร่ที่มีประสบการณ์มากพอ ฉันยังมีงานให้นายทำอีกมากเลยทีเดียว!”อย่าว่าแต่จิงฉูเลย..หลิงหยุนนั้นมองไกลไปถึงระดับประเทศ และระดับโลกด้วยซ้ำไป!หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับถามขึ้นว่า“ตอนนี้นายเข้าใจแล้วใช่มั๊ยว่าควรทำยังไงต่อไป”“เข้าใจแล้วพี่หยุน!”หลิงหยุนลุกขึ้นยืนและเดินไปตบบ่าถังเมิ่งพร้อมกับพูดยิ้มๆ “เข้าใจก็ดีแล้ว เอาล่ะ.. ได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว!”บทที่ 646 : หงุดหงิดรำคาญ!หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงกันเสร็จแล้วหลิงหยุนจึงสั่งให้ถังเมิ่งและตี้เสี่ยวอู๋กลับไปทำงานที่คั่งค้างของตนเองได้ ส่วนตัวเขาก็เข้าไปที่คลินิกสามัญชนเสี่ยวเม่ยหนิงเหมี่ยวเสี่ยวเหมา เหยาลู่ พร้อมด้วยพยาบาลสาวสวยอีกสามคนก็อยู่ที่นั่น..“โอ้โห..วันนนี้เจ้านายเข้าคลินิกด้วย!”ชางเสี่ยวเหมิงเป็นคนแรกที่เห็นหลิงหยุนเดินเข้ามาเธอจึงรีบชี้ให้ทุกคนดู และกรีดร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ท่าทางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจของชางเสี่ยวเหมิงนั้น ทำให้หน้าอกของเธอสั่นจนผู้ชายสองคนที่อยู่ข้างๆ ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ซันยู่วเจียวที่กำลังจดจ่ออยู่กับคนไข้รอบตัวและกำลังทำงานอย่างจริงจังอยู่นั้น เมื่อได้ยินว่าหลิงหยุนมาแล้ว ก็รีบเหลือบไปมองที่หน้าประตู และใบหน้าก็เริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย“หลิงหยุนมาแล้วเหรอไม่รู้ว่าการสอบเอนทรานซ์เป็นยังไงบ้าง? แต่ฉันว่าต้องได้คะแนนสูงสุดของประเทศแน่เลย?”หลี่จินเลียนพูดขึ้นมา..เธอเป็นพยาบาลที่อายุมากที่สุดในจำนวนพยาบาลสาวทั้งสามคน จึงมีความใจกล้ากว่าหญิงสาวคนอื่นๆ ทันทีที่หลิงหยุนเดินเข้ามาในคลินิก เธอก็รีบลุกขึ้นเดินส่ายสะโพกเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของหลิงหยุนด้วยความรู้สึกเสียดายและเมื่อได้เห็นท่าทางของหลี่จินเหลียนทั้งซันยู่วเจียวและจางเสี่ยวเหมิงต่างก็กรีดร้องอยู่ในใจ ‘เธอกล้าดียังไงถึงได้ไปยืนจ้องหลิงหยุนแบบนั้น แถมยังกอดแขนของเขาไว้ด้วย!’