ตอนที่ 348
บทที่ 667 : ลูกประคำโพธิ!
October 22, 2026
บทที่ 667 : ลูกประคำโพธิ! หลิงหยุนขับรถแลนด์โรเวอร์ของตนเองโดยมีมู่หลงเฟยจื่อนั่งอยู่ด้านข้างไปตามถนนที่ทอดอยู่ระหว่างป่าและเขาจุดหมายปลายทางคือวัดหลิงเจียง แต่ตอนนี้หลิงหยุนใช้มือขวาเพียงข้างเดียวบังคับพวงมาลัยรถเพราะมือซ้ายของเขานั้นกำลูกประคำขนาดเท่าเม็ดวอลนัทอยู่ในมือ และแน่นอนว่า..มันก็คือลูกปะคำโพธินั่นเอง! ยิ่งเข้าใกล้วัดหลิงเจี๋วยมากเท่าไหร่หลิงหยุนก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังพุทธะที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้น.. พลังพุทธะที่หลิงหยุนสัมผัสได้ในเวลานี้ ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับพลังพุทธะที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของหลวงจีนที่บรรลุธรรมและมรณภาพในท่านั่งภายในอารามเล็กๆแห่งหนึ่งใต้หลุมยักษ์ ตอนนี้หลิงหยุนเข้าสู่ระดับสูงสุดของขั้นปรับร่างกาย-8แล้ว เหลือเพียงอีกแค่ด่านเล็กๆด่านเดียวเขาก็จะสามารเข้าสู่ขั้นปรับร่างกาย-9 ซึ่งนับว่าเข้าใกล้ขั้นพลังชี่มากแล้ว ดังนั้นพลังพิเศษบางอย่างที่อยู่ระหว่างผืนดินกับสวรรค์นั้น เขาจึงสามารถรับรู้และสัมผัสได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่น..ในแถบชานเมืองที่อยู่ระหว่างหุบเขาและมีต้นไม้สีเขียวปกคลุมอยู่แน่นหนานี้ แม้จะมีสมุนไพรหรือหญ้าที่มีพลังชีวิตอยู่เบาบางมากเพียงใด แต่ร่างกายของหลิงหยุนก็จะสัมผัสได้ และสามารถดูดซับได้อย่างง่ายดายไม่ต่างจากการหายใจเอาอากาศเข้าไปในร่างกาย แต่จะประมาทพลังชีวิตเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไม่ได้เพราะมันไม่ต่างจากหยดน้ำเล็กๆ ที่หยดลงทุกวันเป็นเวลานาน ก็จะสามารถกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ได้ พลังชีวิตแม้เพียงเล็กน้อยก็เช่นเดียวกัน หากดูดซับเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นพลังชีวิตจำนวนมากที่สามารถส่งเสริมให้รากฐานของหลิงหยุนมั่นคงมากยิ่งขึ้น หลิงหยุนนั้นสัมผัสได้ถึงพลังพุทธะที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆและรุนแรงกว่าพลังชีวิตที่อยู่โดยรอบเสียอีก จนเขาถึงกับต้องเรียกลูกประคำโพธิออก ลูกปะคำโพธินี้เป็นสมบัติที่หลิงหยุนเก็บมาจากใต้หลุมยักษ์เขาหยิบมันมาจากร่างที่มรณภาพในท่านั่งของหลวงจีนรูปหนึ่ง และในวันที่เขาบุกไปที่บ้านของเฉิงเทียนในอ่าวจิงฉูนั้นในระหว่างที่กำลังจะลงมือสังหารหลวงจีนสิงฉีที่เอาแต่ท่องคำว่า ‘อามิตตาพุทธ’ ลูกประคำโพธินี้ก็ได้พุ่งออกมาจากแหวนพื้นที่เอง และตรงเข้าขวางกระบี่ของหลิงหยุนไว้จนทำให้หลิงหยุนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญอย่างมาก อีกทั้งในระหว่างที่เขาได้รับบททดสอบจากเมฆหลากสีบนเกาะเตียวหยูนั้นลูกประคำโพธิ และสมบัติพุทธะอื่นๆอีกสามชิ้น ก็ได้พุ่งออกมาจากแหวนพื้นที่เพื่อช่วยเขาด้วยเช่นกัน หลิงหยุนรู้ว่าสมบัติพุทธะทั้งสี่อย่างนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติวิเศษล้ำค่าทั้งสิ้นเพราะทั้งหมดล้วนแล้วแต่ช่วยเขาต้านทานพลังสายฟ้าจากเมฆหลากสีได้ แต่ที่แข็งแกร่งที่สุดดูเหมือนจะเป็นลูกประคำโพธิลึกลับเม็ดนี้นั่นเอง ตอนนี้ผิวด้านนอกของลูกประคำโพธิสีเทากำลังเปล่งประกายสีเขียวหลิงหยุนรู้ดีว่าสีเขียวที่เกิดขึ้นนั้น ก็คือสีของเมฆหลากสีที่สมบัติพุทธะทั้งสี่ชิ้นได้กลืนกินเข้าไปในวันนั้นหลิงหยุนเรียกลูกประคำโพธิออกมาถือไว้ในมือซ้ายดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ลูกประคำที่เปลี่ยนสีอยู่พร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างตอนนี้เป็นเวลากลางวันแสกๆแสงสีเขียวบนพื้นผิวของลูกปะคำโพธินั้น แน่นอนว่ามู่หลงเฟยจื่อไม่สามารถมองเห็นได้ แต่หลิงหยุนมีเนตรหยิง-หยางจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนหลิงหยุนนึกถึงคำพูดของหลวงจีนสิงฉีได้พูดกับเขาก่อนที่จะเสียชีวิตหลวงจีนสิงฉีบอกไว้ว่าหลิงหยุนกับพุทธศาสนานั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน และเขาก็คือเจ้าของพู่กันและสมุดจักรพรรดิ“หรือว่านี่คือโชคชะตา..”หลิงหยุนจ้องมองลูกประคำโพธิพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ ในขณะที่จิตใจกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงแต่ถึงกระนั้น..สัญชาติญาณของหลิงหยุนก็รู้สึกต่อต้าน แต่ไม่ใช่เพราะเขารังเกียจพระเจ้า แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่าคำสอนของพุทธศาสนานั้นนั้นล้ำลึกและลึกซึ้งเกินไปศาสนาพุทธพูดถึงเรื่องของสังสารวัฎและการเวียนว่ายตายเกิดศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เน้นในเรื่องของศรัทธา และการฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง ไม่ใช่เรื่องของการฝึกฝนกำลังภายในแต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะสามารถดูถูกดูแคลนพุทธศาสนาได้เพราะใช่ว่าใครก็จะสามารถฝึกฝนจิตใจกันได้ง่ายๆ และนี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดหลิงหยุนจึงเคารพและศรัทธาในพระพุทธองค์มาก..ทางด้านมู่หลงเฟยจื่อที่เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้หลิงหยุนฟังตลอดทางอย่างตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความสุขที่มีหลิงหยุนเดินทางมาที่วัดเป็นเพื่อนด้วยนั้น เมื่อรู้สึกว่าหลิงหยุนนิ่งเงียบไปนาน เธอจึงหันไปมอง และนั่นทำให้เธอตกใจแทบตาย!หลิงหยุนขับรถโดยที่ไม่มองถนนเลย!แม้ว่าสายตาของหลิงหยุนจะไม่ได้มองไปที่ถนนแต่จิตหยั่งรู้ที่แข็งแกร่งของเขานั้นก็ได้สำรวจระยะทางด้านหน้าไปไกลถึงสี่สิบเมตรล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นจะลืมตาหรือหลับตาขับก็ไม่ต่างกัน..แต่มู่หลงเฟยจื่อไม่รู้เรื่องนี้..เมื่อเธอเห็นหลิงหยุนเอาแต่จ้องมองมือข้างซ้ายของตนเองโดยไม่ยอมมองถนน เธอก็ถึงกับโกรธและตื่นตกใจอย่างมากจนร้องตะโกนเสียงดังออกมา“หลิงหยุน..นี่เธอเป็นอะไร ทำไมขับรถไม่มองถนน อยากตายหรือยังไง?!”หลิงหยุนตื่นจากภวังก์ทันทีและเริ่มจดจ่ออยู่กับการขับรถพร้อมกับหันไปถามมู่หลงเฟยจื่อว่า “วัดหลิงเจี๋วยอยู่อีกไกลมั๊ย”มู่หลงเฟยจื่อไม่ค่อยได้เคยเห็นสีหน้าที่เคร่งขรึมของหลิงหยุนนักเธอได้แต่คิดว่าวันนี้เป็นวันดีของเธอกับเขา จึงรุ้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก และรีบยกมือขึ้นชี้ไปด้านหน้าพร้อมกับตอบไปว่า