ตอนที่ 349
บทที่ 668 : เป็นเจ้าจริงๆ!
October 22, 2026
บทที่ 668 : เป็นเจ้าจริงๆ! วัดหลิงเจี๋วยนั้นเป็นวัดที่เก่าแก่และใหญ่มากแห่งหนึ่งตามประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยหนานเป่ยเฉา (หรือที่เรียกกันว่ารัฐเหนือใต้) รูปแบบสถาปัตยกรรมของวัดหลิงเจี๋วยนั้นถูกออกแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในอุโบสถประดิษฐานไว้ด้วยพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และมีการสร้างหอพระไตรปิฏกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธไว้ในบริเวณวัดด้วย ตามทางเดินตรงกลางนั้นสามารถเชื่อมต่อกับอาคารต่างๆได้ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง หลิงหยุนและมู่หลงเฟยจื่อจึงเดินทะลุอุโบสถผ่านเข้าไปทางหอพระไตรปิฏกจากนั้นอีกไม่นานทั้งคู่ก็เดินไปถึงลานด้านหลังที่มู่หลงเฟยจื่อพูดถึง ทันทีที่ไปถึงลานด้านหนังนั้นหลิงหยุนถึงกับหัวเราะออกมา เพราะลานด้านหลังของวัดหลิงเจี๋วยนั้นที่แท้ก็คือบริเวณสุสานนั่นเอง บริเวณด้านหลังของวัดหลิงเจี๋วยนั้นนอกจากจะเป็นสุสานแล้ว ยังเป็นที่พำนักของเหล่าภิกษุในวัดอีกด้วย ดังนั้นบริเวณดังกล่าวจึงเป็นสถานที่ปิด และไม่เปิดให้คนภายนอกเข้าชม ภายในจึงค่อนข้างสงบเงียบ เยือกเย็น และไม่วุ่นวาย เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงที่ประตูทางเข้ามู่หลงเฟยจื่อก็เดินเข้าไปพูดคุยกับหลวงจีนหนุ่มรูปหนึ่งที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูอยู่ “นมัสการค่ะท่าน..คือฉันมาขอพบท่านอาจารย์เฉวียนจื้อ” หลวงจีนหนุ่มหันไปบอกกับหนุ่มสาวที่แต่งตัวเรียบร้อยว่า“ประสกทั้งสองกลับไปเถิด! วันนี้ท่านอาจารย์เฉวียนจื้อไม่รับแขก..” ดวงตาของมู่หลงเฟยจื่อฉายแววผิดหวังขึ้นมาวูบหนึ่งแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้! เธออ้อนวอนต่อว่า “รบกวนท่านช่วยไปเรียนท่านอาจารย์เฉวียนจื้อว่าฉัน– มู่หลงเฟยจื่อ แห่งตระกูลมู่หลงมาขอพบจะได้มั๊ยคะ” มู่หลงเวิ่นฉีกับท่านอาจารย์เฉวียนจื้อนั้นเป็นสหายที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมู่หลงเวิ่นฉีนั้นจะหาเวลามาที่วัดหลิงเจี๋วยนี้ทุกเดือน และมักจะมานั่งพูดคุยสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์เฉวียนจื้ออยู่เสมอๆ ดังนั้นมู่หลงเฟยจื่อจึงรู้จัก และคุ้นเคยกับหลวงจีนรูปนี้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่มู่หลงเฟยจื่ออายุสิบแปดปีมู่หลงเวิ่นฉีก็ได้พาเธอมาขอพรเรื่องการแต่งงานที่วัดแห่งนี้ ท่านอาจารย์เฉวียนจื้อก็ได้ทำพิธีให้กับเธอเช่นกัน แต่ตอนนั้นมู่หลงเวิ่นฉีไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ และไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ในเมื่อตอนนี้เป็นจริงขึ้นมาแล้ว เธอจึงอยากจะมากราบขอบคุณท่านอาจารย์เฉวียนจื้อด้วยตัวเอง ส่วนหลิงหยุนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูนั้นก็ได้ใช้จิตหยั่งรู้สำรวจดูบริเวณภายในสุสานแล้ว สีหน้าของเขาถึงกับเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อพบว่า ภายในห้องสี่เหลี่ยมว่างเปล่าที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกนั้น มีเพียงหลวงจีนชรารูปหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสะเท่านั้น หลวงจีนชรารูปนั้นสวมจีวรสีเทานั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งมือข้างหนึ่งกำลังนับลูกประคำ ส่วนริมฝีปากก็ขยับไปมาคล้ายกำลังท่องบ่นอะไรอยู่.. จะไม่ให้สีหน้าของหลิงหยุนเปลี่ยนไปได้อย่างไรกัน..ในเมื่อเขาไม่สามารถมองเห็นขั้นกำลังภายในของหลวงจีนชราที่กำลังนั่งสวดมนต์นั้น! แม้ว่าหลวงจีนชรารูปนี้จะดูเหมือนกับภิกษุธรรมดาทั่วไปแต่หลิงหยุนเชื่อมั่นว่าเขาต้องไม่ใช่ภิกษุธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน และกำลังภายในของเขานั้นก็น่าจะอยู่ในขั้นเซียงเทียน-6 ด้วยซ้ำไป!ในวัดหลิงเจี๋วยมียอดฝีมือระดับนี้อยู่เชียวหรือ!ระหว่างทางที่เดินขึ้นเขามานั้นหลิงหยุนก็ได้เปิดจิตหยั่งรู้ของตนเองเพื่อสำรวจดูว่าในบริเวณวัดหลิงเจี๋วยแห่งนี้มียอดฝีมืออยู่บ้างหรือไม่ แต่เขาก็ต้องผิดหวัง! เพราะไม่เพียงไม่มียอดฝีมือที่เก่งกาจ แม้แต่ผู้ที่ฝึกกำลังภายในถึงขั้นโฮ่วเทียนยังหาไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับคิดไม่ถึงว่า.. เมื่อเดินมาถึงบริเวณสุสานที่อยู่ด้านหลังของวัด กลับพบเจอยอดฝีมือระดับเยี่ยมยุทธ!ตั้งแต่หลิงหยุนกลับมาจุติอีกครั้งบนโลกใบนี้จนถึงตอนนี้เขาได้พบฆราวาสที่สามารถเรียกว่ายอดฝีมือได้เต็มปากเพียงแค่สามคนเท่านั้น ซึ่งก็คือฉินตงเฉี่วย หลิวซุ่ยเฟิง และธิดาพรรคมารฉินตงเฉีวยนั้นอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นเซียงเทียน-4หลิวซุ่ยเฟิงนั้นอยู่ในระดับเริ่มต้นของขั้นเซียงเทียน-5 ส่วนธิดาพรรคมารนั้นหลิงหยุนไม่สามารถบอกได้ว่านางอยู่ในขั้นใดและแน่นอนว่า..สำหรับหลิงหยุนกับไป๋เซียนเอ๋อนั้น ย่อมต้องนับว่าเป็นยอดฝีมือเช่นกัน!และสำหรับนักบวชที่มีวรยุทธสูงส่งนั้นหลิงหยุนก็พบเห็นเพียงแค่สองรูปเท่านั้นซึ่งก็คือหลวงจีนมี่ชิงรูปหนึ่ง ส่วนอีกรูปหนึ่งก็คือหลวงจีนสิงฉี หลวงจีนรูปแรกถูกหลิงหยุนสังหารตาย ส่วนรูปที่สองปลิดชีพตนเองต่อหน้าหลิงหยุนเวลานี้หลิงหยุนได้พบหลวงจีนซึ่งเป็นยอดฝีมืออีกหนึ่งรูปแล้วและดูเหมือนว่ากำลังภายในของเขานั้นจะล้ำลึกอย่างมากเลยทีเดียว เพราะแม้แต่หลิงหยุนก็ไม่สามารถเห็นได้ เช่นนี้แล้วจะไม่ให้หลิงหยุนรู้สึกตกใจได้อย่างไรกันหลิงหยุนเชื่อว่า..หากนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ก็ต้องเป็นความประสงค์ของท่านอาจารย์ผู้ลึกลับของมู่หลงเฟยจื่ออย่างแน่นอน!หลิงหยุนได้แต่แอบตกใจว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้แข็งแกร่งน้อยไปกว่าตนเองเลยเขามองมู่หลงเฟยจื่อที่กำลังอ้อนวอนหลวงจีนหนุ่ม แล้วจึงพูดขึ้นว่า..“พี่มู่หลง..ในเมื่อวันนี้หลวงจีนเฉวียนจื้อไม่สะดวกรับแขก พวกเราค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ก็ได้!”หลิงหยุนเองก็ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือว่าข้องแวะกับพุทธศาสนามากนัก และอยากจะรีบกลับออกไปมากกว่าแต่เพียงแค่หลิงหยุนพูดจบเท่านั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา..“อามิตตาพุทธ..ข้าไม่รู้ว่าจะมีแขกมาเยี่ยมเยียนในวันนี้ หลวงจีนชราเช่นข้าช่างไร้มารยาทนัก เชิญประสกทั้งสองเข้ามาข้างในเถิด..”แม้น้ำเสียงจะมีร่องรอยของความแก่ชราแต่ก็ดังกังวานใสราวกับเสียงระฆัง และยังทรงพลังอย่างน่ากลัวอีกด้วย!หลิงหยุนใช้จิตหยั่งรู้สำรวจดูอีกครั้งจึงพบว่าหลวงจีนชรานั้นใช้มือข้างหนึ่งยันตัวเองขึ้นจากพื้น ลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวและการลุกนั่งของเขานั้น ไม่ได้แตกต่างจากคนสูงอายุธรรมดาๆเลยเมื่อหลวงจีนหนุ่มได้ยินเขาก็รีบเปิดประตูออกและบอกกับมู่หลงเฟยจื่อว่า “ท่านอาจารย์เฉวียนจื้อเชิญประสกทั้งสองเข้าไปด้านใน..”มู่หลงเฟยจื่อยิ้มสดใสพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ“ขอบคุณท่านมากค่ะ..”จากนั้นมู่หลงก็รีบดึงมือหลิงหยุนเข้าไปด้านในทันทีหลิงหยุนได้แต่ยิ้มและเดินตามเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้