ตอนที่ 386
บทที่ 705 : ต่ำกว่าขั้นเซียงเทียน-7 ล้วนไม่ต่างจากมด!
October 22, 2026
บทที่ 705 : ต่ำกว่าขั้นเซียงเทียน-7 ล้วนไม่ต่างจากมด! ร่างสองร่างต่างก็ถอยหลังแยกออกจากกัน..หลิงหยุน และอากามัทสุต่างก็ก้าวถอยหลังออกไปคนละเจ็ดก้าว นาทีที่กระบี่โลหิตแดนใต้ของหลิงหยุนและดาบของอากามัทสุกระทบกันเข้านั้น เขาดูมั่นใจอย่างมากว่ากระบี่ของหลิงหยุนจะไม่สามารถทำอะไรดาบของเขาได้! แม้กระบี่ยาวสีดำของหลิงหยุนจะปะทะเข้ากับใบมีดดาบสีขาวคมกริบของอากามัทสุจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวนั้นแต่คมกระบี่และคมดาบกลับไม่ได้เสียดสีกันแม้แต่น้อย เพราะระหว่างอาวุธของคนทั้งคู่นั้นมีช่องว่าอยู่ราวครึ่งเซนติเมตร ระยะห่างครึ่งเซนติเมตรนี้แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเกิดจากลมปราณที่อากามัทสุ ไคสุเกะถ่ายเทมาจากร่างกายเพื่อปกป้องดาบยาวสีขาวหิมะของตนเองไว้นั่นเอง แม้ว่ากระบี่โลหิตแดนใต้ของหลิงหยุนนั้นจะสามารถตัดเหล็กได้ง่ายดายราวกับตัดโคลนแต่หากมีลมปราณของยอดฝีมือปกคลุมอยู่ ก็ใช่ว่าจะสามารถตัดขาดได้ง่ายๆ เพราะเนื้อกระบี่แทบไม่สัมผัสกันโดยตรง ดาบยาวของอากามัทสุจึงยากที่จะหักได้อย่างง่ายดาย หากหลิงหยุนต้องการจะฟันลมปราณที่ปกป้องดาบให้ขาดสะบั้นได้นั้นก็สามารถทำได้หากกำลังภายในของเขาแข็งแกร่งกว่าของอากามัทสุ! ‘ข้าพบคู่ต่อสู้ที่แท้จริงแล้วสินะ!’ ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวสมองของหลิงหยุนทันทีหลังจากที่หยุดยืนนิ่งดวงตาคู่งามของเขาเบิกเนตรหยิน-หยางสำรวจไปทั่วร่างกายของอากามัทสุ ไคสุเกะ และเปิดจิตหยั่งรู้ไว้เพื่อเตรียมรับการโจมตีของอากามัทสุ “ไม่เลวนี่!” ร่างของอากามัทสุกระโดดถอยหลังไปเจ็ดก้าวและหยุดยืนนิ่งในที่สุด มือสองข้างยังคงกำดาบยาวไว้แน่น การจู่โจมของหลิงหยุนนั้นดุดันและรุนแรงจนตัวเขาถึงกับต้องถอยหลังออกมาเช่นนี้ ทำให้อากามัทสุอดที่จะตกใจไม่ได้ เพราะคิดไม่ถึงว่าหลิงหยุนจะมีกำลังภายในที่แข็งแกร่งเช่นนี้ และระหว่างที่อากามัทสุหยุดยืนนิ่งอยู่นั้น เขาก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามือข้างซ้ายของเขาได้ชาไปแล้ว! อาจพูดได้ว่าทั้งคู่นั้นมีฝีมือที่สูสีกันแต่เพราะหลิงหยุนรีบร้อนที่จะลงมือมากจนเกิน หาไม่แล้วเขาน่าจะเหนือกว่าอากามัทสุอยู่เล็กน้อย อากามัทสุไคสุเกะเป็นชายร่างผอมสูง และดูเหมือนว่าจะสูงมากกว่าหนึ่งเมตรแปดสิบเซ็นติเมตรเลยทีเดียว แขนสองข้างที่มีแต่กระดูกนั้นยาวเรียว อีกทั้งยังสวมชุดดำพร้อมผ้าปิดหน้าสีดำเผยให้เห็นเพียงลูกตาสองข้างตามแบบฉบับของเหล่านินจา แววตาของอากามัทสุนั้นดุร้ายและกระเหี้ยนกระหือราวกับหมาป่า เขาไม่สนใจร่างไร้วิญญาณที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น แต่จับจ้องอยู่ที่ร่างของหลิงหยุนซึ่งอยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว “จอมยุทธชาวจีนผู้นี้.. ไม่ทราบว่าท่านอยู่ขั้นใดแล้ว!” น้ำเสียงของอากามัทสุฟังดูคล้ายคนสูงอายุสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่กระบี่โลหิตแดนใต้ในมือของหลิงหยุนพร้อมกับร้องถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง นินจาผู้นี้นับว่าพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วแต่หลิงหยุนกลับไม่ตอบ แต่ย้อนถามกลับไปว่า “นินจาญี่ปุ่นท่านนี้..ไม่ทราบว่าท่านอยู่ขั้นใดแล้ว” มือสองข้างของอากามัทสุกำดาบในมือไว้แน่นและยืนอยู่ในท่าเตรียมพร้อมจู่โจมและตั้งรับ แสงวูบวาบของตัวดาบสะท้อนกับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างไสวเป็นประกายวูบวาบ ริมฝีปากแย้มยิ้มพร้อมกับตอบอย่างภาคภูมิใจ“ข้านินจาอากามัทสุไคสุเกะ อยู่ในระดับเริ่มต้นขั้นเซียงเทียน-7!”“อะไรนะ!”หลิงหยุนถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ และได้แต่คิดในใจว่า‘ระดับเริ่มต้นขั้นเซียงเทียน-7 เชียวรึ?!’ยอดฝีมือชาวจีนทั้งหกคนที่เขาเพิ่งสังหารไปนั้นก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-6 แล้วทั้งสิ้น ขั้นเซียงเทียน-6 นั้นอยู่ในด่านกลางซึ่งนับว่าแข็งแกร่งไม่เบาเลยทีเดียว แต่หลิงหยุนก็สามารถจัดการได้ภายในไม่เกินสองกระบวนท่าและอากามัทสุก็เพิ่งอยู่ในระดับเริ่มต้นของขั้นเซียงเทียน-7ซึ่งห่างจากระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-6 เพียงแค่ระดับเดียวเท่านั้น ต่างกันในระดับเล็กๆเช่นนี้ แต่เหตุใดความแข็งแกร่งจึงได้แตกต่างกันมากยิ่งนักหรือว่านี่จะเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของด่านสุดท้ายในขั้นเซียงเทียน!“จอมยุทธชาวจีนท่านนี้ถึงแม้ว่าข้าจะไม่สามารถมองเห็นขั้นกำลังภายในของท่านได้ แต่จากกำลังภายในที่ท่านแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ ข้าก็พอจะเดาได้ว่าท่านคงยังไม่เข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-3 ด้วยซ้ำไปใช่หรือไม่ และดูเหมือนว่าท่านจะไม่คุ้นเคยกับระดับขั้นของกำลังภายในของจอมยุทธชาวจีนอีกด้วย?!”ถึงแม้ว่าอากามัทสุจะอยู่ในท่าเตรียมพร้อมแต่เขาก็ยังไม่เป็นฝ่ายจู่โจมหลิงหยุนในทันที แต่ยังคงพูดจาพร้อมกับไต่ถามหลิงหยุนด้วยความภูมิอกภูมิใจ“ข้าเองก็อยากจะรู้ท่านช่วยสาธยายให้ข้าฟังหน่อยสิ..”หลิงหยุนตอบไปเพียงแค่นั้นแล้วก็ไม่พร่ามไร้สาระอีก แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองแวมไพร์ขั้นบารอนทั้งเก้าที่บินมารวมตัวอยู่บนท้องฟ้าอีกครั้งแวมไพร์ขั้นบารอนทั้งเก้าตนนั้นได้จัดการดึงลูกธนูออกจนหมดสิ้นแล้วและรู้ว่าด้วยเพดานบินในระดับ 1500 เมตรนี้ หลิงหยุนจะไม่สามารถทำอันตรายพวกมันได้ พวกมันจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และเฝ้าดูการต่อสู้ที่ดุเดือดของทั้งคู่ที่อยู่บนพื้นดินทั้งหลิงหยุนและนินจาญี่ปุ่นต่างก็สวมผ้าปิดบังใบหน้าสีดำแม้ว่าพวกมันจะเป็นแวมไพร์ แต่ในระยะที่สูงเช่นนั้น ก็ไม่สามารถแยกออกได้ว่าใครเป็นใครแต่สำหรับเฉินเจี้ยนกุ่ยที่อยู่ในขั้นเซียงเทียนนั้นสายตาของมันจะมองเห็นได้ไกลกว่า และหูก็จะสามารถได้ยินไกลกว่าแวมไพร์ตนอื่น มันจึงได้ยินคำพูดของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน และได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับพูดขึ้นว่า“อะไรกัน..ต่ำกว่าขั้นเซียงเทียน-7 ล้วนเป็นเพียงมด คำพูดแค่นี้เจ้าก็ยังไม่รู้จักอีกหรือนี่!”หูของหลิงหยุนนั้นนับว่าดีกว่าเฉินเจี้ยนกุ่ยมากสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากที่ได้ยินคำพูดว่า ‘ต่ำกว่าขั้นเซียงเทียน-7 ล้วนเป็นเพียงมด’ เพราะทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ จู่ๆหลิงหยุนก็นึกถึงเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างจิงเหยียวกับซือกงถูในคืนนั้นขึ้นมา!จากคำบอกเล่า..หลวงจีนเฉวียนหมิงซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-5 ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจิงเหยียว ส่วนจิงเหยียวนั้นก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซือกงถูหลิงหยุนเพิ่งจะสู้กับยอดฝีมือระดับสูงสุดของขั้นเซียงเทียน-6มาก่อนหน้านี้ และเคยสู้กับหลิวซุ่ยเฟิง เฉิงกังจง และคนอื่นๆที่อยู่ในขั้นเซียงเทียน-5 มาแล้วเช่นกัน แต่เขากลับรู้สึกว่าขั้นเซียงเทียน-4 ขั้นเซียงเทียน-5 และขันเซียงเทียน-6 นั้น ล้วนแล้วแต่กำลังภายในไม่แตกต่างกันมากนักนั่นเพราะในขั้นเซียงเทียน-4ไปจนถึงขั้นเซียงเทียน-6 นั้น ล้วนแล้วแต่ยังอยู่ในด่านกลางของขั้นเซียงเทียนทั้งสิ้นหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นานหลิงหยุนจึงมั่นใจว่าท่านป้าจิงเหยียวกับซือกงถูน่าจะอยู่ในด่านสุดท้ายของขั้นเซียงเทียนทั้งคู่แล้ว ซึ่งก็คือตั้งแต่ขั้นเซียงเทียน-7 ขึ้นไป..