ตอนที่ 449
บทที่ 809 -810
October 22, 2026
บทที่ 809 : พบหน่วยเทพอินทรีย์อีกครั้ง! “นี่มัน..เจ้าสามารถทำให้ทุกคนได้รับบาดเจ็บจนหมดเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าพวกเขามากนัก!” เวลานี้ยอดฝีมือทั้งหมดที่พุ่งเข้าจู่โจมหลิงหยุนนั้นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุดก็แค่แขนหัก ข้อต่อแตก และกำลังนอนสั่นเทิ้มอยู่ที่พื้นไม่สามารถขยับเขยื้อนไปใหนได้! ในช่วงกลางวันแสกๆใกล้ใจกลางเมืองเช่นนี้ แต่มีผู้บาดเจ็บนอนกองอยู่กับพื้นมากมายเต็มไปหมด และยังไม่รู้ว่าจากนี้ไปจะจัดการอย่างไรต่อไป.. สำหรับหลิงหยุนที่ตัดสินใจเปิดเผยตัวตนแล้วจึงต่อสู้กับยอดฝีมืออย่างไม่คิดที่จะปิดบังฝีมืออีก หลิงหยุนไม่สนใจว่าศัตรูของเขาจะเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไร้วรยุทธหรือไม่ เพราะหากกล้าเป็นศัตรูกับเขาแล้ว เขาก็ไม่คิดที่จะปราณีเช่นกัน.. หากคุณกำลังจะถูกใครสักคนฆ่า..คุณยังต้องการพูดคุยเจรจาเรื่องผิดถูกอีกอย่างนั้นหรือ นั่นไม่ยิ่งเป็นการสร้างความลำบากยุ่งยากให้กับตนเองหรอกหรือ? และหากหลิงหยุนต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่เหนือกว่ามากเขาก็จะพยายามหาหนทางต่อสู้อย่างสุดความสามารถ และหากสู้ไม่ได้จริงๆ หลิงหยุนยอมที่จะวิ่งหนีไปอย่างไร้ยางอายเสียดีกว่า เขาจะไม่ยอมทำตัวโง่ๆ ด้วยการยกเอาฝีมือที่ด้อยกว่าขึ้นมาเป็นข้ออ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายหยุดข่มเหงรังแก.. แข็งแกร่งกว่าก็คือแข็งแกร่งกว่า..ชนะก็คือชนะ.. ใครเป็นผู้กำหนดว่าผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ไม่ควรทำร้ายผู้ที่อ่อนแอกว่า ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า!นี่คือกฎธรรมชาติ และหลิงหยุนก็พบเห็นมามากมายในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ หลิงหยุนยิ้มเหยียดพร้อมกับคิดในใจว่า‘พวกเจ้าสิบกว่าคนรุมข้าเพียงคนเดียว ยังไม่สามารถเอาชนะข้าได้ ยังจะกล้าพล่ามอะไรน่าอายเช่นนี้ออกมาอีกรึ!’ “เจ้าเลิกพล่ามไร้สาระแล้วก็เข้ามาได้แล้ว!” หลิงหยุนดื่มเหล้าเหมาไถไปหนึ่งขวดเต็มๆเวลานี้เลือดในกายของเขากำลังสูบฉีด จึงต้องการที่จะประมืออย่างมาก และยังไม่ทันพูดจบดี หลิงหยุนก็สาวเท้าเข้าไปหายอดฝีมือผู้ที่เป็นหัวหน้าทีละก้าว.. ทีละก้าว.. หลิงหยุนไม่สามารถมองเห็นขั้นกำลังภายในของอีกฝ่ายได้แต่ก็เดาว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นยอดฝีมือที่เหนือกว่าขั้นเซียงเทียน-6 ขึ้นไป และผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เวลานี้กำลังต้องการทดสอบกำลังภายในของตนเอง หลิงหยุนยังคงไม่เรียกกระบี่โลหิตแดนใต้กระบี่มังกรขาว และอาวุธอื่นๆออกมา เพราะมั่นใจว่าหมัดและมือเปล่าของตนเองจะสามารถเอาชนะยอดฝีมือผู้นี้ได้! ผู้ที่เป็นหัวหน้านี้เมื่อเห็นหลิงหยุนค่อยๆก้าวเข้ามาใกล้มันก็ระมัดระวังตัวอย่างมาก และไม่กล้าที่จะประมาทอีก มันตระหนักดีว่าวิชาที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของหลิงหยุนนั้นสูงส่งกว่าตนเองมาก มันจึงไม่คิดที่จะหนี และยังคงยืนเดินลมปราณนิ่งอยู่ในตำแหน่งเดิม! กล้ามเนื้อตามร่างกายของมันค่อยๆขยายขึ้นจากนั้นก็ยกมือขึ้นฉีกชุดนักรบที่สวมอยู่ออกทันที เผยให้เห็นกล้ามเนื้อส่วนบนที่แข็งแกร่งราวกับเหล็ก.. และสภาพร่างกายเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่ายอดฝีมือผู้นี้ได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก และอยู่ในขั้นที่สูงอีกด้วย.. หลิงหยุนไม่รอช้า..เขาเป็นฝ่ายบุกเข้าไปก่อน และพุ่งหมัดทั้งสองข้างเข้าที่กลางอกของยอดฝีมือผู้นี้ทันที! ฟิ้ว..ฟิ้ว.. เสียงหมัดของหลิงหยุนที่พุ่งผ่านอากาศไปนั้นเกิดเป็นเสียงดังหวีดหวิวคล้ายกับเสียงผิวปาก.. “เข้ามา..” ยอดฝีมือผู้นั้นเดินลมปราณภายในเพื่อปกป้องร่างกายของตนเองไว้และกำลังยืนรอรับหมัดทั้งสองข้างของหลิงหยุนที่พุ่งผ่านอากาศเข้ามา! ปัง! ทันทีที่หมัดของหลิงหยุนพุ่งออกไปหมัดของยอดฝีมือผู้นั้นก็พุ่งออกมาปะทะไว้จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว.. กำปั้นของหลิงหยุนนั้นทรงพลังและแข็งแกร่งถึงขนาดที่สามารถโค่นภูเขาได้ทั้งลูกทำให้ร่างของยอดฝีมือผู้เป็นหัวหน้าถึงกับเซถอยหลัง ใบหน้าแดงก่ำพร้อมกับขบฟันแน่น และได้แต่แอบคิดเงียบๆว่า ‘หมัดที่แข็งแกร่งและทรงพลังเช่นนี้แม้แต่ข้ายังไม่อาจจะต้านทานได้ มิน่าพวกเจ้าถึงได้พ่ายแพ้ให้กับมันหมด!’ กำลังภายในของหลิงหยุนนั้นช่างน่าอัศจรรย์นักเขายังคงยื่นนิ่งไม่ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว และไม่รอช้าที่จะจู่โจมยอดฝีมือที่เป็นหัวหน้าต่อทันที! ปัง..ปัง.. ปัง.. ปัง.. กำปั้นของคนทั้งคู่ปะทะกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง.. หมัดของคนทั้งคู่ปะทะกันอีกถึงสี่ครั้งในคราวเดียวด้วยแรงปะทะที่รุนแรงในครั้งนี้ ทำให้ทรายและหินก้อนเล็กก้อนน้อยที่อยู่บนพื้นถึงกับปลิวว่อนไปตามร่างที่เคลื่อนไปของทั้งคู่ ปัง..ปัง.. และสองหมัดสุดท้ายที่หลิงหยุนซัดใส่ยอดฝีมือที่เป็นหัวหน้านั้นเขาก็ใช้กำลังภายในไปถึงเก้าส่วนเลยทีเดียว แกร๊ก.. และร่างของยอดฝีมือซึ่งเป็นหัวหน้าก็ชะงักงันไปทันที! ใบหน้าของมันเวลานี้เต็มไปด้วยเลือดแดงฉานและแทบไม่สามารถทรงตัวต่อไปได้ ร่างสูงใหญ่หน้าตาบูดเบี้ยวค่อยๆเซถอยหลังไปอย่างช้าๆ และมีเสียงกระดูกแตกดังขึ้นตลอดเวลา “เจ้าเตรียมตัวรับอีกสองหมัดจากข้า!”หลิงหยุนดุดันและโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆราวกับกำลังอยู่ในสงครามเวียดนาม เขาปล่อยกำปั้นเข้าสู่ร่างของยอดฝีมืออีกสองหมัด..แน่นอนว่าหลิงหยุนไม่ได้คิดที่จะใช้วิชาพลังมังกรแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้ด้วย!ยอดฝีมือผู้นั้นรู้ว่าครั้งนี้หลิงหยุนจะต้องใช้กำลังภายในทั้งหมดที่มีมันจึงรวบรวมกำลังที่เหลือทั้งหมดยกกำปั้นขึ้นปะทะกับหมัดของหลิงหยุน..แต่ช่างน่าสงสารที่ครั้งนี้มันพลาด..หมัดของหลิงหยุนที่อยู่ในระดับสูงสุดขั้นปรับร่างกาย-9นั้น เป็นหมัดที่แข็งแกร่ง และทรงพลังเกินกว่าที่ยอดฝีมือผู้นี้จะรับไหว..แกร๊ก..แกร๊ก..สองหมัดสุดท้ายของหลิงหยุนนั้นทำให้กระดูกนิ้วทั้งสิบของยอดฝีมือผู้นี้แตกละเอียด และร่างสูงกำยำก็เซถอยหลังไปไกลหลายเมตรก่อนจะหยุดนิ่งในที่สุด เท้าทั้งสองข้างของมันครูดไปกับพื้นจนเกิดรอยแยกลึกหลายเซนติเมตร‘ในที่สุดลมปราณที่เจ้าใช้ปกป้องร่างกายก็ถูกหมัดของข้าดูดจนหมดสินะ!’แทบไม่ต้องสงสัย..หลังจากการปะทะกันไปหลายหมัดนั้น หลิงหยุนก็ได้ดูดลมปราณเข้าไปในร่างได้มากมาย!ร่างของยอดฝีมือที่เป็นหัวหน้าทรุดลงกับพื้นทันทีใบหน้าของมันมีเลือดไหลกลบอยู่เต็มไปหมด และเวลานี้เลือดจำนวนมากก็กำลังไหลออกมาทั้งทางปากและจมูกพร้อมๆกัน!“มันจบแล้ว!”ชายชราวัยสี่สิบแปดปีที่เฝ้าฝึกฝนวิชามาตลอดทั้งชีวิตกลับบต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่ไม่อาจที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือความอัปยศจากการพ่ายแพ้ในครั้งนี้!หลิงหยุนเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะอายุสิบแปดปีซึ่งอายุน้อยกว่ายอดฝีมือผู้นี้ถึงสามสิบปี แต่กลับสามารถเอาชนะเขาได้ไม่ยากท่ามกลางความตระหนกตกใจของผู้คนหลิงหยุนยืนนิ่ง แขนทั้งสองแนบอยู่ข้างลำตัว มือทำสองข้างกำหมัดแน่น และค่อยๆสูดลมหายใจเข้าทางปาก เพื่อปรับลมปราณภายในร่างกายที่กำลังหมุนอย่างบ้าคลั่ง..หลิงหยุนยืนมองชายชราด้วยความรู้สึกสงสารเพราะตั้งแต่เริ่มต่อสู้กันมาอย่างดุเดือดจนถึงตอนนี้ หลิงหยุนยังไม่รู้จักชื่อแซ่ของเขาเลยด้วยซ้ำไป“เจ้าคงต้องตำหนิตนเองที่ทำงานให้ผิดคนในเมื่อเจ้ามาพบกับข้าในฐานะยอดฝีมือของตระกูลเฉิน นี่จึงเป็นผลลัพธ์ที่เจ้าต้องได้รับ!”และการที่อีกฝ่ายไม่หนีไปเช่นนี้นับว่าสามารถชนะใจหลิงหยุนได้อย่างมาก! และหากมันต้องการหลบหนีจริงๆ หลิงหยุนก็คงไม่สนใจที่จะตามไปไล่ล่าเช่นกัน..“พี่หยุน..เป็นยังไงบ้าง”การที่หลิงหยุนต่อสู้อยู่กับศัตรูด้านนอกเช่นนี้ถังเมิ่งเองก็ไม่อาจทนรออยู่แต่ในร้านได้เช่นกัน เขาจึงวิ่งตามออกมา และเมื่อพบว่าการต่อสู้จบสิ้นลงแล้ว จึงรีบวิ่งไปทางด้านหลังของหลิงหยุนพร้อมกับร้องตะโกนถามด้วยความห่วงใยหลิงหยุนยิ้มและตอบกลับไปว่า“ฉันไม่เป็นไร..”หลังจากนั้นหลิงหยุนก็หันหน้าไปทางเกาเฉินเฉินฉางหลิง เหลียงเฟิงอี้ และกงเสี่ยวลู่ ที่พากันออกันอยู่หน้าประตูด้านใน พร้อมกับยิ้มให้พวกเธอที่กำลังมีสีหน้าวิตกกังวล“ทุกคนกลับเข้าไปข้างในก่อนผมไม่เป็นอะไร..” หลิงหยุนร้องบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนในระหว่างต่อสู้เมื่อครู่นี้หลิงหยุนเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วจนทุกคนได้แต่มองด้วยความงุนงง และตื่นเต้น..จู่ๆเกาเฉินเฉินก็วิ่งออกมากอดแขนหลิงหยุนไว้พร้อมกับพูดขึ้นว่า“พวกเราไปกินร้านอื่นไม่ดีกว่าเหรอ”ตอนนนี้ที่สวนภายในร้านมีร่างของผู้บาดเจ็บนอนเรียงรายอยู่มากมายและทุกคนล้วนเป็นคนของตระกูลเฉินทั้งสิ้น นอกเหนือจากนั้นยังมีร่างที่บาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย แล้วจะให้นั่งกินอาหารที่นี่ต่อได้อย่างไรกันเล่าริมฝีปากแดงของหลิงหยุนแย้มยิ้มพร้อมกับตอบไปว่า“กินที่นี่ล่ะ. ผมได้กลิ่นหอมของเป็ดปักกิ่งแล้ว จะไม่กินได้ยังไงกัน ต้องกินสิ!”“ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ!”ทางด้านตะวันตกของถนนเสียงทรงพลังดังกึกก้องมาจากรถสีดำที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆหลิงหยุนหันไปมองพร้อมกับแย้มยิ้มออกมาทันที..เขาคือหัวหน้าหน่วยเทพอินทรีย์ชื่อว่าเหลยเชิ่ง!บทที่ 810 : คำสั่งของบุคคลอันดับหนึ่งในประเทศ!เหลยเชิ่งกับเจียเฟยนั้นนับว่าเป็นคู่หูกันทันทีที่ได้รับข่าวก็รีบมุ่งหน้ามายังที่เกิดเหตุทันที..แน่นอนว่าด้วยฐานะของเด็กหนุ่มเพลย์บอยทั้งสี่คนนั้นคงไม่มีอำนาจพอที่จะติดต่อกับหน่วยอินทรีย์ได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นฝ่ายแจ้งข่าวให้หน่วยอินทรีย์ทราบ จึงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากตระกูลเฉิน!คนขับรถทั้งหกคนที่ทำหน้าที่ขับรถนำยอดฝีมือทั้งสิบแปดคนมาที่นี่ก็ไม่ใช่คนขับรถธรรมดาๆเช่นกัน พวกมันยังทำหน้าที่คอยรายงานสถานการณ์การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายให้ตระกูลเฉินทราบอย่างต่อเนื่องอีกด้วย..แม้แต่ผู้นำตระกูลเฉินอย่างเฉินไห่เผิงที่กำลังจับตามองสถานการณ์ในวันนี้อย่างใกล้ชิดด้วยตัวเองก็ทั้งตกใจและโมโหอย่างมาก แต่ก็เลือกที่จะไม่ส่งคนของตนเองเข้าไปอีก และได้สั่งให้คนแจ้งเรื่องนี้ไปทางหน่วยเทพอินทรีย์ เพื่อให้หน่วยเทพอินทรีย์เป็นผู้ไปจัดการสะสางเรื่องนี้แทนภายในเวลาเพียงแค่สองสามวัน..แต่ตระกูลเฉินกลับต้องพบเจอกับความสูญเสียอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อน!