ตอนที่ 450
บทที่ 811-812
October 22, 2026
บทที่ 811 : คนกันเอง! เหลยเชิ่งเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างดีแล้วส่วนเจียเฟยหลังจากที่รายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว ก็เดินลงจากรถมาสมทบกับเหลยเชิ่งต่อ เจียเฟยร้องถาม“ได้ความอย่างไรบ้างพี่เล่ย” เหลยเชิ่งเดินเข้าไปยืนข้างเจียเฟยพร้อมกับยกแขนขึ้นชี้ไปทางรถแลนด์โรเวอร์ของหลิงหยุนแล้วกระซิบว่า “เจ้ามองไปที่รถคันนั้นสิแล้วเจ้าจะเข้าใจทุกอย่าง!” เจียเฟยมองตามนิ้วของเหลยเชิ่งไปแล้วก็ถึงกับนิ่งไปทันที! “นั่น..นั่นมันรถของหลิงหยุนนี่! เขามาปักกิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่?! นี่หมายความว่า..” เหลยเชิ่งพยักหน้าพร้อมกับพูดออกมาอย่างหมดหวัง“ถูกต้อง! เป็นเขา.. หลิงหยุน!” เจียเฟยถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะพึมพำออกมาว่า“แล้วเราควรทำอย่างไรดี ขืนปล่อยไว้แบบนี้ หลิงหยุนคงสร้างปัญหาให้กับพวกเราอย่างแน่นอน!” เหลยเชิ่งเงยหน้าขึ้นมองสำรวจภายในสวนอีกครั้งแล้วคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่นพร้อมกับตอบไปว่า “คงทำอะไรไม่ได้!เวลานี้การสอบเอนทรานซ์ก็เสร็จสิ้นไปแล้ว และการที่หลิงหยุนมาที่นี่ ไม่ช้าก็เร็วปักกิ่งคงต้องปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดแน่..” เจียเฟยนั้นเข้าใจความหมายที่เหลยเชิ่งต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดีจึงพูดออกมาอย่างท้อแท้ “พี่เล่ย..เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี” เหลยเชิ่งมองไปทางด้านในร้านพร้อมกับหรี่ตาแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าจะทำอะไรได้เล่า พวกเราถูกสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของหลิงหยุน ข้าก็คงทำได้แค่มาดูเหตุการณ์เท่านั้น!” “นี่ยังนับว่าโชคดีที่ไม่มีคนเสียชีวิต..ไม่เช่นนั้นข้ากับเจ้าคงจะยิ่งปวดหัวกันมากกว่านี้!” เหลยเชิ่งได้แต่คิดในใจว่า..หากไม่ใช่เพราะเป็นเวลากลางวัน หลิงหยุนคงไม่ปราณีศัตรูเช่นนี้ และยอดฝีมือตระกูลเฉินทั้งหมดก็คงยากที่จะรักษาชีวิตตนเองไว้ได้.. เจียเฟยมองเหลยเชิ่งด้วยความรู้สึกสงสารพร้อมกับถามขึ้นว่า“พี่เล่ย.. แล้วคนพวกนี้ล่ะ จะให้ข้าจัดการอย่างไร” เหลยเชิ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงขมขื่นเล็กน้อย“จะทำอะไรได้เล่า.. นอกจากจัดการพาตัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บออกไปโดยเร็วที่สุด แล้วก็จัดการเปิดถนนหนทางให้สามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติด้วยล่ะ ส่วนข้าจะเข้าไปด้านใน!” “อ่อ..แล้วก็จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจพวกนี้ก็ให้รีบๆกลับไป หากให้รู้เห็นอะไรมากไปกว่านี้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะยิ่งเป็นปัญหา..” เจียเฟยเข้าใจความต้องการของเหลยเชิ่งได้เป็นอย่างดีเขาพยักหน้าพร้อมกับถามต่อว่า “แล้วเฉินเซินล่ะ..จะให้ข้าจัดการเช่นใด จะให้นำตัวกลับไปด้วยหรือไม่?” เหลยเชิ่งยิ้มพร้อมตอบกลับว่า“นำตัวเฉินเซินกลับไปนี่นะ! เจ้าไม่เห็นยอดฝีมือทั้งสิบแปดคนที่ตระกูลเฉินส่งมางั้นรึ? ขนาดยอดฝีมือทั้งหมดยังไม่สามารถนำตัวเฉินเซินกลับไปได้ แล้วเจ้าคิดว่าลำพังข้ากับเจ้าสองคนจะทำได้อย่างนั้นรึ?!” “ก่อนอื่น..เจ้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกับหน่วยที่มากับรถพยาบาลมานำผู้บาดเจ็บออกไปจากสวนนี่ก่อน ส่วนสองคนนั้นไม่ต้องไปสนใจ ข้าจะเข้าไปถามเหตุผลกับหลิงหยุนด้านในเอง” ภายในห้องอาหาร.. หลิงหยุนได้เปิดจิตหยั่งรู้จับตาดูเหตุการณ์ด้านนอกอยู่ตลอดและได้แต่นึกชบขันอยู่ในใจ ‘เหล่าเล่ย..เจ้านี่มันเหมาะที่จะเป็นหัวหน้าแผนกเก็บกวาดเสียจริงๆ ข้าควรต้องคาราวะเจ้าสักสองจอกสินะ!’ หลังจากที่สั่งการและอธิบายทุกอย่างให้เจียเฟยฟังแล้ว เหลยเชิ่งก็เดินผ่านสวนด้านในเข้าไปยังห้องรับประทานอาหาร “เจ้าเป็นใครชื่อแซ่อะไร?” “มู่เทียนโฉ่ว..ผมเป็นรองสารวัตรของสถานีตำรวจในพื้นที่นี้..” “เอาล่ะ..เจ้าจัดการพาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำมาทั้งหมดกลับออกไปจากที่นี่ได้แล้ว รวมทั้งตำรวจสองคนที่นอนอยู่ในสวนด้านในด้วย!” “แล้วก็จำไว้ว่า..ห้ามขยับเขยื้อนร่างของสองคนนั้นเด็ดขาด!” เจียเฟยเริ่มจัดการสะสางทุกอย่างตามคำสั่งของเหลยเชิ่งทันที.. เหลยเชิ่งเดินเข้าไปยังสวนด้านในและระหว่างที่เดินเข้าไปนั้น เขาก็เหลือบมองเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่นอนกองอยู่กับพื้นพร้อมกับถอนหายใจ ก่อนจะกวาดสายตาไปทางเฉินเซินกับไห่ซาน แต่ก็ทำได้เพียงแค่มองแล้วเดินเข้าไปภายในห้องรับประทานอาหารเท่านั้น “คนสวย..แขกของผมมาถึงแล้ว รบกวนคุณช่วยเปิดประตูให้เขาเข้ามาหน่อยครับ!” หลิงหยุนคีบอาหารใส่ปากพร้อมกับร้องบอกพนักงานเสริฟสาวให้เปิดประตูเมื่อเห็นเหลยเชิ่งกำลังเดินตรงเข้ามาที่ห้องอาหาร พนักงานเสริฟสาวยิ้มให้หลิงหยุนพร้อมกับเดินไปเปิดประตูตามคำสั่งทันทีเมื่อประตูเปิดออกก็พบเหลยเชิ่งยืนอยู่ตรงหน้าพอดี แม้จะนึกแปลกใจแต่ก็รีบส่งยิ้มหวานให้เหลยเชิ่ง และเอ่ยเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านในทันที “ขอเชิญนายท่านค่ะ..” ในเมื่อหลิงหยุนบอกว่าเป็นแขกของเขาพนักงานเสริฟสาวจึงไม่กล้าที่จะเสียมารยาทกับเหลยเชิ่ง.. “อะแฮ่ม..อะแฮ่ม..” เหลยเชิ่งจงใจกระแอมอยู่หน้าประตูถึงสองครั้งก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน และพบว่าหลิงหยุนกำลังนั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี ในขณะเดียวกันนั้นหลิงหยุนเองก็จัดการถอดแว่นกันแดดออกพร้อมกับส่งยิ้มให้เหลยเชิ่งอย่างใจเย็นราวกับจะบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นฝีมือของเขาเอง แล้วก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้.. บทสนทนาระหว่างเหลยเชิ่งกับเจียเฟยนั้นแม้ว่าทั้งคู่จะกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่เบา แต่ในเมื่อทั้งคู่ไม่ได้สื่อสารกันด้วยกระแสจิต หลิงหยุนจึงสามารถได้ยินทุกคำพูดโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียวหลิงหยุนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดหน่วยเทพอินทรีย์จึงไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเขาได้แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับหลิงหยุน..แม้เหลยเชิ่งจะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้จะต้องเจอผู้ใดเขาก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลิงหยุนจริงๆและนี่ก็เป็นเพียงครั้งที่สองเท่านั้นที่เหลยเชิ่งมีโอกาสได้พบกับหลิงหยุน!ครั้งแรกที่ได้พบกันนั้นเหลยเชิ่งก็ไม่สามารถมองเห็นขั้นกำลังภายในของหลิงหยุน แต่เพราะเขาเห็นหลิงหยุนสังหารซันเทียนเปียวกับตาตัวเอง จึงคาดเดาว่าหลิงหยุนคงจะอยู่ในขั้นเซียงเทียนเช่นกัน..และเมื่อได้พบกับหลิงหยุนในครั้งนี้เหลยเชิ่งก็ยังไม่สามารถมองเห็นขั้นกำลังภายในของหลิงหยุนอยู่ดี แต่จากสภาพที่เข้าเห็นอยู่ด้านนอกร้านนั้น ทำให้เขารู้ว่ากำลังภายในของหลิงหยุนได้พัฒนาไปถึงขั้นที่หาคนเทียบได้ยากแล้วแม้ภายนอกหลิงหยุนจะดูคล้ายกับคนธรรมดาทั่วไปแต่ดวงตาที่ลุ่มลึกหนักแน่นดั่งหินผาคู่นั้น ก็ให้ความรู้สึกที่ลึกลับต่างจากผู้คนทั่วไปและด้วยกำลังภายในระดับสูงสุดขั้นปรับร่างกาย-9ซึ่งกำลังจะเข้าเขาสู่ขั้นพลังชี่นั้น เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเพียงแค่หลิงหยุนยืนนิ่งๆ ยอดฝีมือขั้นเซียงเทียนจึงสามารถมองออกว่าหลิงหยุนไม่ใช่คนธรรมดาวินนาทีที่หลิงหยุนถอดแว่นกันแดดออกนั้นสายตาของทั้งคู่ก็ประสานกันอยู่ราวเจ็ดถึงแปดวินาที ก่อนที่เหลยเชิ่งจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า“เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆ!”หลิงหยุนจึงตอบกลับยิ้มๆ“ใช่แล้ว.. ข้าเอง!”คนอื่นๆอีกห้าคนที่อยู่ในโต๊ะอาหารนั้นต่างก็เป็นเพียงคนธรรมดา จึงไม่รู้ว่าหลังจากที่ทุกคนเดินข้ามาในห้องแล้ว ด้านนอกนั้นจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง เมื่อได้ฟังหลิงหยุนพูดขึ้นว่าแขกของเขากำลังมา ทุกคนก็ได้แต่นึกประหลาดใจเมื่อเห็นคนแปลกหน้าโผล่เข้ามาจริงๆดวงตาของเกาเฉินเฉินที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกันแดดนั้นจับจ้องอยู่ที่ตรารูปนกอินทรีย์กางปีกที่ติดอยู่บนอกเสื้อด้านซ้ายของเหลยเชิ่ง‘นี่มันคนของหน่วยเทพอินทรีย์นี่..หลิงหยุนไปรู้จักกับคนพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’หลิงหยุนวางตะเกียบในมือลงและรีบลุกขึ้นเดินออกาจากเก้าอี้ไปยืนอยู่ข้างเหลยเชิ่ง เมื่อไปถึงเขาก็ยกมือขึ้นจับไหล่เหลยเชิ่งไว้ด้วยท่าทีสนิทสนมเป็นกันเอง..“เอาล่ะทุกคน..ผมขอแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของผม พวกคุณจะเรียกเขาว่า.. เหล่าเล่ย พี่เล่ย หรือลุงเล่ยก็ได้ไม่เป็นไร และที่สำคัญเขาเป็นคนดีมาก..”หลิงหยุนรีบแนะนำเหลยเชิ่งพร้อมกับขยิบตาให้ถังเมิ่งและแน่นอนว่าถังเมิ่งนั้นเข้าใจความหมายของหลิงหยุนได้ทันที เขารีบลุกขึ้นยืนโค้งคำนับเหลยเชิ่งด้วยความเคารพนบนอบพร้อมกับเอ่ยทักทาย..“ยินดีที่ได้รู้จักครับลุงเล่ย..”ในเมื่อเหลยเชิ่งมาถึงที่นี่แล้วอีกทั้งเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร หลิงหยุนจึงต้องการที่จะผูกมิตรกับเหลยเชิ่งไว้..หลิงหยุนและเหลยเชิ่งต่างก็ผลัดกันตบบ่าของอีกฝ่ายไปมาดูราวกับเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่ไม่ได้พบหน้าค่าตากันมานานหลายปี แต่หลิงหยุนก็แอบส่งกระแสจิตบอกถังเมิ่งให้รีบลุกขึ้นทำความเคารพเหลยเชิ่ง และให้พูดจายกย่องสรรเสริญให้เกียรติเหลยเชิ่งเวลานี้เหลยเชิ่งเป็นเสมือนมือขวาของหลิงหยุนการที่ถังเมิ่งลุกขึ้นคาราวะเหลยเชิ่งนั้น นับว่าเป็นการให้เกียรติกับเหลยเชิ่งอย่างมาก..“ถังเมิ่ง..ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อเจ้ามาก่อน พ่อของเจ้าเป็นถึงผู้อำนวยการสำนักงานรักษาความมั่นคง ข้าเองก็รู้จัก!”จากการตามสืบเรื่องของหลิงหยุนมานาน..หากหน่วยเทพอินทรีย์ไม่รู้ว่าถังเมิ่งนั้นคือพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของหลิงหยุนแล้วล่ะก็ หน่วยเทพอินทรีย์ก็คงเป็นได้แค่นกฮูกเท่านั้น..เหลยเชิ่งกับถังเทียนห่าวนั้นเคยทำงานร่วมกันด้วยการตามเก็บล้างซากศพของยอดฝีมือตระกูลซันจำนวนมากที่ถูกหลิงหยุนสังหาร“ที่แท้ลุงเล่ยก็เป็นเพื่อนของพ่อผมเองช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ!”“คนสวย..”ถังเมิ่งนั้นเป็นคนหัวไวเขารีบยกมือเรียกพนักงานเสริฟสาวให้จัดเก้าอี้ และถ้วยชามให้เหลยเชิ่งอีกหนึ่งชุด“ในเมื่อเป็นคนกันเองทั้งนั้นเชิญลุงเล่ยนั่งทานอาหารด้วยกันก่อน”หลิงหยุนกับถังเมิ่งทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดีและภายในเวลาแค่พริบตาเดียวเหลยเชิ่งก็ได้กลายเป็นคนกันเองไปเสียแล้ว..พนักงานเสริฟสาวรีบยกเก้าอี้อีกตัวมาวางไว้ข้างถังเมิ่ง..“ลุงเล่ยครับ..เชิญนั่ง! มีเรื่องอะไรก็นั่งลงค่อยๆดื่มไปคุยไปจะดีกว่า..”“มิน่าวันนี้พี่หยุนถึงได้ยืนยันที่จะกินอาหารที่ร้านนี้ให้ได้ที่แท้ก็รู้ว่าลุงเล่ยจะมานี่เอง!”ถังเมิ่งนั้นแม้จะไม่มีวรยุทธแต่ก็เป็นผู้ที่มีวาทะศิลป์ล้ำเลิศมาก!“เอ่อ..คือ..”เหลยเชิ่งถึงกับพูดไม่ออกแต่ก็ไม่สามารถต้านทานการคะยั้นคะยอของถังเมิ่ง และหลิงหยุนได้ ทั้งคู่ต่างก็ช่วยกันดันร่างของเหลยเชิ่งเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะจนได้“เรื่องราวจะใหญ่โตมากเพียงใดก็ต้องกินต้องดื่มให้พอใจเสียก่อน! อาหารรสเลิศเช่นนี้ หากไม่กินคงเสียของแย่..”หลิงหยุนพูดพร้อมกับกดไหล่เหลยเชิ่งให้นั่งลงบนเก้าอี้แล้วตัวเขาก็รีบกลับไปนั่งประจำที่เช่นกันสาวเสริฟหน้าตางดงามทั้งสี่คนได้แต่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรแต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่ร่างของเหลยเชิ่งเหลยเชิ่งผู้พบพานเหตุการณ์ใหญ่โตมามากมายแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกกระอักกระอ่วนจนทำอะไรไม่ถูก และรู้สึกราวกับกำลังนั่งอยู่บนเข็มแหลมหลายร้อยเล่มจะไม่ให้เขารู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อเขารับคำสั่งให้มาจัดการกับเหตุการณ์ในวันนี้ แต่เขากลับมานั่งดื่มกับผู้ที่ก่อเหตุขึ้นเสียเอง..“เอ่อ..ข้าเพียงแค่ต้องการสอบถามเจ้าสักสองสามคำเท่านั้น..” เหลยเชิ่งถึงกับนั่งไม่ติด..หลิงหยุนยิ้มพร้อมตอบกลับไปว่า“เหล่าเล่ย.. เจ้ามองหน้าทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะสิ! พวกเราเพิ่งจะถูกคนพวกนั้นก่อกวนจนป่านนี้ยังไม่ได้กินข้าว เจ้าอยากจะถามอะไรรอให้กินข้าวกินปลาเสร็จก่อนไม่ดีกว่ารึ!บทที่ 812 : ต้องฆ่า!