ตอนที่ 451
บทที่ 813-814
October 22, 2026
บทที่ 813 : กลับจิงฉู! เหลยเชิ่งได้แต่แอบถอนหายใจอยู่เงียบๆ หน่วยเทพอินทรีย์นั้นได้รับฉายาว่าเป็นดวงตาของประเทศนี้มีเรื่องลับมากมายที่อยู่ในการรับรู้ของหน่วยนี้ และแต่ละเรื่องล้วนเป็นความลับสุดยอดที่คนธรรมดาสามัญยากนักที่จะมีโอกาสล่วงรู้ได้ หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อหรือไม่น่าเป็นไปได้ในสายตาของคนธรรมดาสามัญนั้น กลับเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับหน่วยเทพอินทรีย์ ในเมื่อหลิงหยุนเป็นที่สนใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูงเหลยเชิ่งในฐานะหัวหน้าหน่วยเทพอินทรีย์ จึงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหลิงหยุนหลายเรื่องเช่นกัน เมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ชื่อของหลิงหยุนนั้นพุ่งขึ้นราวกับดาวหาง และเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย แต่นั่นไม่ได้เกิดจากความสามารถที่น่าอัศจรรย์ของหลิงหยุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะจำนวนผู้คนที่หลิงหยุนสังหารด้วย.. หลิงหยุนเองก็รู้ดีว่าเขาได้สังหารผู้คนไปมากมายและต่อให้เหลยเชิ่งยกทั้งนิ้วมือกับนิ้วเท้าขึ้นมานับย้อนไปย้อนมาก็ยังไม่สามารถนับได้หมด.. ไม่เพียงแค่ตระกูลเฉินกับตระกูลซันเท่านั้น แม้แต่รองหัวหน้าหน่วยอินทรีย์อย่างหลงเทียนเจียวก็ถูกหลิงหยุนสั่งสอนมาแล้วเช่นกัน หลงเทียนเจียวคือใครอย่างนั้นหรือเขาก็คือคนที่ไปปฏิบัติภารกิจในเมืองจิงฉู และได้พ่ายแพ้ให้กับหลิงหยุนอย่างไม่เป็นท่า.. หากหลงเทียนเจียวคิดตอบโต้หลิงหยุนคืนแน่นอนว่าตระกูลหลงย่อมต้องอยู่ข้างหลงเทียนเจียวอย่างแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้นรายชื่อศัตรูของหลิงหยุนก็จะต้องเพิ่มตระกูลหลงเข้าไปอีกหนึ่งด้วย! และเพียงแค่รายชื่อตระกูลหลงชื่อเดียวก็นับว่าหนักเกินพอแล้ว! ตระกูลหลงเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลอย่างมาก เรียกว่าหากได้รู้จักทุกอณูของตระกูลหลงแล้ว จะรู้ว่าตระกูลหลงนั้นน่าสยดสยองมากเพียงใด แต่หลิงหยุนกลับไม่เคยเห็นหลงเทียนเจียว และตระกูลหลงอยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป.. ในเมื่อแม้แต่ตระกูลหลงยังไม่อยู่ในสายตาของหลิงหยุนแล้วเขายังจะต้องหวาดกลัวตระกูลซันเช่นนั้นหรือ “เหล่าเล่ย..ข้าต้องขอบคุณเจ้าที่ครั้งนี้ไม่ขัดขวางข้า ข้าจะจดจำการกระทำของเจ้าในครั้งนี้ไว้..” น้ำเสียงบางเบาของหลิงหยุนลอยเข้าหูของเหลยเชิ่งและเหลยเชิ่งก็รู้สึกแปลกๆ จนเหงื่อเม็ดโตเต็มหน้าผากนั้นค่อยๆหยดลงมาเต็มหน้า เขารู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะคำสั่งของบุคคลอันดับหนึ่งในประเทศนี้ เขาคงจะทำคนละอย่างกับที่ทำในวันนี้แน่นอน.. เพราะนี่คือหน้าที่และความรับผิดชอบของเขา การการทำของหลิงหยุนในวันนี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี และหากไม่มีคำสั่งลับนั่น เขาก็คงไม่สามารถปล่อยหลิงหยุนไปง่ายๆเช่นนี้ได้แน่ แม้เหลยเชิ่งจะรู้และเข้าใจดีว่า ตราบใดที่เขาเป็นปฏิปักษ์กับหลิงหยุนแล้วล่ะก็ เขาจะไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุขแน่ แม้ว่าหลิงหยุนจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่การกระทำของหลิงหยุนในวันนี้ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับเขาจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เหลยเชิ่งไม่รู้ว่า..เขาควรขอบคุณหลิงหยุน หรือว่าขอบคุณบุคคลอันดับหนึ่งของประเทศนี้กันแน่! “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า..เรื่องของเจ้าหน่วยเทพอินทรีย์ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้..” แม้เหลยเชิ่งอยากจะพูดต่อว่า‘แม้ข้าอยากจะจัดการกับเจ้าตามกฏมากก็ตาม’ แต่เหลยเชิ่งก็เลือกที่จะไม่พูดออกมาเพราะด้วยความแข็งแกร่งของหลิงหยุนเวลานี้ ต่อให้สมาชิกในหน่วยอินทรีย์ร่วมมือกันทั้งหมด ก็ยากที่จะทำอะไรหลิงหยุนได้.. เรื่องนี้เหลยเชิ่งรู้อยู่แก่ใจดี! หลิงหยุนได้ฟังคำตอบของเหลยเชิ่งก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที จึงรีบร้องถามออกไปว่า “เหล่าเล่ย.. เจ้าบอกข้าที ใครกันที่กำลังสนใจเรื่องของข้าอยู่” เหลยเชิ่งตกใจสุดขีดและรู้สึกว่าเขาได้พลาดไปอย่างมาก จึงรีบปฏิเสธทันที “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ที่ข้าบอกว่าเรื่องหน่วยเทพอินทรีย์ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเจ้าได้นั้น ก็เพราะว่าเรื่องของเจ้าใหญ่เกินกว่าความรับผิดชอบของหน่วยเราต่างหาก..” หลิงหยุนได้แต่คิดในใจว่า..สุนัขจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์คงไม่มีทางยอมบอกความจริงกับเขาแน่ เขาจึงได้แต่ล้มเลิก แล้วถามเรื่องอื่นแทน “เหล่าเหล่ยก่อนที่ข้าจะแยกย้ายกับเจ้า ข้าอยากจะถามถึงคนคนหนึ่ง..” แต่ยังไม่ทันที่หลิงหยุนจะได้ถามเหลยเชิ่งก็ชิงพูดขึ้นว่า “เจ้าจะถามถึงใครงั้นรึ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าหน่วยเทพอินทรีย์มีกฏว่า ห้ามแพร่งพรายความลับให้กับบุคคลที่สามล่วงรู้โดยเด็ดขาด.. ข้าคงไม่สามารถตอบคำถามของเจ้าได้!” หลิงหยุนถึงกับหัวเราะและตอบกลับไปว่า “ฮ่า.. ฮ่า.. นี่เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจเช่นนั้นก็ได้ ข้าแค่อยากจะถามเจ้าว่าในหน่วยเทพอินทรีย์มีคนชื่อฉินเว่ยหรือไม่ ถ้ามี.. เวลานี้เขาอยู่ปักกิ่งหรือไม่?” ฉินเว่ยเป็นคนของตระกูลฉินและฉินตงเฉี่วยก็ได้สั่งหลิงหยุนไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางว่า หากเขาไปปักกิ่งแล้วมีเรื่องต้องการความช่วยเหลือด่วน ก็ให้บอกฉินเว่ยได้ทันที! เมื่อได้ยินว่าหลิงหยุนถามถึงฉินเว่ยเหลยเชิ่งก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก อีกอย่างฉินเว่ยเองก็เป็นคนของตระกูลฉิน หลิงหยุนสามารถพบฉินเว่ยโดยไม่ต้องพึ่งพาเขาด้วยซ้ำไป “อ่อ..ที่แท้เจ้าก็จะถามถึงฉินเว่ยเองรึ เขาไปปฏิบัติภารกิจ และเวลานี้ไม่อยู่ปักกิ่ง..” หลิงหยุนไม่ยอมปล่อยโอกาสให้เสียไปจึงรีบถามต่อทันที “ภารกิจอะไรงั้นรึ” เหลยเชิ่งถึงกับอ้ำอึ้งและตอบกลับไปว่า “เอ่อ.. เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ! และต่อให้รู้ ข้าก็ไม่สามารถบอกเจ้าได้ มันเป็นกฎของหน่วยเรา..” ‘พูดอะไรไม่ได้เลยงั้นรึ!’ หลิงหยุนได้แต่นึกบ่นพึมพำอยู่ในใจพร้อมกับส่ายหัวไปมาและได้แต่คิดว่าฝึกวิชามาถึงขนาดนี้ แต่กลับมีกฏเกณฑ์มากมายรัดตัวไว้ เช่นนี้แล้วจะฝึกฝนวรยุทธไปเพื่ออะไรกัน แต่ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายของตนเองที่ต้องการไปให้ถึงใช่ว่าทุกคนจะมีอิสระในชีวิตเฉกเช่นหลิงหยุน.. เมื่อหลิงหยุนเห็นว่าไม่สามารถสืบหาข่าวคราวที่เป็นประโยชน์จากเหลยเชิ่งได้เขาก็ไม่อยากเสียเวลากับเหลยเชิ่งอีก เหลยเชิ่งซึ่งอยู่ในวัยเกือบห้าสิบและยังเป็นโสดก็ไม่คิดว่าหลิงหยุนจะยอมเข้าใจอะไรได้ง่ายๆเช่นนี้ จึงได้แต่นึกชื่นชมหลิงหยุนอยู่ในใจ หลิงหยุนเป็นคนที่กล้ารักกล้าเกลียด และกล้าที่จะสู้ เขากล้าทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ และไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา อีกทั้งไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด หรือความยากลำบากมาเพียงใด เขาก็ยังพอใจกับสิ่งที่ได้พบเจอเสมอ.. เพราะสำหรับเหลยเชิ่งแล้วการมีอิสระที่จะกระทำสิ่งใดตามใจชอบนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเหลยเชิ่งเลย.. มนุษย์เราก็มักเป็นเช่นนี้ผู้ที่ขาดมักจะมีความปรารถนาไม่สิ้นสุด เหลยเชิ่งจึงนึกชื่นชอบหลิงหยุนอยู่ไม่น้อย.. ไม่เช่นนั้นเหลยเชิ่งคงไม่เลือกที่จะนิ่งเฉยและคงเลือกที่จะสร้างความปั่นป่วน และปัญหาให้หลิงหยุนกลับไปเช่นกัน “แล้วเจ้า..”เหลยเชิ่งอยากจะถามหลิงหยุนว่าเขามาทำอะไรที่ปักกิ่งและจะทำอะไรต่อไปจากนี้ แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนใจเมื่อคิดได้ว่า หลิงหยุนถามคำถามเขา เขายังไม่ตอบ แล้วเขาจะสามารถถามหลิงหยุนได้อย่างไรเล่ายิ่งไปกว่านั้นเหลยเชิ่งยังรู้ด้วยว่าหลิงหยุนดูเหมือนจะมีความลับซ่อนอยู่มากมาย และสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ก็คือหลิงหยุนตัวจริงที่ลึกลับ และน่าหวาดผวายิ่งกว่าหลิงหยุนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้เสียอีก!หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับบอกเหลยเชิ่งไปว่า“ข้าจะกลับจิงฉูคืนนี้..”ในเมื่อเวลานี้ตระกูลเกาก็นับว่าปลอดภัยชั่วคราวแล้วเกาเฉินเฉินก็กลับมาอยู่เคียงข้างเขาแล้ว และเรื่องสำคัญหลายเรื่องในปักกิ่ง เขาก็ได้จัดการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน จึงไม่จำเป็นที่เขาจะต้องอยู่ปักกิ่งต่อไปอีกหลิงหยุนต้องการกลับไปจิงฉูเพื่อจัดการสะสางบัญชีเรื่องผลการสอบเอนทรานซ์ของตนเอง“เจ้าจะกลับจิงฉูคืนนี้งั้นรึแล้วสองคนนั้น..” เหลยเชิ่งเหลือบมองไปทางเฉินเซิน และไห่ซานที่ยังคงนอนอยู่บนพื้น“ข้าจะนำตัวพวกมันสองคนกลับไปที่จิงฉูด้วย..”หลิงหยุนตอบด้วยสีหน้าไร้กังวลและไม่คิดที่จะปิดบังใดๆหลังจากนั้นหลิงหยุนก็ไม่ต้องการพูดอะไรมากความอีกเขาเดินตรงออกจากสวนภายในร้าน และตรงไปขับรถแลนด์โรเวอร์ของตนเองมาที่หน้าประตูจากนั้นจึงทำการเปิดท้ายรถขึ้นก่อนที่จะเดินตรงไปที่สวนด้านในจัดการลากร่างของเฉินเซินกับไห่ซานที่แน่นิ่งราวกับสุนัขตายไปที่รถ หลังจากมองซ้ายมองขวาและพบว่าไม่มีใครเห็นแล้ว หลิงหยุนก็จับร่างของไห่ซานยัดเข้าไปที่ท้ายรถทันที ส่วนเฉินเซินนั้นดีกว่าหน่อย เพราะได้ไปนั่งที่เบาะหลังแทนหลังจากที่ล็อคท้ายรถและปิดประตูแล้วหลิงหยุนก็จัดการปัดฝุ่นที่มืออกพร้อมกับมองไปทางเหลยเชิ่งที่กำลังยืนอึ้งด้วยสีหน้าที่ตกใจ เขายิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพูดขึ้นว่า“วันหน้าถ้าข้าได้พบกับเจ้าอีกครั้งข้าขอเชิญเจ้าไปทานอาหารกับข้าลำพังสองคน!”“เอาล่ะ..ข้าต้องไปก่อนแล้ว” หลิงหยุนพูดยิ้มๆ ขณะที่เตรียมตัวจะขับรถออกไปแต่ในเวลานั้นเองเถ้าแก่ซันที่เอาแต่หลบอยู่ในร้าน ก็รีบวิ่งออกมาพร้อมกับร้องตะโกนเรียกหลิงหยุนเสียงดัง“ได้โปรดรอก่อน..รอก่อน..”หลิงหยุนเห็นเถ้าแก่ซันวิ่งหน้าตาตื่นออกมาก็ได้แต่นึกขันอยู่ในใจ แต่ก็จอดรถ และหันไปทางเถ้าแก่ซันที่วิ่งตรงเข้ามาหาตนเองอย่างรีบร้อน แล้วยกนิ้วโป้งชูขึ้นพร้อมกับพูดขึ้นว่า“เถ้าแกซัน..ขอบคุณมากสำหรับอาหารรสชาติล้ำเลิศในวันนี้ เป็ดของคุณยอดเยี่ยมไม่มีที่ติจริงๆครับ!”เถ้าแก่ซันได้ฟังคำชมของหลิงหยุนก็ได้แต่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนเมื่อมีคนชมว่าเป็ดของเขานั้นยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ..เหลยเชิ่งเองเมื่อได้ยินคำพูดของหลิงหยุนก็ถึงกับหน้าแดงและพยายามกลั้นหัวเราะไว้!หลิงหยุนถึงกับงุนงงอย่างมากเขาได้แต่คิดในใจว่า‘ข้าชมว่าเป็ดของเถ้าแก่ยอดเยี่ยมไม่มีที่ติมันผิดตรงใหนงั้นรึ ข้าเอ่ยชมด้วยความจริงใจ ไม่ดีหรืออย่างไรกัน?’เป็นอีกครั้งที่หลิงหยุนไม่รู้ความหมายอีกนัยหนึ่งของภาษาจีนเพราะความจริงแล้วคำว่า ‘鸭鸭子’ ซึ่งแปลว่าเป็ดนั้น หากเป็นคำแสลงจะมีความหมายว่าผู้ชายขายตัว..“เอ่อ..ก็แค่เป็ดปักกิ่งธรรมดาๆ คงเทียบกับคนใหญ่คนโตอย่างนายท่านไม่ได้ การที่นายท่านมากินอาหารที่ร้านของเรานั้น นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงมาก..”เถ้าแก่ซันช่างอ่อนน้อมถ่อมตนต่อหน้าหลิงหยุนนัก..หลิงหยุนได้ฟังถึงกับต้องร้องบอกว่า“ เถ้าแก่ซัน.. คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไรเลย เป็นแค่รากหญ้าเท่านั้น คนใหญ่คนโตตัวจริงยืนอยู่ข้างคุณต่างหากเล่า..”เหลยเชิ่งได้ฟังก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธเช่นกัน..เถ้าแก่ซันไม่สนใจเขายกมือขึ้นชูการ์ดสีทองในมือทั้งสองใบ แล้วจึงส่งให้หลิงหยุนกับเหลยเชิ่งด้วยท่าทีเคารพนบนอบ“นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากผมขอเชิญท่านสองคนมารับประทานอาหารที่ร้านได้ทุกเมื่อ ทุกอย่างฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย..”“น่าสนใจ..”หลิงหยุนได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจพร้อมกับเอื้อมมือไปรับการ์ดสีทองมาในเมื่อกินฟรี ดื่มฟรีเช่นนี้ มีหรือที่หลิงหยุนจะปฏิเสธ..ส่วนเหลยเชิ่งนั้นอิดออดไปมาและไม่ยอมรับแม้ว่าเถ้าแก่ซันจะคะยั้นคะยออย่างไรก็ไม่ยอม เถ้าแก่ซันจึงต้องเก็บกลับไปคืน..“เถ้าแก่ซันผมมีธุระต้องไปทำต่อแต่มีคำพูดหนึ่งที่ผมจะบอกกับคุณ กิจการของคุณนับจากนี้จะอยู่ในความดูแลของผม..”หลิงหยุนพูดจบก็เหยียบคันเร่งออกไปทันที..“นี่..นายท่านยังไม่ได้บอกผมเลยว่ากลิ่นหอมนั่นคือกลิ่นของอะไร”หลิงหยุนหัวเราะเสียงดังพร้อมกับร้องตะโกนตอบด้วยเสียงที่ดังฟังชัด “แล้วผมจะบอกคุณเมื่อได้มาทานอาหารครั้งหน้า!”บทที่ 814 : กระเทือนแปดตระกูลใหญ่แห่งปักกิ่ง!หลิงหยุนขับรถแลนด์โรเวอร์มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือและขับออกไปทางถนนวงแหวนที่ห้าด้วยความเร็วสูงสุดทันทีหลังจากที่ออกจากถนนวงแหวนที่ห้าแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องรถติดอีก หลิงหยุนจึงได้ชะลอความเร็วลงเล็กน้อยเขาเปิดจิตหยั่งรู้ออกสำรวจดูและเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดตามมาแล้ว หลิงหยุนจึงได้โทรหาเหล่ากุ่ย“เจอกันที่คลังอาวุธ..”หลิงหยุนไม่ต้องการพูดอะไรมากมายทางโทรศัพท์เขาจึงเลือกที่จะพูดประโยคสั้นๆกับเหล่ากุ่ยแทน