ตอนที่ 452
บทที่ 815 -816
October 22, 2026
บทที่ 815 : รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย! หลังจากที่พลังวนหยิน-หยางก่อตัวขึ้นและหลังจากที่ผ่านการต่อสู้ระหว่างความเป็นความตายมามากมายหลายครั้ง หลิงหยุนก็ได้ดูดเอาลมปราณของคู่ต่อสู้เข้าไปได้ค่อนข้างมาก ทำให้สามารถเข้าใกล้ขั้นพลังชี่ไปมากขึ้นทุกที เรียกได้ว่าอยู่ในจุดที่พร้อมจะทะลุทะลวงเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้ทุกนาที หากลมปราณในร่างกายเสถียรพอก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นปฐมพลังชี่ได้ในทันที.. มีเพียงหลิงหยุนเท่านั้นที่รู้ว่าการเข้าสู่ขั้นพลังชี่นั้นมีความหมายต่อเขาอย่างไร ตราบใดที่หลิงหยุนสามารถเข้าสู่ขั้นพลังชี่ได้เขาก็จะสามารถปรุงยา ปลุกเสกยันต์ขั้นสูง และเริ่มทดลองสร้างของวิเศษต่างๆขึ้นมาได้ ที่สำคัญจิตหยั่งรู้ของเขาก็จะสามารถมองย้อนกลับเข้าไปสำรวจภายในร่างกายตนเองได้ การเข้าสู่ขั้นพลังชี่คือการก้าวเข้าสู่การฝึกบ่มเพาะที่แท้จริงอีกขึ้นหนึ่ง! เวลานี้ร่างกายของหลิงหยุนได้ผ่านขั้นการปรับร่างกายมาแล้วจนเวลานี้ร่างกายของเขาได้ถูกปรับเปลี่ยนจนเหมาะสมอย่างยิ่งกับการฝึกบ่มเพาะ และจากวันนี้หากต้องพบเจอกับความยากลำบากมากเท่าใด สิ่งเหล่านั้นก็จะกลับกลายมาเป็นสิ่งสนับสนุนในการฝึกฝนให้กับหลิงหยุน! พลังชีวิตบนโลกใบนี้ค่อนข้างขาดแคลนดังนั้นการปรุงยา การปลุกเสกยันต์ และการสร้างของวิเศษต่างๆขึ้นมา จึงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นสำหรับหลิงหยุน เมื่อใดที่เข้าสู่ขั้นปฐมพลังชี่แล้วแม้หลิงหยุนจะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าตนเองนั้นอยู่ยงคงกะพัน แต่ก็สามารถพูดได้ว่าไม่มีใครที่จะสามารถเอาชีวิตของเขาได้อย่างแน่นอน.. ดังนั้นหลิงหยุนจึงไม่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองเขากำลังเป็นห่วงเรื่องอื่นมากกว่า.. หลิงหยุนกังวลใจและเป็นห่วงเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ! แม้ว่าหลิงหยุนจะสามารถช่วยเกาเฉินเฉินออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้วแต่เขาก็ยังไม่สามารถวางใจได้สนิทนัก เพราะเวลานี้คนตระกูลเฉินยังคงรอรับการรักษาจากเขาอยู่.. เสี่ยวเม่ยเม่ยเองก็ยังคงเงียบหายหลิงหยุนจำเป็นต้องหาตัวธิดาพรรคมารให้พบเพื่อสอบถามที่อยู่ขอเสี่ยวเม่ยเม่ย และไปนำตัวเธอกลับมา แต่ช่างน่าเสียดายที่ธิดาพรรคมารเองก็หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน ส่วนเฉิงเม่ยเฟิงก็กำลังรอคอยให้เขาไปช่วยออกมาจากสำนักจิ้งซินอีกทั้งยังต้องทำการฟื้นคืนความทรงจำให้กับเธออีก ทางด้านฉินจิวยื่อที่เดินทางไปยังสำนักกระบี่เทวะเทียนซันนั้นก็เงียบหายไม่ได้ข่าวคราวเช่นกัน หลิงหยุนได้แต่แอบกังวลใจอยู่เงียบๆ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเรื่องของแม่ผู้ให้กำเนิดตั้งแต่ที่หลิงหยุนกลับเข้าตระกูล เขาก็กระตือรือร้นอยากจะพบหน้าแม่แท้ๆ ซึ่งก็คือธิดาพรรคมารคนก่อน เพราะนางคือผู้ที่เสียสละอย่างมากในการที่จะรักษาชีวิตของหลิงหยุนไว้ ยังมียอดฝีมือพรรคมารที่ต่อสู้อยู่บนหน้าผาในคืนนั้นนามว่าจินเหยี่ยวอีกนางคือผู้ที่พาหลิงหยุนหลบหนีออกมา ซึ่งเวลานี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่ หรือว่าตายไปแล้ว! และแน่นอนว่า..หลายเรื่องจะต้องสืบจากธิดาพรรคมารคนปัจจุบัน หากหลิงหยุนเดาไม่ผิด ธิดาพรรคมารผู้นี้น่าจะเคยเป็นศิษย์ของแม่เขาก็เป็นได้! แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้แม้แต่ชื่อของธิดาพรรคมารเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ! ธิดาพรรคมารจากไปแล้ว และก็ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใหน แต่ก่อนที่จะทำเรื่องใดภารกิจสำคัญที่หลิงหยุนต้องทำก่อน และเป็นภารกิจสำคัญที่สุดก็คือการตามหาหลิงเสี่ยวซึ่งเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดตนเองให้พบเสียก่อน! ดังนั้น..เรื่องที่หลิงหยุนกังวลใจมากที่สุดก็คือความปลอดภัยของหลิงเสี่ยวนั่นเอง! “นายน้อยสี่..คุณชายสามหายตัวไปครั้งนี้ แม้แต่ข้าเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าตอนนี้คุณชายสามจะเป็นเช่นใดกันแน่! เพราะเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย..” “เวลานี้คงทำได้แค่แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าแล้วค่อยคิดว่าจะทำเช่นไรต่อไป..” หลังจากที่หลิงเสี่ยวหายตัวไปเหล่ากุ่ยเองก็ร้อนใจเช่นกัน แต่เวลานี้เขาก็ทำได้เพียงแค่ปลอบใจหลิงหยุนเท่านั้น ต่อหน้าเหล่ากุ่ย..หลิงหยุนไม่จำเป็นต้องปิดบังสิ่งใด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล หลิงหยุนถึงกับถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ไม่รู้ว่าข้าต้องรอเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”หลิงหยุนพึมพำเสียงเบา แต่จู่ๆก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้หลิงหยุนขมวดคิ้วพร้อมกับถามว่า “เหล่ากุ่ย.. เรื่องที่ข้ายังเป็นห่วงอีกหนึ่งเรื่องก็คือเรื่องของหลิงห่าว..” “เอ่อ..” เหล่ากุ่ยเหลือบมองหลิงหยุนพร้อมกับหันไปหัวเราะเสียงดัง“นายน้อยสี่.. เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวลใจไป นายน้อยใหญ่มีฐานะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป อีกอย่างเขาเองก็เคารพคุณชายสามเป็นอย่างมาก แม้จะมีนิสัยชอบเที่ยวเตร่ทำตัวเป็นหนุ่มเพลย์บอย แต่ก็ไม่กล้าทำเรื่องเสียหายให้กับตระกูลหลิงอย่างแน่นอน!” หลิงหยุนรู้ว่าเหล่ากุ่ยกำลังเข้าใจผิดเขายิ้มบางพร้อมกับพูดขึ้นว่า “เหล่ากุ่ย.. ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น นี่ท่านลืมเรื่องที่ข้าเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าได้ยินมาจากปากเฉินเซินในคืนนั้นแล้วรึ!” พูดจบหลิงหยุนก็หันไปมองทางหลังคารถแลนด์โรเวอร์อีกครั้ง.. “อ่อ..เรื่องนั้นเองหรอกรึ เมื่อวานนี้นายน้อยใหญ่กลับมาบ้าน แล้วก็ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้นายผู้เฒ่าทราบแล้ว นายน้อยใหญ่บอกว่าเขาเพียงแค่ขอให้เฉินเซินใช้เส้นสายที่มีอยู่ช่วยตามหาตัวนายน้อยสี่ให้เท่านั้น..” “นายน้อยใหญ่ยังเล่าอีกว่าเขาไม่รู้จริงๆว่าคุณชายสองถูกตระกูลเฉินจับตัวไปกักขังไว้ แม้แต่เฉินเซินเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน และเรื่องที่เขาไปขอความช่วยเหลือจากเฉินเซินนั้น เขาก็ได้สั่งห้ามเฉินเซินไม่ให้บอกผู้ใดเช่นกัน..” หลังจากที่ได้ฟังคำตอบของเหล่ากุ่ยหลิงหยุนก็ได้แต่คิดในใจว่า ‘มันฟังดูแปลกๆ..’ ในประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างประเทศจีนนั้นการจะค้นหาใครสักคนย่อมไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลิง ก็ใช่ว่าจะอาศัยเส้นสายสืบหากันได้ง่ายๆก่อนที่หลิงหยุนจะมาปักกิ่งและได้บุกเข้าไปช่วยลุงสองของเขาในคฤหาสน์ตระกูลเฉินนั้น ทั้งหลิงห่าวกับเฉินเซินต่างก็เป็นหนุ่มเพลย์บอยเที่ยวเตร่ด้วยกัน การที่หลิงห่าวจะขอความช่วยเหลือจากเฉินเซินนั้น จึงนับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา อีกทั้งหลิงห่าวยังขอร้องให้เฉินเซินเก็บเรื่องนี้เป็นความลับอีกด้วย!ด้วยเหตุผลเหล่านี้หลิงห่าวจึงสามารถเล่าให้ท่านปู่ของเขาฟังได้อย่างไม่มีพิรุธใดๆ อีกทั้งการที่หลิงห่าวยอมรับออกไปตามตรงเช่นนี้ คำพูดของเขาก็ยิ่งฟังดูสมเหตุสมผลมากขึ้นจากคำอธิบายของหลิงห่าวทำให้เห็นว่าหลิงห่าวไม่ได้ร่วมมือกับเฉินเซินทำเรื่องไม่ดีต่อตระกูลหลิง และไม่ได้หักหลังตระกูลหลิงแต่อย่างใด..แม้ว่าคำอธิบายของหลิงห่าวจะฟังดูเข้าทีและมีเหตุมีผล แต่หลิงหยุนก็ได้แต่นึกเย้ยหยันอยู่ในใจ..หลิงหยุนยังจำได้อย่างแม่นยำว่าในคืนที่เขาเข้าไปสำรวจคฤหาสน์ตระกูลเฉินนั้น น้ำเสียงและคำพูดที่เฉินเซินใช้เรียกชื่อของเขานั้นราวกับกำลังพูดถึงสัตว์เลื้อยคลานที่น่ารังเกียจ!ในเมื่องหลิงห่าวและเฉินเซินเป็นเพื่อนสนิทกันการที่หลิงห่าวไปขอความช่วยเหลือจากเฉินเซินให้ช่วยตามหาหลิงหยุน เฉินเซินควรจะเรียกชื่อเขา ‘หลิงหยุน’ เมื่อพูดถึงไม่ใช่หรอกหรือ! แต่เหตุใดจึงใช้คำพูดและน้ำเสียงเช่นนั้นเมื่อพูดถึงเขา แม้กระทั่งหลิงห่าวเอง เฉินเซินก็ยังเรียกเขาว่า ‘เจ้างั่ง’!หากหลิงหยุนไม่ได้ยินคำพูดจากปากเฉินเซินมาก่อนเขาก็อาจจะหลงเชื่อคำพูดของหลิงห่าวก็เป็นได้ แต่ตอนนี้เฉินเซินกับไห่ซานอยู่ในมือของเขาแล้ว!เฉินเซินไม่เพียงแค่ช่วยหลิงห่าวตามหาตัวหลิงหยุนแต่ยังส่งไห่ซานไปตามฆ่าเขาอีกด้วย!ในเวลานั้น..หลิงหยุนยังเป็นแค่เด็กหนุ่มร่างอ้วนที่ไม่มีอะไรดี และนับว่าห่างไกลจากหนุ่มเจ้าสำราญในปักกิ่งอย่างเฉินเซินมากด้วย ทั้งสองคนไม่น่าจะมีโอกาสโคจรมาพบเจอกันด้วยซ้ำไป แล้วจะกลายมาเป็นศัตรูคู่แค้นถึงขั้นต้องส่งคนมาลอบฆ่าหลิงหยุนได้อย่างไรกัน หลิงหยุนไปทำอะไรให้เฉินเซินอย่างนั้นหรือ?หลิงหยุนรู้ดีว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำมากกว่าที่หลิงห่าวอธิบายมาแต่เขาคงไม่ต้องครุ่นคิดหาคำตอบด้วยตัวเองอีกต่อไปแล้ว เพราะเวลานี้เฉินเซินอยู่ในรถของเขา และตราบใดที่เขาทำให้เฉินเซินเปิดปากได้ เขาก็จะรู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้ง..หลิงหยุนฟังแล้วจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก“อ่อ.. ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง แล้วตอนนี้หลิงห่าวเป็นอย่างไรบ้างล่ะ”เหล่ากุ่ยนั้นรู้จักอุปนิสัยใจคอของหลิงหยุนดีเมื่อได้ฟังน้ำเสียงที่หลิงหยุนเรียกชื่อหลิงห่าวแล้ว ในใจของเขาก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันทีเหล่ากุ่ยเป็นบ่าวที่จงรักภักดีกับหลิงลี่อย่างที่สุดเวลานี้หลิงหยุนได้กลับเข้าตระกูลหลิงแล้ว ฐานะของหลิงหยุนจึงเป็นถึงทายาทตระกูลหลิงซึ่งไม่ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว“นายน้อยสี่..บ่าวมีคำพูดหนึ่งจะบอกกับท่าน ไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่”หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับพูดอย่างเข้าอกเข้าใจเหล่ากุ่ย“เหล่ากุ่ย.. ท่านมีมารยาทกับข้าอีกแล้วนะ! ไม่เพียงระหว่างข้ากับท่านไม่จำเป็นต้องมีมารยาทต่อกันแล้ว ท่านอยากจะพูดอะไร ก็ย่อมได้ทั้งนั้น..”เหล่ากุ่ยนิ่งไปเล็กน้อยเขากำลังครุ่นคิดหาคำพูดที่เหมาะสม..“นายน้อยสี่..เวลานี้ฐานะของท่านไม่ใช่เม็ดดินเม็ดทรายอีกต่อไปแล้ว ฐานะของท่านเวลานี้แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก..”“ก่อนที่ท่านจะกลับเข้าตระกูลหลิงในคืนนั้นตระกูลหลิงมีแต่ความท้อแท้สิ้นหวัง แต่นับจากคืนนั้นเป็นต้นมา ทุกคนต่างก็มีกำลังใจขึ้นมาจากเดิม แม้นายผู้เฒ่าจะยังไม่ประกาศให้กับคนภายนอกรู้ แต่ท่านก็นับว่าเป็นคนของตระกูลหลิงแล้ว!”“ชาวจีนเรามีคำพูดว่ารวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย”“เวลานี้ตระกูลหลิงมีเรื่องต้องทำมากมายหากคนในตระกูลรักใคร่ปรองดอง และสามัคคีกัน เว้นแต่ตระกูลหลงกับตระกูลเย่แล้ว ตระกูลหลิงก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวใครอีก!”“นายน้อยใหญ่เป็นหลานชายคนโตของตระกูลหลิงเขาเป็นลูกชายคนโตของท่านผู้นำตระกูล ด้วยการเลี้ยงดูจึงโตมาเป็นเด็กหนุ่มเจ้าสำราญ..”“แต่นั่นก็เป็นปัญหาที่ตระกูลใหญ่หลายตระกูลต่างก็ประสบพบเจออาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา..”“เพราะฉะนั้น..”เหลล่ากุ่ยพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองหลิงหยุนอย่างระมัดระวังก่อนจะพูดต่อว่า “เพราะฉะนั้น นายน้อยสี่ไม่สมควรลดตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกันกับนายน้อยใหญ่..”สิ่งที่เหล่ากุ่ยเป็นกังวลมากที่สุดในเวลานี้ก็คือเรื่องที่หลิงห่าวกับหลิงหยุนจะไม่สามารถเข้ากันได้เพราะหากทั้งคู่เข้ากันไม่ได้ ตระกูลหลิงคงต้องปั่นป่วนวุ่นวายไม่น้อย อีกทั้งเวลานี้หลิงเจิ้นซึ่งเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็ยังเป็นพ่อของหลิงห่าวอีกด้วย!ถึงแม้หลิงหยุนจะสามารถสังหารคนได้อย่างง่ายดายแต่นั่นก็คือคนนอก! หากเป็นคนภายในครอบครัว หลิงหยุนจะสามารถสังหารหลิงห่าวได้เพียงเพราะความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆอย่างนั้นหรือหากเป็นเช่นนั้นนายผู้เฒ่าจะรู้สึกเช่นใดกันเหล่ากุ่ยนั้นจงรักภักดีต่อตระกูลหลิงอย่างสุดหัวใจเขาหาโอกาสที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้หลิงหยุนได้เข้าใจ แต่ทั้งหมดที่เขาทำก็เพื่อหลิงลี่ เพื่อตระกูลหลิง แล้วก็เพื่อฐานะของหลิงหยุนในวันข้างหน้าและช่วงเวลาเช่นนี้..ตระกูลหลิงไม่อาจจมอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวายได้อีก!หลังจากที่อธิบายให้กับหลิงหยุนฟังแล้วเหล่ากุ่ยก็รีบพูดต่อทันที “เรื่องในคืนนั้น นายผู้เฒ่ารู้สึกผิดหวังในตัวนายน้อยใหญ่อย่างมากเช่นกัน และได้สั่งให้เขาเข้าไปทำงานในหน่วยเทพอินทรีย์แล้ว..”หลิงหยุนนั้นไม่ได้สนใจที่จะทำความเข้าใจในคำพูดของเหล่ากุ่ยเลยเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับถามขึ้นว่า“ให้หลิงห่าวเข้าไปทำงานกับหน่วยเทพอินทรีย์อย่างนั้นรึ”บทที่ 816 : กลับไปใช้ชีวิตแบบหนุ่มเจ้าสำราญ!ในคืนวันนั้น..คนตระกูลหลิงทั้งหมดเกือบจะถูกตระกูลเฉินสังหารตาย ทุกคนต่างก็อยู่ในสภาพนองเลือด มีเพียงหลิงห่าวคนเดียวเท่านั้นที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์