ตอนที่ 476
บทที่ 863-864
October 22, 2026
บทที่ 863 : อยากตามไปทุกที่! และในที่สุดนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดทั้งสามคนก็ได้ยื่นเรื่องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหยานจิงท่ามกลางสักขีพยานมากมาย! ภายในเวลาไม่กี่นาทีในห้องจัดเลี้ยงที่หรูหราแห่งนี้เด็กนักเรียนมัธยมทั้งสาคนก็ได้กลายเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยหยานจิงไปเรียบร้อยแล้ว! และแทบไม่ต้องมีคำถามว่าทางมหาวิทยาลัยหยานจิงจะตอบรับกลับมาหรือไม่เพราะด้วยคะแนนสอบของทั้งสามคนนั้น ไม่ว่าจะยื่นเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งใดของประเทศ ทุกมหาวิทยาลัยก็ต้องรีบอ้าแขนรับอย่างไม่ลังเล! ขั้นตอนการกรอกรายละเอียดยืนยันตัวตนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหยานจิงของทั้งสามคนนั้นได้ปรากฏอยู่บนโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่ และทุกคนในห้องจัดเลี้ยงต่างก็ร่วมกันเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ด้วย.. การที่หลิงหยุนเลือกเรียนคณะแพทย์ศาสตร์นั้นแทบไม่ต้องสงสัยอะไร..เพราะแขกบางคนที่อยู่ในห้องจัดเลี้ยงแห่งนี้ อาจจะเคยไปรับการรักษาจากเขามาก่อนด้วยซ้ำไป! ส่วนคณะบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยหยานจิงนั้นก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่คนรู้จักกันดีทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ และหากนิสิตของคณะนี้จบออกไป ความรู้ความสามารถนั้นจะสามารถเทียบขั้นผู้ทีจบ MBA ได้เลยทีเดียว! แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือหนิงหลิงยู่ที่จู่ๆก็เลือกเรียนธรณีฟิสิกส์! และเหตุผลหนึ่งที่หนิงหลิงยู่เลือกเรียนสาขาวิชานี้ก็เพราะเป็นสาขาที่นักเรียนคนอื่นๆไม่ค่อยสนใจที่จะเรียน! “ธรณีฟิสิกส์งั้นเหรอนี่มันอะไรกัน?!” “จู่ๆทำไมถึงได้เรียนสาขานี้นะ!น้อยคนนักที่จะเลือกเรียน แล้วจบมาจะทำงานได้เงินสักเท่าไหร่กัน” “แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเธอนะ!แต่ก็น่าเสียดายแทนแม่สาวน้อยคนสวยจริงๆ!” “หลิงหยุนเลือกเรียนแพทย์ศาสตร์แบบนี้ด้วยทักษะทางการแพทย์ของเขา ผมว่าต้องจบมาเป็นแพทย์ที่เก่งมากอย่างแน่นอน!” ดูเหมือนว่าธรณีวิทยาจะเป็นคณะที่ไม่มีผู้คนสนใจนักพวกเขาจึงเปลี่ยนมาพูดเรื่องของหลิงหยุนแทน.. ในตอนนั้นหลิงหยุนไม่ทันสังเกตุเห็นว่าแขกเหรื่อกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องของหนิงหลิงยู่อยู่พอดีและเขาเองก็ไม่ได้เปิดจิตหยั่งรู้ไว้ด้วย เพราะเขากำลังจดจ่ออยู่กับจอโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่ และกำลังขบฟันจนปวดไปหมด! แต่ถึงกระนั้นหลิงหยุนเองก็รู้สึกไม่แตกต่างจากแขกในห้องจัดเลี้ยงเขารู้สึกงุนงงที่เห็นหนิงหลิงยู่เลือกเรียนสาขาวิชานี้! “นี่หลิงยู่..ธรณีฟิสิกส์อะไรนี่ มันเรียนเกี่ยวกับเรื่องผืนโลกไม่ใช่เหรอ” หลิงหยุนครุ่นคิดอยู่นานก็ไม่สามารถหาคำตอบได้จึงหันไปถามหนิงหลิงยู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ.. หนิงหลิงยู่หันไปยิ้มให้หลิงหยุนพร้อมกับพยักหน้าแดงก่ำของตนเองและตอบไปว่า “อืมม.. ใช่แล้ว! เรียนเรื่องผืนดิน!” หนิงหลิงยู่ตอบหลิงหยุนก็เท่ากับตอบคำถามในใจของฉีเสี่ยวชิง ครูใหญ่จาง และกงเสี่ยวลู่ด้วย “ธรณีฟิสิกส์เป็นสาขาหนึ่งของคณะธรณีวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆทางธรณีวิทยา โดยใช้วิธีการทางกายภาพฟิสิกส์ ได้แก่การศึกษาสมบัติและกระบวนการทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับพื้นดิน อุทกภาค (hydrophere) บรรยากาศ และความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์” “ธรณีฟิสิกส์ยังเป็นการศึกษาปรากฏการณ์ทางธรณีวิยาที่หลากหลายรูปแบบรวมถึงอุณหภูมิที่กระจายอยู่บนผืนโลก โครงสร้าง การแปรผันของสนามแม่เหล็กของผืนโลก ลักษณะของเปลือกโลก เช่นรอยเลื่อน รอยประสานของไหล่ทวีป หรือกลางมหาสมุทร การศึกษาธรณีฟิสิกส์สมัยใหม่ยังศึกษาไปถึงชั้นบรรยากาศนอกโลกอีกด้วย..” “อย่างเช่น..ชั้นไอโอโนสเฟียร์ หรือแม็กนีโตสเฟียร์ซึ่งเป็นช่วงที่มีสนามแม่เหล็กสูง หรือแม้แต่คุณสมบัติทางกายภาพที่แผ่ขยายไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น..” หนิงหลิงยู่อธิบายออกมาอย่างละเอียดเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้เพิ่งจะมาเลือกสาขาวิชาที่ต้องการเรียนในตอนนี้ แต่เธอได้ศึกษาอย่างละเอียดมาก่อนล่วงหน้าแล้ว! หลิงหยุนถึงกับอึ้งไป..และหลังจากที่คิดวิเคราะห์ตามคำอธิบายของหนิงหลิงยู่แล้ว เขาก็รีบถามขึ้นว่า “หมายความว่าธรณีฟิสิกส์นี้จะศึกษาตั้งแต่การก่อตัวและการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมไปถึงมหาสมุทร ชั้นบรรยากาศ และปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาอื่นๆอย่างเช่น ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว หรือแม้แต่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆอย่างดวงจันทร์ด้วยงั้นสิ!” หนิงหลิงยู่พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจพร้อมกับตอบไปว่า“ถูกต้อง! พี่ฉลาดมาก!’ หลิงหยุนถึงกับอึ้งไปและในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดหนิงหลิงยู่จึงได้เลือกเรียนสาขาวิชานี้ นั่นเพราะนิสัยส่วนตัวของหนิงหลิงยู่นั้นรักและชื่นชอบการสำรวจธรรมชาติของโลกนั่นเอง! เมื่อใดก็ตามที่หลิงหยุนและหนิงหลิงยู่ได้อยู่กันตามลำพังเขาก็มักจะได้ยินเธอพูดเสมอว่าอยากจะไปเที่ยวตามภูเขาแม่น้ำที่มีชื่อเสียง และต้องการไปสำรวจความลึกลับของผืนโลกนี้.. และสถานที่ที่เธออยากจะไปมากก็คือป่าดงดิบขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ ยอดเขาเอเวอเรส แล้วก็ทะเลทรายซาฮาร่า เธอต้องการไปสำรวจสถานที่ที่ผู้คนเข้าถึงได้ยาก เธออยากรู้อยากเห็นว่าผู้คนที่นั่นใช้ชีวิตกันอย่างไร และมีประวัติความเป็นมาเช่นใด? เมื่อครั้งที่หลิงหยุนพาเจ้าขาวปุยไปกลายร่างถึงเกาะเตียวหยูนั้นเมื่อกลับมาเขาก็ได้เล่าให้หนิงหลิงยู่ฟัง และนั่นทำให้เธอรู้สึกประทับใจอย่างมาก! ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้หนิงหลิงยู่เองก็ได้ฝึกฝนวิชาดาราคุ้มกายจนเกือบจะสำเร็จขั้นที่หนึ่งแล้ว! เหตุใดหลิงหยุนจึงต้องให้หนิงหลิงยู่ฝึกวิชาดาราคุ้มกายอย่างนั้นหรือนั่นเพราะพลังจันทรา และพลังสุริยะนั้นจะช่วยให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่สงบ! สำหรับหลิงหยุนแล้ว..สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สำหรับเด็กสาวอายุสิบแปดปีที่เฉลียวฉลาด เธอจึงมีความอยากรู้อยากเห็นมากเป็นพิเศษ! ในเมื่อคนเราไม่ต้องคอยวุ่นวายกังวลอยู่กับเรื่องปากท้องหรือเงินทองแล้ว สิ่งที่คนเราต้องการตอบสนองมากที่สุดจะเป็นอะไรไปได้ หากไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็น! หนิงหลิงยู่เองก็เช่นกัน..เธอก็ไม่สามารถต้านทานความอยากรู้อยากเห็นของตนเองได้ และหลังจากที่ใคร่ครวญอยู่นาน เธอจึงเลือกที่จะเรียนสาขาวิชาเฉพาะทางเช่นนี้ และที่สำคัญเธอตั้งใจที่จะนำวิชาความรู้ด้านนี้มาช่วยหลิงหยุน! สำหรับคนธรรมดาสามัญการเรียนในสาขาวิชาลักษณะนี้อาจดูเหมือนไม่สามารถทำเงินได้มาก แต่สำหรับหลิงหยุนแล้ว.. ความรู้เฉพาะทางเหล่านี้กลับจะเป็นประโยชน์กับเขาอย่างมากในวันข้างหน้า เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิงหยุนก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เขาเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาได้ และได้แต่ยืนมือออกไปโอบไหล่หนิงหลิงยู่ไว้แน่นต่อหน้าแขกจำนวนมาก! และหลิงหยุนส่งกระแสจิตบอกหนิงหลิงยู่.. -เด็กโง่!เลือกเรียนเพื่อพี่เหรอนี่.. พี่ใหญ่มีความรู้เรื่องภูมิศาสตร์กับดาราศาสตร์แล้ว แต่จะเรียนสิ่งเหล่านี้จากเธอด้วย!- หลิงหยุนโอบไหล่เธอแน่นต่อหน้าแขกเหรื่อมากมายเช่นนี้หนิงหลิงยู่จึงรู้สึกเก้อเขิน และตอบหลิงหยุนกลับไปด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ“ฉันก็แค่อยากตามพี่ไปทุกที่เท่านั้น..”‘แค่อยากตามไปทุกที่เท่านั้น’ประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวของหนิงหลิงยู่แต่มีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่เป็นร้อยเป็นพันที่ต้องการสื่อสารให้หลิงหยุนรู้แต่หลิงหยุนกลับไม่ฉุกคิดเขาเพียงแค่ยิ้มและตอบกลับไปว่า “แต่เมื่อไหร่ที่เธอมีแฟน เธอก็จะไม่พูดแบบนี้แล้ว.. เชื่อพี่สิ!”คำพูดของหลิงหยุนทำให้ร่างกายของหนิงหลิงยู่เปลี่ยนเป็นแข็งทื่อและสั่นเทิ้มทันที!หลิงหยุนตกใจจนต้องรีบถามออกไปว่า“หลิงยู่.. จู่ๆเป็นอะไรขึ้นมา!”หลิงหยุนรู้ว่าเวลานี้หนิงหลิงยู่ได้เข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นโฮ่วเทียน-9แล้ว และจะสามารถเข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน-9 ได้ทุกเมื่อ“มะ..ไม่มีอะไรนี่!”หนิงหลิงยู่รู้สึกเย็นยะเยือกราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็งจิตใจของเธอเปลี่ยนเป็นขมขื่นอย่างที่สุด และน้ำเสียงที่สดใสก็เปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยขึ้นมาทันทีหนิงหลิงยู่กัดริมฝีปากแน่นและค่อยๆผละออกจากอ้อมแขนของหลิงหยุน และเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบสาวงามมากมายกำลังยืนอยู่ที่ทางเดินกลางห้องจัดเลี้ยง และทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่หลิงหยุนไป๋เซียนเอ๋อหลินเมิ่งหาน เหยาลู่ เสี่ยวเม่ยหนิง เกาเฉินเฉิน หลงหวู่ เหมี่ยวเสี่ยวเหมา และอีกมากมาย ทั้งหมดได้ออกมายืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งแล้ว และสายตาของพวกเธอก็ล้วนแล้วบ่งบอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไรหญิงสาวทุกคนต่างก็รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่หนิงหลิงยู่ยืนอยู่ข้างกายหลิงหยุนหรืออยู่ในอ้อมแขนของหลิงหยุนนั้น หญิงสาวคนอื่นจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่พวกเธอจะหึงหวงหรือว่าอิจฉา อีกทั้งคงไม่มีใครกล้าที่จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหนิงหลิงยู่อย่างแน่นอน!หนิงหลิงยู่เงียบไปและไม่พูดอะไรอีกแต่หลิงหยุนยังคงกังวล จึงถามย้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย“หลิงยู่..เธอไม่เป็นอะไรจริงๆใช่มั๊ย อย่าทำให้พี่ใหญ่ตกใจสิ!”ในแววตาของหลิงหยุนนั้นบ่งบอกว่าไม่ว่าจะเป็นของขวัญอะไรที่ได้รับในคืนนี้ หรือแม้แต่ชัยชนะ ก็ไม่มีอะไรที่จะเทียบกับหนิงหลิงยู่ได้!ใบหน้างดงามของหนิงหลิงยู่เปลี่ยนเป็นเย็นชาและตอบหลิงหยุนด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว “พี่ใหญ่ตะ.. ฉันไม่เป็นอะไร ฉันแค่คิดถึงแม่!”เมื่อได้ยินชื่อของฉินจิวยื่อจิตใจของหลิงหยุนก็สั่นไหวขึ้นมาทันที ใบหน้าหล่อเหลานั้นนิ่งไป และรีบยื่นมืออกมาโอบไหล่ของหนิงหลิงยู่ไว้อีกครั้งพร้อมกับบอกไปว่า“อ่อ..ที่แท้หลิงยู่ของพี่ก็คิดถึงแม่นี่เอง! วางใจได้.. รอให้พี่ใหญ่เสร็จภารกิจพวกนี้ก่อน หากยังคงไม่ได้ข่าวคราวของแม่ พี่จะพาเธอไปรับแม่ที่เขาเทียนซันด้วยตัวเอง!”ตั้งแต่ที่ฉินจิวยื่อเดินทางไปยังสำนักกระบี่เทวะที่เขาเทียนซันนั้นจนป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวคราวเลยแม้แต่น้อย การที่หนิงหลิงยู่จะคิดถึงแม่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร!“หลิงยู่..พี่เข้าใจความรู้สึกของเธอดี พี่เองก็คิดถึงแม่เหมือนกัน! แต่ในเมื่อน้าหญิงไม่เคยพูดถึงแม่เลย พี่คิดว่าแม่ก็คงจะไม่เป็นอะไร เธออย่ากังวลใจไปเลยนะ!”หลิงหยุนรีบปลอบปะโลมหนิงหลิงยู่ที่มีสีหน้าหม่นหมอง..เมื่อพูดถึงฉินตงเฉี่วย..หลิงหยุนก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าป่านนี้นางยังไม่ขึ้นมาชั้นห้าเลย จึงเปิดจิตหยั่งรู้สำรวจดู!ฉินตงเฉี่วยยังคงอยู่ที่ชั้นสี่เธอกำลังยืนเอามือไขว้หลังจ้องมองสายฝนที่กระหน่ำลงมาอยู่ที่ด้านนอกหน้าต่างเงียบๆหลิงหยุนเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่แอบคิดในใจว่า‘ดูเหมือนน้าหญิงจะมีเรื่องกังวลใจ!’แต่แล้วหลิงหยุนก็ได้ยินเสียงแจ้วๆขึ้นที่ข้างหู..–แอบมองอะไรเจ้าเด็กดื้อเจ้าจัดการธุระเสร็จแล้วก็รีบมาพบข้า ข้ามีบางอย่างต้องบอกกับเจ้า!-เวลานี้ฉินตงเฉี่วยเข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-5แล้ว แม้ว่าจะไม่มีจิตหยั่งรู้เหมือนหลิงหยุน และเธอก็ไม่รู้ว่าหลิงหยุนมีสิ่งนี้! หลิงหยุนเองก็คิดไม่ถึงว่าฉินตงเฉี่วยจะจับได้ว่าเขากำลังแอบดูนางอยู่และสำหรับยอดฝีมือที่จะรับรู้อะไรเช่นนี้ได้นั้นอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในด่านกลางของขั้นเซียงเทียน!แต่นั่นเป็นเพราะหลิงหยุนเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะปิดบังซ่อนเร้นไม่เช่นนั้นแม้แต่ยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-7 ก็อย่าหวังที่จะจับได้!หลิงหยุนตอบยิ้มๆ“ข้าทราบ.. คงอีกราวหนึ่งชั่วโมง!”ตั้งแต่หลิงหยุนกลับมาจากปักกิ่งเขายังไม่มีโอกาสคุยกับฉินตงเฉี่วยตามลำพังเลย และเขาเองก็มีเรื่องราวมากมายที่ต้องการคุยกับนาง!หลิงหยุนถอนจิตหยั่งรู้ออกมาและมองหนิงหลิงยู่ด้วยแววตาอ่อนโยนอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพูดกับแขกด้านล่าง“ขอบคุณแขกท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีกับผมในคืนนี้ ขอเชิญทุกท่านรับประทานอาหารกันให้อร่อยนะครับ!”“เอาล่ะ..ลงไปกันได้แล้ว!”หลิงหยุนร้องบอกทุกคนพร้อมกับโอบไหล่ของหนิงหลิงยู่เดินลงจากเวทีไป..บทที่ 864 : ความผิดพลาดครั้งใหญ่!ภายในห้องชั้นบนสุดของโรงแรมไคเฉวียน..สัญญาโอนทรัพย์สินทั้งหมดได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วและเวลานี้กำลังวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้รอการเซ็นเท่านั้น..กู่เหลียนเฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกราวกับมีเข็มแหลมทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลาลำคอของเขาตั้งตรงและนั่งนิ่งราวกับท่อนไม้ที่ตายแล้ว ไหล่ที่ตกนั้นสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง แววตาหม่นหมองและเศร้าสร้อยนั้น จ้องมองไปยังโต๊ะไม้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย..ข้อความในสัญญาฉบับนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือนเช่นเอกสารประมูลงานแต่มันคือกระดาษขนาด A4 ราวสองสามแผ่นที่เพิ่งถูกสั่งพิมพ์ออกมาทางเครื่องปริ๊นเตอร์หมาดๆ