ตอนที่ 479
บทที่ 869 -870
October 22, 2026
บทที่ 869 : ช่วยฉีเสี่ยวหง! แม้ว่าหลิงหยุนจะไม่ได้ถามถึงรายละเอียดเขาก็สามารถเข้าใจได้แจ่มแจ้ง และคาดเดาเรื่องราวต่างๆได้.. สายฝนซึ่งเกิดจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจนทำให้เกิดพายุฝนที่มาผิดเวลา แต่ด้วยมิตรภาพที่เพื่อนๆมีให้กับหลิงหยุน ทุกคนจึงบากบั่นฝ่าพายุฝนมาให้กำลังใจ และร่วมแสดงความยินดีกับหลิงหยุนมากมายเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งจากก้นบึ้งของหัวใจ.. หลิงหยุนจึงต้องเลี้ยงรับรองเพื่อนๆของเขาทุกคนให้อิ่มหนำสำราญและมีความสุข! และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการภารกิจครั้งนี้ก็คือถังเมิ่งตี้เสี่ยวอู๋ อาปิง หนิงหลิงยู่ และเสี่ยวเม่ยหนิง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้หลิงหยุนไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง เพราะเขายังมีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการ เรื่องช่วยชีวิตคนนั้นย่อมสำคัญกว่า! ฉินตงเฉี่วยเดินออกจากประตูโรงแรมพร้อมกับถือร่มติดมือมาด้วยหลิงหยุนจึงได้แต่ยิ้มและหยอกเย้าไปว่า “น้าหญิง..ที่จอดรถอยู่ใกล้แค่นี้เอง เหตุใดท่านยังต้องถือร่มมาด้วย” ฉินตงเฉี่วยทำตาดุใส่หลิงหยุนพร้อมกับพูดขึ้นว่า“ข้าไม่ได้เอามาให้ตัวเอง ข้าเตรียมไว้สำหรับสาวน้อยผู้นั้นต่างหากเล่า!” หลิงหยุนถึงกับอึ้งไปเพราะไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้ และได้แต่คิดว่าฉินตงเฉี่วยนั้นช่างละเอียดรอบคอบนัก แล้วรีบวิ่งตรงไปที่รถของถังเมิ่งทันที.. “โอ้โห..นับวันน้าหญิงของข้ายิ่งแข็งแกร่งขึ้นมาก เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียวเสื้อผ้าของท่านก็แห้งแล้วหรือนี่” หลิงหยุนซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งคนขับรถหันไปมองฉินตงเฉี่วยที่นั่งอยู่ด้านข้างพร้อมกับร้องตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ หลิงหยุนนั้นเคลื่อนที่ได้รวดเร็วอย่างที่สุดแต่มังกรพรางร่างของฉินตงเฉี่วยก็ไม่เลวนัก แต่ถึงกระนั้นผมยาวสลวยของนางก็ชื้นไปด้วยน้ำฝน แต่ระหว่างที่สตาร์ทรถหลิงหยุนก็แกล้งหยอกเย้าฉินตงเฉี่วย “น้าหญิง.. เสื้อผ้าแห้งก็จริง แต่ผมยังของท่านยังเปียกอยู่เลย!” ที่หลิงหยุนพูดไปเช่นนั้นก็เพราะว่า..เวลานี้เขาอยู่ในระดับสูงสุดขั้นปรับร่างกาย-9 แล้ว ลมปราณที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายจึงกระจายเป็นรัศมีอยู่รอบตัว และทำหน้าที่ห่อหุ้มผิวหนังไว้หนึ่งชั้น ดังนั้นไม่ว่าพายุฝนจะหนักเพียงใด เม็ดฝนก็ไม่สามารถตกต้องสัมผัสเนื้อตัวของเขาได้! แต่ฉินตงเฉี่วยนั้นมีพลังปราณที่ด้อยกว่าหลิงหยุนในขั้นเซียงเทียน-5 นั้น แม้จะมีลมปราณที่ทรงพลังหมุนเวียนอยู่ภายในร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมไปถึงเส้นผม มันจึงโดนฝนและยากที่จะแห้งได้ในเวลาอันรวดเร็ว.. แต่ภาพเส้นผมที่ดกดำเป็นมันวาวราวกับน้ำตกและมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่นั้น เมื่อสะท้อนกับแสงไฟในรถ จึงเกิดเป็นประกายระยิบระยับเน้นให้ใบหน้าที่งดงามของฉินตงเฉี่วยนั้นชวนมองมากยิ่งขึ้น ฉินตงเฉี่วยทำเสียงดุ“เจ้าเด็กดื้อ.. นี่เจ้ามัวแต่มองอะไร ยังไม่รีบออกรถอีก!” “โอ้โหน้าหญิง..ท่านช่างงดงามมากจริงๆ!” หลิงหยุนแสร้งทำเป็นโง่และเอ่ยชมฉินตงเฉี่วยแล้วจึงค่อยเหยียบคันเร่งขับออกจากประตูโรงแรมไคเฉวียนหายไปท่ามกลางม่านสายฝน ตอนนี้หลิงหยุนใช้ระบบGPS ที่ติดตั้งในรถเป็นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องโทรหาใครเพื่อสอบถามเส้นทางอีก และเพียงแค่กำหนดตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาล เส้นทางก็ปรากฏขึ้น นำพาไปยังจุดหมายปลายทางทันที ท่านกลางน้ำที่เจิ่งนองเต็มท้องถนนราวกับแม่น้ำนั้นหลิงหยุนขับรถไปด้วยความเร็วสูง และเพียงไม่ถึงยี่สิบนาที ทั้งคู่ก็ไปถึงหน้าประตูโรงพยาบาล หลังจากที่เข้าไปในโรงพยาบาลแล้วหลิงหยุนก็ค่อยๆชะลอความเร็วลง และเริ่มเปิดจิตหยั่งรู้ออกสำรวจดูอีกครั้ง เขาขับรถวนหาอาคารผู้ป่วยใน เมื่อพบแล้วจึงขับรถไปจอดไว้ที่หน้าอาคาร แต่เมื่อทั้งคู่ลงมาจากรถและต้องการที่จะเข้าไปภายในอาคารนั้น ก็เกิดปัญหาเล็กน้อย เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนายร้องห้ามไว้ “นี่มันสี่ทุ่มแล้ว!หมดเวลาเยี่ยมคนไข้แล้ว! ถ้าต้องการมาเยี่ยมคนไข้ กรุณามาใหม่พรุ่งนี้!” หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับหยิบบุหรี่ชั้นเยี่ยมออกมาสองซองเขานำไปวางไว้ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคน และตอบกลับด้วยความสุภาพ “ขอโทษครับ..พวกเราไม่ได้มาเยี่ยมคนไข้ แต่จะมารับน้องสาวออกจากโรงพยาบาล ขอพวกเราขึ้นไปหน่อยนะครับ!” หลิงหยุนตอบกลับด้วยความสุภาพแต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนจะไม่ยี่หระนัก.. “มารับน้องสาวออกจากโรงพยาบาลก็ต้องมีใบอนุมัติจากแพทย์ผู้รักษา ใหนล่ะใบอนุมัติจากแพทย์ เอาออกมาให้พวกเราดูด้วย!” และดูเหมือนเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนจะกำลังตกตะลึงกับความงดงามของฉินตงเฉี่วยเพราะสายตากระเหี้ยนกระหือราวกับหมาป่าของพวกมันนั้น จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของฉินตงเฉี่วยโดยไม่สนใจแม้แต่จะมองหลิงหยุน และเขาก็ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกของพวกมัน.. คิ้วสวยได้รูปทั้งสองข้างที่อยู่บนใบหน้าขาวนวลของฉินตงเฉี่วยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างรำคาญ.. สีหน้าของหลิงหยุนเปลี่ยนไปทันทีเขาเอื้อมมือไปหยิบบุหรี่ทั้งสองซองเมื่อครู่กลับไปไว้ในแหวนพื้นที่ดังเดิม แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา.. “ไม่มี..” “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาใหม่พรุ่งนี้แต่ถ้าอยากจะเข้าไปเยี่ยมน้องสาวตอนนี้ คุณก็เข้าไปได้แค่คนเดียว ส่วนแม่สาวคนสวยนั่นต้องรออยู่ที่นี่!” สายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างงดงามของฉินตงเฉี่วยจึงไม่ทันสังเกตเห็นหลิงหยุนหยิบบุหรี่ทั้งสองซองกลับคืนไป “หลีกทาง!” หลิงหยุนหมดความอดทนและร้องบอกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าแขนของฉินตงเฉวี่ย แล้วเดินตรงเข้าไปด้านในอาคารทันที “นี่..พวกคุณสองคนจะทำอะไร!” เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนเห็นหลิงหยุนกำลังจะเดินเข้าไปด้านในอาคารก็รีบลุกขึ้นไปขวางไว้ทันที หนึ่งในนั้นวิ่งตรงไปและพยายามจะเอื้อมมือไปจับไหล่ของฉินตงเฉี่วย“รนหาที่ตาย..”ในที่สุดหลิงหยุนก็หมดความอดทนเขาถอยหลังกลับมาพร้อมกับยื่นมือซ้ายออกไปจับแขนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งบิดเบาๆ“โอ๊ย!!”เสียงร้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งซึ่งพยายามจะคว้าไหล่ของฉินตงเฉี่วยไว้กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด..จากนั้นหลิงหยุนก็หันไปปล่อยลมปราณผ่านนิ้วไปที่หัวเข่าของเจ้าหน้าที่รักษความปลอดภัยอีกคนจนล้มลงเข่ากระแทกพื้น และกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด..“แค่ทำหน้าที่เฝ้าประตูโรงพยาบาลแต่กลับทำตัวกร่างไร้ยางอาย..!”หลิงหยุนทำเสียงไม่พอใจและไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง เขาดึงมือฉินตงเฉี่วยตรงเข้าไปขึ้นลิฟท์ทันที“เข้าไปข้างในกันดีกว่าอย่าอยู่ใกล้เจ้าสองคนนั่นเลย!”เมื่อเห็นหลิงหยุนกับฉินตงเฉี่วยเดินขึ้นลิฟท์ไปแล้วครอบครัวของคนไข้อีกราวเจ็ดแปดคนที่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองคนห้ามเข้า ก็รีบวิ่งตามหลิงหยุนเข้าไปด้วยทันทีหลิงหยุนจูงมือฉินตงเฉี่วยเข้าไปในลิฟท์และเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังคงจับมือของนางอยู่ ใบหน้าของหลิงหยุนจึงเริ่มแดง และรีบปล่อยมือทันทีแต่ฉินตงเฉีวยกลับมีสีหน้าเรียบเฉยริมฝีปากของนางแย้มยิ้มพร้อมกับดุว่า “ก็แค่คนธรรมดาสองคน.. เจ้าทำอะไรลงไป”หลิงหยุนขยิบตาพร้อมกับพูดว่า“ก็พวกมันไม่ให้ข้าเข้า.. ข้าก็ไม่รู้จะใช้วิธีใดแล้ว อีกอย่าง.. พวกมันไม่ควรมองท่านด้วยสายตาแบบนั้น เพราะนั่นเท่ากับว่าพวกมันรนหาที่ตาย!”“นี่เจ้า..”ฉินตงเฉี่วยยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า “นี่เจ้าโกรธเพราะเรื่องนี้จริงๆงั้นรึ!”ลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดอย่างรวดเร็วหลิงหยุนและฉินตงเฉี่วยต่างก็เดินออกมาจากลิฟท์ ทั้งคู่เดินตรงไปยังห้อง 722 และพบชายร่างใหญ่สองคนยืนอยู่หน้าประตูทำหน้าที่คล้ายบอดี้การ์ด“พี่หยุน!”เมื่อหลิงหยุนมาถึงชายร่างใหญทั้งสองคนก็รีบร้องทักทาย และพวกเขาก็คือพี่น้องแก๊งมังกรเขียวที่ถังเมิ่งส่งมาคุ้มกันฉีเสี่ยวหง..“อืมม..” หลิงหยุนพยักหน้าพร้อมกับถามต่อว่า “คนป่วยเป็นยังไงบ้าง”หนึ่งในนั้นตอบว่า“ตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัว!”หลิงหยุนถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันพร้อมกับพูดเสียงเบา“ข้างบนนี้ไม่มีอะไรแล้ว พวกนายสองคนลงไปจัดการกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยข้างล่างสองคนที่อยู่ข้างล่างก่อน ฉันเพิ่งสั่งสอนพวกมันไป!”“ครับพี่หยุน!”พี่น้องแก๊งมังกรเขียวทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกับเดินจากไป..หลิงหยุนค่อยๆผลักประตูห้องเข้าไป และฉินตงเฉี่วยก็เดินตามเข้าไป เขาพบร่างของฉีเสี่ยวหงที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย..ฉีเสี่ยวหงนั้นอายุยังไม่ถึงสิบหกปีด้วยซ้ำไปรูปร่างก็ยังซูบผอม แต่ใบหน้านั้นมีส่วนคล้ายคลึงกับฉีเสี่ยวชิงพี่สาวของเธอไม่มีผิด ดูเหมือนทั้งคู่จะสวยมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่..ฉีเสี่ยวหงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยใบหน้าซีดเซียว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ ลมหายใจดูอ่อนระทวย ภาพของเธอนั้นดูราวกับนางฟ้าน้อยๆที่กำลังหลับไหล..หลิงหยุนเหลือบมองขวดยาที่วางอยู่ข้างเตียงก็พบว่ามันเป็นเพียงกลูโคลสธรรมดาเท่านั้น จึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เขาแค่กังวลว่าหมอจะให้ยาร้อยแปดพันเก้ากับฉีเสี่ยวหงมากว่า เพราะจากคนที่ไม่ป่วย ก็จะกลายเป็นมีปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมายฉินตงเฉี่วยเดินเข้าไปยืนข้างเตียงของฉีเสี่ยวหงหลังจากยืนจับชีพจรของฉีเสี่ยวหงนิ่งราวครึ่งนาที นางก็ใช้กระแสจิตคุยกับหลิงหยุน–โชคดีที่นางแค่หลับไป!นางถูกสกัดจุดไว้ หากเจ้าไม่รีบคลายจุดให้นาง ดูท่าแม่สาวน้อยผู้นี้คงต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราแน่!-หลิงหยุนนั้นรู้แต่แรกแล้วเขาไม่จำเป็นต้องตรวจชีพจรของฉีเสี่ยวหงด้วยซ้ำไป เขาสันนิษฐานไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ฉีเสี่ยงหงน่าจะถูกหนึ่งในสามยอดฝีมือของตระกูลซันสกัดจุดไว้ และที่สำคัญมันคือการกระทำที่โหดเหี้ยมนัก..“ข้าจะไม่ไว้ชีวิตพวกมันแน่!”หลิงหยุนคำรามออกมาจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ข้าจะคลายจุดให้นางก่อน”หลิงหยุนเดินวิชาพลังลับหยินหยางและจัดการถ่ายเทลมปราณไปที่นิ้วทั้งสาม และทำการคลายจุดให้ฉีเสี่ยวหงทันทีจากนั้นหลิงหยุนจึงทำการถ่ายเทพลังชี่ไปตามเส้นลมปราณของฉีเสี่ยวหงที่ถูกปิดตายมานานถึงสองสามวันสิบนาทีต่อมา..ฉีเสี่ยวหงจึงตื่นขึ้น และค่อยๆลืมตาขึ้นมอง เธอลืมตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันหน้าไปมองหลิงหยุน และถามขึ้นว่า“ที่นี่ที่ใหนฉัน.. ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วแม่กับพี่สาวของฉันล่ะ?”หลิงหยุนถอนหายใจแม่กับลูกสาวอีกสองคน ทั้งสามต้องทนทุกข์กับหายนะครั้งใหญ่ในชีวิต แต่ในใจกลับคิดถึงแต่กันและกัน“แม่กับพี่สาวของคุณสบายดีแล้วตอนนี้คุณก็ไม่เป็นอะไรแล้วสาวน้อย! พวกเราจะมาพาคุณกลับไปหาแม่กับพี่สาวนะ..”หลิงหยุนพยายามพูดและยิ้มให้ฉีเสี่ยวหงอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน..แต่จู่ๆฉีเสี่ยวหงก็ดิ้นรนขัดขืน เธอมองหลิงหยุนด้วยความหวาดระแวงพร้อมกับร้องตะโกนออกมาเสียงดัง.“แก..พวกแกเป็นใคร จะพาฉันไปใหน?”