ตอนที่ 489
บทที่ 889-890
October 22, 2026
บทที่ 889 : เส้นทางใคร เส้นทางมัน! เมื่อได้ยินว่าหลิงหยุนจะให้เครื่องบินส่วนตัวไปส่งที่ฮ่องกงมู่หลงเฟยจื่อก็ถึงกับงุนงง แม้เธอจะเป็นคนมีฐานะ แต่ก็ไม่ชอบความสิ้นเปลืองที่ไม่จำเป็น “ห๊ะ!บินไปแค่สองชั่วโมงนี่นะ?!” ราคาเช่าเครื่องบินส่วนตัวจากที่นี่ไปฮ่องกงก็ต้องมีหลายแสนหยวนมู่หลงเฟยจื่อไม่ต้องการใช้เงินไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็นแบบนี้ หลิงหยุนยิ้มบางพร้อมกับตอบไปว่า“ใครบอกจะให้คุณเช่าเครื่องบินสวนตัวล่ะ ผมจะให้เครื่องบินส่วนตัวของผมไปส่งคุณต่างหากล่ะ!” “อะไรนะ!นี่นาย.. นายมีเครื่องบินส่วนตัวด้วยงั้นเหรอ?! ทำไมฉันไม่เคยรู้เลยล่ะ?” มู่หลงเฟยจื่อร้องตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกแปลกใจและอัศจรรย์ใจ เธออยู่จิงฉูมาตั้งนาน แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลิงหยุนมีเครื่องบินส่วนตัว.. และหากหิงหยุนซื้อเครื่องบินส่วนตัวจริงเธอก็น่าจะได้ข่าวคราวบ้าง.. “เอ่อ..ความจริงแล้วเป็นเครื่องบินส่วนตัวของปู่ผม ท่านปู่ส่งมาเพื่อรับผมกลับ..” “งั้นเหรอ!” มู่หลงเฟยจื่อนึกขึ้นมาได้ว่าหลิงหยุนไปปักกิ่งครั้งนี้ก็เพื่อไปพบกับครอบครัวที่แท้จริงของตนเองและตระกูลหลิงก็เป็นถึงหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งปักกิ่ง ดังนั้นการจะมีเครื่องบินส่วนตัวสักสองสามลำ ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร “ดูท่าท่านปู่ของนายคงจะรักและเป็นห่วงนายมากสินะ!ฉันขอแสดงความยินดีด้วย!” มู่หลงเฟยจื่อร้องบอกเสียงเบา มู่หลงเฟยจื่อยินดีกับหลิงหยุนด้วยใจจริงก่อนหน้านี้หลิงหยุนมีชีวิตที่ค่อนข้างรำเค็ญ แต่เธอก็ตกหลุมรักไปแล้ว และไม่ว่าหลิงหยุนจะเป็นใคร ชาติกำเนิดเช่นใด เธอก็ยังรักอยู่ดี.. มู่หลงเฟยจื่อเคยภาคภูมิใจในตัวเองและภาคภูมิใจกับธุรกิจจิวเวลรี่ของตนเอง แต่ตอนนี้ฐานะของหลิงหยุนได้กลายเป็นนายน้อยแห่งตระกูลหลิงไปแล้ว ฐานะของเธอเวลานี้จึงแตกต่างกับหลิงหยุนมาก! MurongFeixue โชคดีตามธรรมชาติแม้หลังจากที่โชคดีโชคดีที่ตัวเองไม่ได้ถือไว้นานเกินไปหากมันเป็นขั้นตอนต่อมาหลิงหยุนมีเหตุผลที่สงสัยว่าเธอไม่ได้รักหลิงหยุน แต่มีความพยายามอื่น ๆ มู่หลงเฟยจื่อนึกดีใจที่เธอตกหลุมรักหลิงหยุนก่อนหน้านี้เพราะไม่เช่นนั้น.. หลิงหยุนอาจจะคิดว่าเธอรักเขาเพราะฐานะที่สูงส่งของเขาก็ได้ และหากเป็นเช่นนั้น เธอเองก็คงจะเสียใจอย่างมาก “ตามนี้ก็แล้วกัน!” หลิงหยุนไม่รอช้า..เขารีบหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาฉางจวิ้น และขอให้ฉางจวิ้นจัดการประสานงานกับทางสนามบินจิงฉู เพื่เตรียมไปส่งมู่หลงเฟยจื่อที่ฮ่องกง “เอาล่ะ..คุณไปเตรียมตัวจัดกระเป๋าไปสนามบินได้แล้ว!” หลังจากวางสายจากฉางจวิ้นแล้วหลิงหยุนก็หันไปบอกมู่หลงเฟยจื่อ.. ศาลาเทียนสี่นั้นมีสาขาอยู่ที่ประเทศฮ่องกงและมู่หลงเฟยจื่อก็มีบ้านอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน เธอจึงไม่ต้องจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้อะไรไปด้วยมากมายนัก จึงมีเพียงกระเป๋าเดินทางแค่ใบเดียว และเธอก็ได้จัดเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หลิงหยุนช่วยยกกระเป๋าของมู่หลงเฟยจื่อไปไว้ที่ท้ายรถมู่หลงเฟยจื่อมองรถมาเซราติของตนเองพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงขัดใจ “นี่มันรถของฉัน!” หลิงหยุนได้แต่ยกมือขึ้นเกาศรีษะแกรกๆ“ถ้าพี่มู่หลงอยากได้คืน.. ก็เอากลับไปได้เลย!” “ใครบอกว่าฉันอยากได้คืนล่ะ” มู่หลงเฟยจื่อตอบอายๆ“ฉันยังจำได้ที่นายแกล้งฉันวันนั้นได้!” หลิงหยุนหัวเราะเสียงดังแล้วตอบกลับไปว่า “ความจริงแล้ว.. ผมก็ยกรถคันนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิดกับหลิงยู่แล้ว..” หลิงหยุนเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับและเรียกมู่หลงเฟยจื่อให้ขึ้นรถ “เอาล่ะ.. ขึ้นรถได้แล้ว!” มู่หลงเฟยจื่อบิดสะโพกขึ้นไปนั่งตำแหน่งข้างคนขับและยื่นมือไปหยิกเอวหลิงหยุนพร้อมกับพูดขึ้นว่า “วันนั้นฉันให้เช็คนายไปตั้งสิบล้านแล้วต่อมาก็ตราหยกเทียนสี่!” มู่หลงเฟยจื่อรีบหยุดทันทีและไม่พูดต่อเพราะไม่เช่นนั้นเธอคงต้องพูดออกไปว่า ‘แม้กระทั่งตัวฉันก็ยกให้นาย..’ ทันทีที่ได้รับคำสั่งจากหลิงหยุนฉางจวิ้นกับซู่รุ่ยก็รีบปฏิบัติตามทันที ทั้งคู่ได้ประสานงานกับท่าอากาศยานเมืองจิงฉูเพื่อขอเส้นทางบิน และเมื่อมาพบหลิงหยุนทุกอย่างก็พร้อมแล้ว เหลือเพียงแค่รอให้มู่หลงเฟยจื่อขึ้นเครื่องเท่านั้น “หลิงหยุน..นายต้องคิดถึงฉันนะ! แล้วถ้าฉันคิดถึงนาย โทรหานาย นายต้องรับสายฉันด้วย!” “ได้สิ!” “แล้วก็ห้ามไปทำอะไรกับเด็กสาวพวกนั้นด้วยถ้าฉันรู้.. ฉันจะเลิกสนใจนายทันที!” “สบายใจได้!”ครั้งนี้มู่หลงเฟยจื่อต้องอยู่ฮ่องกงเป็นเดือนเมื่อจะต้องออกเดินทางจริงๆ เธอจึงอดที่จะมีเป็นห่วงเด็กสาวรอบตัวหลิงหยุนไม่ได้ แต่ในที่สุดก็ต้องโบกมือลาหลิงหยุนขึ้นเครื่องจริงๆหลิงหยุนเดินออกจากสนามบินไปยังที่จอดรถแต่ก็ไม่รีบร้อนที่จะกลับนัก จึงยืนมองเครื่องบินที่กำลังเทคออฟ..ท่ามกลางเสียงเครื่องที่ดังกระหึ่มเครื่องบินส่วนตัวค่อยๆเชิดหัวขึ้น และนำร่างของมู่หลงเฟยจื่อทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายลับตาไป“เฮ้อ..ในเมื่อต้องการเข้าสู่ขั้นพลังชี่.. คงเลี่ยงที่จะบ่มเพาะเคียงคู่ไม่ได้สินะ..”หลิงหยุนส่ายหน้าแล้วขับรถออกจากสนามบินไป..“พี่หยุน..นี่พี่ทำอะไรอยู่ รีบๆ บอกพ่อให้ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้!”ระหว่างทางหลิงหยุนก็ได้รับโทรศัพท์จากถังเมิ่งทันทีที่รับสายเสียงโวยวายของถังเมิ่งก็ดังขึ้นทันทีหลิงหยุนหัวเราะร่าแล้วถามขึ้นว่า “นี่พวกเขายังจับตัวนายไว้อีกเหรอ”ถังเมิ่งโวยวายกลับมาทันที“ใช่สิ! พวกเขาไม่ได้ขังฉัน แต่ก็ให้ฉันนั่งดื่มชาอยู่ในห้องพี่กัง แต่ก็ไม่ยอมให้ฉันกลับไป..”หลิงหยุนมีความสุขอย่างมากที่เห็นถังเมิ่งร้องโวยวาย“ถ้าอย่างนั้นนายก็อยู่ต่ออีกหน่อยสิ.. ไม่แน่นะ.. อาจจะมีตำรวจสาวๆสวยๆ มาปลอบใจนายก็ได้ ฮ่า.. ฮ่า..”“เงียบไปเลยพี่หยุน!พี่รีบโทรหาพ่อเลย.. ให้พ่อปล่อยฉันออกไปได้แล้ว ฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ!”“ได้ๆฉันจะโทรเดี๋ยวนี้แล้ว!”และทันทีที่ถังเทียนห่าวได้รับโทรศัพท์จากหลิงหยุนเขาก็รีบสั่งให้ปล่อยตัวถังเมิ่งทันที..เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วหลิงหยุนก็ไม่ลืมที่จะโทรหาฉางหลิง และถามถึงสถานการณ์ที่โรงแรมไคเฉวียนก่อนอย่างอื่น จากนั้นจึงขอให้ฉางหลิงไปบอกกับเพื่อนๆ ทุกคนให้อยู่ทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมก่อน แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับ เพราะสถานการณ์ในเมืองจิงฉูตอนนี้ไม่สู้ดีนัก หากไม่จำเป็น หลิงหยุนก็ไม่อยากให้เพื่อนๆ ของเขาอยู่ที่โรงแรมนานนักองค์กรนักฆ่านั้นร้ายกาจกว่าหลี่จิ่วเจียงหลายเท่าอีกทั้งเพื่อนนักเรียนของเขาหลายคนก็ค่อนข้างใจร้อน หลิงหยุนไม่ต้องการให้พวกเขาต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องของตนเอง..ก่อนที่จะวางสายไปหลิงหยุนก็ได้บอกกับฉางหลิงว่า “คุณช่วยบอกครูกงกับเฉิงเมี่ยนด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงผม หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว ก็ให้รีบกลับบ้านกันให้เร็วที่สุด แล้วก็ระมัดระวังความปลอดภัยกันด้วย”ฉางหลิงได้ข่าวเรื่องระเบิดเมื่อคืนนี้เธอจึงบอกหลิงหยุนด้วยความเป็นห่วง และขอให้เขาระมัดระวังตัวให้มาก จากนั้นทั้งคู่ก็วางสายไป..“เฮ้อ..นี่ควรจะเป็นหน้าที่ของถังเมิ่ง!”หลังจากที่วางสายไปหลิงหยุนก็สูดลมหายใจลึกอย่างเหนื่อยหน่าย เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของถังเมิ่ง แต่ตอนนี้ถังเมิ่งถูกจับกุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจ เขาจึงต้องจัดการด้วยตัวเอง แต่ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็เกี่ยวพันถึงชีวิตของทุกคน เขาจึงต้องมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเหตุใดหลิงหยุนจึงไม่มอบหมายงานเล็กๆน้อยเหล่านี้ให้ถังเมิ่งตั้งแต่แรกนั่นเพราะหลิงหยุนเข้าใจเรื่องนี้ดี..เสมือนไก่กับอินทรีย์..ไก่ไม่สามารถบินเหินไปบนท้องฟ้าร่วมกับอินทรีได้ หากมันยังฝืนที่จะทำเช่นนั้น ก็คงต้องตกลงมาตายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าทั้งไก่และอินทรีย์นั้น ก็ยากที่บินอยู่บนเส้นทางเดียวกันได้..เช่นเดียวกับผู้บ่มเพาะตนกับคนธรรมดาสามัญคนสองประเภทนี้แม้จะอยู่ในโลกใบเดียวกัน แต่ก็แตกต่างกันราวกับอยู่กันคนละโลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต สิ่งที่ต้องเผชิญ และแม้แต่คู่ต่อสู้.. เรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้หลิงหยุนเป็นผู้บ่มเพาะตนเมื่อใดที่เขาเข้าสู่ขั้นพลังชี่ ก็เท่ากับเข้าสู่เส้นทางบ่มเพาะที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น จากนั้นทุกๆ อย่างบนโลกใบนี้จะค่อยๆ ห่างออกจากตัวเขาไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งไม่สามารถมาบรรจบกันได้อีกหลิงหยุนต้องการไปสำรวจโลกลี้ลับใบนี้และยังต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง เขาจึงต้องเสาะหาสมุนไพรที่จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตชนิดต่างๆ เพื่อเสริมให้ขั้นกำลังภายในของตนเองพัฒนาสูงยิ่งๆขึ้นชีวิตของผู้บ่มเพาะตนนั้น..นอกเหนือจากการฝึกฝนเพื่อพัฒนาขั้นที่น่าเบื่อแล้ว ก็ยังต้องคอยต่อสู้ และมีชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นความตายอยู่ตลอดเวลา!ชีวิตเช่นนี้..คนธรรมดาสามัญจึงยากนักที่จะอยู่ร่วมกับผู้บ่มเพาะตนได้ ดังเช่นที่ไก่ไม่สามารถบินร่วมเส้นทางเดียวกับอินทรีย์ได้ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ..หากมีผู้บ่มเพาะตนที่อยู่ในระดับเดียวกับหลิงหยุนบุกมาหาเขาถึงที่บ้าน และบังเอิญว่าเขาเองก็ไม่อยู่ แน่นอนว่าคนรอบตัวเขาจะถูกคนผู้นั้นสังหารตายได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าบี้มดตัวหนึ่ง..อีกอย่าง..หากหลิงหยุนอยู่ในขั้นอดอาหารเพื่อฝึกฝน เขาอาจทนได้ที่ต้องอดอาหารทั้งวันทั้งคืน แต่หากเขายังต้องคอยหาให้คนรอบข้างดื่มกิน เขาจะเอาเวลาที่ใหนฝึกฝนวิชาเล่า!เรียกได้ว่า..ด้วยความก้าวหน้าที่รวดเร็วของหลิงหยุน ผู้คนรอบตัวเขาไม่ว่าใครก็ตาม ก็จะค่อยๆ ห่างออกจากวงจรชีวิตของหลิงหยุนไปเอง เพราะไม่เช่นนั้น.. หากหลิงหยุนไม่นำพาอันตรายมาสู่ทุกคน ก็อาจเป็นว่าทุกคนกลับกลายเป็นปัญหาสำหรับหลิงหยุนแทนมนุษย์มีเส้นทางของมนุษย์..เซียนก็มีเส้นทางของเซียน!อีกไม่นานหลิงหยุนก็จะเข้าสู่ขั้นพลังชี่แล้วหลังจากนี้ความแตกต่างก็จะมีให้เห็นอย่างเด่นชัด เส้นทางของหลิงหยุนต่อไปจะยิ่งโหดร้าย และยากเข็ญมากขึ้น..หลิงหยุนรู้ดีว่า..นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดกับเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่มันคือสิ่งที่ผู้บ่มเพาะตนทุกคนจะต้องพบเจอ..ระดับขั้นการฝึกบ่มเพาะตนล้วนไม่แตกต่างกันแต่ผู้บ่มเพาะตนแต่ละคนล้วนมีจุดเริ่มต้นแตกต่างกัน หลิงหยุนบ่มเพาะตนในขณะที่ยังเป็นมนุษย์ จึงต้องพบเจอกับปัญหาที่มากมายกว่า และต้องเสาะหาวิธีในการฝึกที่หลากหลายกว่าและนี่คือสิ่งที่เรียกว่า..ชะตากรรมบนโลกใบนี้!หลังจากสิ้นสุดชะตากรรมแห่งความเป็นมนุษย์แล้วจึงจะเข้าสู่เส้นทางบ่มเพาะของเซียน..