ตอนที่ 490
บทที่ 891-892
October 22, 2026
บทที่ 891 : เทพแห่งมาร! หวังเฟยฮู๋เข้าใจคำเตือนของหลิงหยุนที่ซ่อนอยู่ในประโยคคำพูดดีเขารู้ว่าหลิงหยุนไม่ได้กลัวว่าเขาจะโกหกเลยแม้แต่น้อย เพราะหลังจากที่สอบถามจากเขาแล้ว หลิงหยุนก็ต้องไปสอบถามข้อมูลจากยอดฝีมืออีกสองคนอยู่ดี และหากคำบอกเล่าไม่ตรงกับที่เขาเล่า แน่นอนว่าเขาก็ต้องตายอย่างแน่นอน! เวลานี้มีเขามีเพียงแค่สองทางเลือกเท่านั้นคือ..จะรักษาชีวิต หรือจะทิ้งชีวิต ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากนี้แล้ว.. หวังเฟยฮู๋แสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมพลีชีพเพื่อตระกูลซันและไม่มีทางที่เขาจะยอมตายเพื่อรักษาความลับให้กับตระกูลซันอย่างแน่นอน! “ข้า..ข้าจะบอกเล่าทุกอย่างที่ข้าได้รู้ได้เห็นมาให้เจ้าฟังทั้งหมด.. ข้ายินดีบอกทุกอย่างจริงๆ!” จากนั้น..หวังเฟยฮู๋ก็ทิ้งกายพิงต้นไม้ใหญ่อย่างหมดเรี่ยวหมดแรง เขาพยายามนั่งในท่าทางที่สบายที่สุดก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องต่างๆ ให้หลิงหยุนฟัง.. “พวกเราทั้งสามคนมาที่นี่..จุดประสงค์ก็เพื่อคุ้มครองหลี่จิ่วเจียง..” “แต่จุดประสงค์หลักก็คือมาหาข่าวคราวเกี่ยวกับตัวท่านแล้วรายงานทุกอย่างให้ตระกูลซันทราบในทันที..” “ท่านสังหารคนตระกูลซันไปมากมายครั้งนี้ตระกูลซันจึงได้เชิญยอดฝีมือระดับปรมาจารย์มาเพื่อจัดการกับท่าน อีกทั้งยังร่วมมือกับตระกูลเฉินด้วย พวกเขาจะต้องสังหารท่านให้ได้โดยเร็วที่สุด!” “..” หวังเฟยฮู๋นั้นอยู่ในระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-4ซึ่งนับว่าอยู่ในด่านกลางของขั้นเซียงเทียนแล้ว ดังนั้นฐานะของเขาในตระกูลซันจึงนับว่าสูงส่งพอที่จะเข้าร่วมประชุมลับกับคนสำคัญในตระกูลซันได้ จึงรู้เรื่องราวภายในตระกูลซันได้เป็นอย่างดี หวังเฟยฮู๋เล่าไปนานกว่ายี่สิบนาที..และระหว่างที่เล่านั้น เขาก็ได้ตอบคำถามที่หลิงหยุนอยากรู้ไปอีกมากมายก่อนจะสรุปทิ้งท้ายไว้เพียงสั้นๆ “เรื่องราวและข่าวคราวของตระกูลซันเวลานี้ก็เป็นอย่างที่ข้าเล่าไป หากท่านไม่เชื่อ ก็ลองถามพวกเขาสองคนดูได้..” หลิงหยุนนิ่งฟังเงียบและแสยะยิ้มก่อนจะตอบไปว่า “ไม่ต้อง.. ข้าเชื่อเจ้า!” ความจริงแล้วเหตุการณ์ในตระกูลซันเวลานี้หลิงหยุนก็พอระแคะระคายมาก่อนหน้านี้แล้ว และหากเขาอยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับตระกูลซันมากกว่านี้ เขาสอบถามจากท่านปู่หลิงชี่ หรือไม่ก็ลุงสองหลิงเย่วไม่ดีกว่าหรือ เจ็ดตระกูลใหญ่ในประเทศจีนล้วนแล้วแต่ตั้งรกรากอยู่ในปักกิ่งมานานหลายปี คนตระกูลหลิงจึงย่อมจะรู้จักตระกูลซันได้ดีกว่าหวังเฟยฮู๋อย่างแน่นอน! “เอ่อ..ไม่ทราบว่าคุณชายหลิงจะยอมปล่อยพวกเราไปหรือไม่” ดวงตาแดงก่ำของหวังเฟยฮู๋จ้องมองหลิงหยุนพร้อมกับเอ่ยถามออกมาอย่างระมัดระวัง.. หลิงหยุนตอบเสียงเบา“ข้ายังไม่ได้คิดเรื่องนี้.. ไว้คิดเมื่อไหร่ข้าจะบอกเจ้าเอง!” “เจสเตอร์!” เจสเตอร์ที่เฝ้าอยู่สวนหลังบ้านเมื่อได้ยินหลิงหยุนร้องเรียก ก็รีบพุ่งมาหาอย่างรวดเร็ว “เจ้านายที่เคารพ..มีอะไรให้เจสเตอร์บริวารที่จงรักภักดีรับใช้หรือนายท่าน” หลิงหยุนเหลือบมองพร้อมตอบกลับไปเสียงเบา“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องมาพิธีรีตรองแบบชาวตะวันตกกับข้าอีกอีก.. พูดจาให้ข้าฟังเข้าใจได้ง่ายๆหน่อย” เจสเตอร์ยักไหล่แล้วผายมือออกพร้อมกับโค้งตัวลงตอบไปว่า “เจ้านายที่เคารพ.. นี่เป็นมารยาทที่บริวารควรกระทำต่อเจ้านาย” “เจ้านำตัวพวกมันสามคนไปขังไว้ที่ห้องเก็บของแล้วก็เฝ้ามันไว้ให้ดีด้วยล่ะ!” หลิงหยุนคร้านที่จะต่อปากต่อคำกับเจสเตอร์และได้จัดการสกัดจุดหวังเฟยฮู๋อีกสองสามจุด และบอกกับเขาว่า “เจ้าคงต้องอยู่แบบนี้ไปอีกสักสองสามวัน!” หวังเฟยฮู๋ถูกหลิงหยุนสกัดจุดอีกครั้งเลือดลมจึงเริ่มเดินสะดุด และเขาถึงกับไอออกมาสองสามครั้ง แต่ก็นึกตกใจที่ความเจ็บปวดต่างๆได้บรรเทาลง จึงรู้ได้ทันทีว่าหลิงหยุนไว้ชีวิตตนเองแล้ว “ขอบคุณคุณชายหลิงที่ไว้ชีวิตข้า!” หวังเฟยฮู๋พูดจบก็จ้องหน้าหลิงหยุนพร้อมกับถามขึ้นว่า“คุณชายหลิง.. ข้าได้ยินมาว่ากระบี่โลหิตแดนใต้อยู่ในมือของท่าน ไม่ทราบว่าข่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่” “ที่แท้ตระกูลซันก็รู้เรื่องนี้ด้วยงั้นรึดูเหมือนข่าวนี้จะกระจายไปอย่างรวดเร็วมากสินะ..” หลิงหยุนยิ้มมุมปากก่อนจะตอบไปว่า“ถูกต้อง.. กระบี่โลหิตแดนใต้อยู่ในมือของข้าจริงๆ! เจ้าถามทำไมรึ!” แววตาของหวังเฟยฮู๋เป็นประกายด้วยความอัศจรรย์ใจก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง.. “กระบี่โลหิตแดนใต้หายสาบสูญไปนานนับพันปี..ตามตำนานเล่าขานกันว่าผู้ใดก็ตามที่ได้ครอบครองกระบี่โลหิตแดนใต้ คนผู้นั้นจะได้เป็นเทพแห่งมารคนต่อไป! คุณชายหลิง.. จากนี้ไปท่านคงจะต้องพบเจอกับปัญหาใหญ่หลวงนักแล้ว!” “โอ้..ขนาดนั้นเชียวรึ!” หลิงหยุนพยัชกหน้ารับรู้พร้อมตอบกลับไปยิ้มๆ“ขอบใจที่เจ้าเตือนข้าด้วยความหวังดี!” สมบัติล้ำค่าบนโลกล้วนแล้วแต่ต้องตกเป็นของผู้ชนะและผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถครอบครองสิ่งล้ำค่าเหล่านั้นได้ เหตุการณ์เช่นนี้.. หลิงหยุนคุ้นเคย และประสบพบเจอมามากเมื่อครั้งอยู่ในโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงไม่ใส่ใจนัก.. อีกทั้งหลิงหยุนเองก็รู้แล้วว่าแม่ผู้ให้กำเนิดตนเองนั้นคือธิดาพรรคมารคนก่อนเขาจึงมีความเกี่ยวข้องกับพรรคมารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนี้แล้วเหตุใดยังจะต้องหลบๆซ่อนๆไม่กล้าประกาศว่าตนเองครอบครองกระบี่โลหิตแดนใต้ด้วยเล่า! หลังจากที่เจสเตอร์นำร่างของยอดฝีมือตระกูลซันทั้งสามคนกลับไปที่สวนด้านหลังแล้วหลิงหยุนก็เรียกกระบี่โลหิตแดนใต้ออกมา และกระบี่วิเศษที่ถูกมนต์คาถาสะกดไว้ก็ปรากฏขึ้นในมือซ้ายของหลิงหยุน! ตัวกระบี่เป็นสีดำทั้งเล่มด้ามจับเป็นลวดลายแปลกประหลาด อีกทั้งยังเป็นมันเงาวาววับราวกับเคลือบไว้ด้วยแล็กเกอร์ ตัวกระบี่นั้นกว้างกว่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ และยาวกว่าหนึ่งเมตร ตัวฝักสลักเป็นรูปมังกรดำที่กำลังกางเล็บ และตัวกระบี่ก็มีไอสังหารที่ทำให้ผู้คนถึงกับขนลุกขนชันทันทีที่ได้พบเห็น! “เทพแห่งพรรคมารคนต่อไปงั้นรึ!”“ในเมื่อตระกูลซันใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อสังหารข้าให้ได้โดยเร็วที่สุดจากนี้ไปข้าก็จะไม่ปราณีพวกเจ้าเช่นกัน!หลิงหยุนถือฝักกระบี่ไว้ในมือขวาและมือซ้ายถือตัวกระบี่พร้อมกับแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็น!“กลิ่นอายสังหารรุนแรงเหลือเกิน!”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาที่เข้ายืนอยู่ด้านหลังหลิงหยุนเงียบๆนั้นจู่ๆ ก็ผงะถอยหลังออกไปถึงสองก้าว สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโลหิต และกลิ่นอายสังหารที่รุนแรง และสังเกตเห็นว่าขณะที่หลิงหยุนถือกระบี่เล่มนี้ รอบกายของเขามีมวลอากาศสีดำปกคลุมอยู่ด้วย!หลิงหยุนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแต่เพียงแค่หันศรีษะกลับมามองเหมี่ยวเสี่ยวเหมา พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน..“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว..คราวหลังยังจะกล้าล้อเลียนข้าอีกหรือไม่ ครั้งหน้าข้าจะใช้มันตีก้นเจ้า!”“นายกล้าเหรอ!”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาไม่กล้าแสดงความอ่อนแอหวาดกลัวออกมาให้หลิงหยุนเห็น จึงก้าวเท้าเข้าไปหาหลิงหยุนพร้อมกับจ้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว..หลิงหยุนเก็บกระบี่เข้าฝักและหันไปยิ้มให้เหมี่ยวเสี่ยวเหมาพร้อมกับตอบไปว่า “อะไรกัน! ผมก็แค่ล้อเล่น.. ทำไมต้องโกรธด้วย! หรือว่าคุณกลัวจริง?”“นี่นาย..!”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาทำเสียงกระฟัดกระเฟียดอย่างไม่พอใจแต่แล้วใบหน้างดงามนั้นก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดพร้อมกับพูดเสียงเบา“หลิงหยุน..กระบี่เล่มนี้ไม่ดีเลย มันมีกลิ่นอายปีศาจรุนแรงมาก!”หลิงหยุนรู้ดีว่าเหมี่ยวเสี่ยวเหมาพูดเพราะเป็นห่วงเป็นใยเขาจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง“คุณไม่ต้องกังวลใจ..ผมรู้จักกระบี่เล่มนี้ดี!”เหมี่ยวเสี่ยวเหมาเพียงแค่ยิ้มและถอนหายใจแต่ก็ไม่พูดอะไรอีก..ในเวลานั้นเอง..รถราคาแพงสองคันก็แล่นเข้ามาในบ้าน คันหนึ่งคือเฟอรารี่ของเสี่ยวเม่ยหนิง ส่วนอีกคันคือแลมโบกินีของเกาเฉินเฉิน!ฉินตงเฉี่วยหนิงหลิงยู่ ไป๋เซียนเอ๋อ และเกาเฉินเฉิน หญิงสาวทั้งสี่คนเดินผมยาวปลิวไสวเข้ามาพร้อมกับหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเห็นหลิงหยุนกับเหมี่ยวเสี่ยวเหมายืนอยู่ในระยะกระชั้นชิดเช่นนั้น ก็ถึงกับตาโตด้วยความตกตะลึง“เจ้าเด็กดื้อ..เจ้ามัวทำอะไรอยู่ ยังไม่รีบไปเตรียมอาหารเที่ยงอีกรึ?”หลิงหยุนถึงกับพูดไม่ออกแต่แล้วก็อ้อนวอนฉินตงเฉี่วย “น้าหญิง.. นี่ท่านยังจะให้ข้าทำอาหารเที่ยงอีกรึ โทรสั่งที่ภัตตาคารจิงฉูให้มาส่งจะดีกว่า..”หลิงหยุนได้แต่คิดในใจว่าหากวันๆ เขาต้องทำอาหารทุกมื้อเช่นนี้ เขาคงจะไม่มีเวลาได้ฝึกฝนอะไร และคงจะต้องไปสมัครเป็นพ่อครัวแทน!สาวงามต่างก็พากันยิ้มหนิงหลิงยู่เห็นหลิงหยุนไม่อยากทำอาหาร จึงได้แต่กระซิบกับฉินตงเฉี่วย“น้าหญิง..ข้าทำอาหารเที่ยงให้ท่านทานเองดีมั๊ยคะ!”ในที่สุดฉินตงเฉี่วยก็ใจอ่อนนางเหลือบมองหลิงหยุนพร้อมกับหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพูดขึ้นว่า“เอาล่ะ..เจ้าโทรสั่งอาหารที่ภัตตาคารจิงฉูมาได้!”หลิงหยุนดีใจอย่างมากเขารีบร้องตะโกนเอาใจฉินตงเฉี่วย “น้าหญิงคนสวย.. อาหารที่ภัตตาคารล้วนแล้วแต่ปรุงโดยพ่อครัวมืออาชีพ..”จากนั้นทุกคนก็เดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นหลังจากที่ทั้งหมดนั่งลงแล้ว หลิงหยุนจึงร้องถามขึ้นว่า“น้าหญิง..ท่านไปรับฉีเสี่ยวชิงกับครอบครัวไม่ใช่รึ เหตุใดไม่พานางมาด้วยเล่า?”ฉินตงเฉี่วยตอบกลับไปว่า“พามาที่บ้านหลังนี้นะ! เจ้าอยากให้พวกนางมาเห็นเจ้าฆ่าคนหรือยังไง?”หนิงหลิงยู่อธิบายต่อว่า“พี่ใหญ่คะ.. น้าหญิงให้ฉีเสี่ยวชิงกับครอบครัวไปอยู่ที่บ้านของเฉินเฉิน เพราะใหนๆ ที่นั่นก็ไม่มีใครอยู่..”หลิงหยุนได้แต่นึกชื่นชมความคิดที่ดีนี้และแอบส่งสายตาเจ้าชู้ให้กับเกาเฉินเฉิน จนเธอเองถึงกับหน้าแดง..ฉินตงเฉี่วยพึมพำออกมา“ฉีเสี่ยวชิงกับน้องสาวมีร่างกายที่เหมาะจะฝึกวรยุทธอย่างมากเลยทีเดียว น่าเสียดายจริงๆ!”หลิงหยุนเองก็เห็นมานานแล้วว่าทั้งฉีเสี่ยวชิงและฉีเสี่ยวหงนั้น สองพี่น้องมีร่างกายที่เหมาะกับการฝึกวรยุทธอย่างยิ่ง และเหมาะอย่างยิ่งที่จะบ่มเพาะตน พรสวรรค์ของทั้งคู่นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเสี่ยวเม่ยหนิงเลย..จากนั้นฉินตงเฉี่วยก็เงยหน้าขึ้นบอกหลิงหยุน“หลิงหยุน.. สองพี่น้องนั่นอยากจะพบเจ้า โดยเฉพาะเสี่ยวหง! หากเจ้ามีเวลาก็แวะไปหาพวกนางบ้าง อย่าให้พวกนางรู้สึกว่าเราพาพวกนางไปทิ้งไว้ที่นั่น!”หลิงหยุนตอบรับทันที“ข้าทราบน้าหญิง.. ไว้มีเวลาข้าจะรีบเข้าไปเยี่ยมเยียนพวกนาง..”ฉีเสี่ยวชิงกับฉีเสี่ยวหงนั้นไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงแต่แม่ของพวกเธอ – ฉียู่วเจินนั้น ร่างกายยังไม่ฟื้นคืนเป็นปกติดีนัก เขาในฐานะหมออมตะยังต้องเข้าไปรักษาต่ออีกสักระยะ..“เฮ้อ..น่าหงุดหงิดจริงๆ!” จู่ๆ ฉินตงเฉี่วยก็กัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะร้องออกมาอย่างโมโห..หลิงหยุนรีบถามขึ้นด้วยความงุนงง“น้าหญิง.. เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ ใครทำให้ท่านไม่พอใจ?”หนิงหลิงยู่รีบอธิบาย“พี่ใหญ่คะ.. ก็กระบี่มังกรขาวที่ท่านให้น้าหญิงน่ะสิ! มันเป็นกระบี่ที่ดีมากก็จริง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีฝัก น้าหญิงจึงไม่สามารถพกติดตัวไปใหนต่อใหนได้..”ในเมื่อไม่สามารถพกสมบัติล้ำค่าติดตัวไปได้เช่นนี้จะเกิดประโยชน์ได้อย่างไรเล่าหลิงหยุนถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ“น้าหญิง.. เหตุใดท่านไม่พันกระบี่ไว้รอบเอวเล่า!”ตัวกระบี่ของกระบี่มังกรขาวนั้นอ่อนจนสามารถผูกเป็นปมได้ราวกับเชือกมันไม่เพียงม้วนเป็นวงกลมได้ แต่ยังสามารถพันรอบเอวได้อย่างยืดหยุ่น..