ตอนที่ 498
บทที่ 907 -908
October 22, 2026
จักรพรรดิเทพมังกร – บทที่ 907 : สะกดรอยตาม! ท่ามกลางความมืด..รถสีดำมุ่งหน้าสู่ชานเมืองตะวันตกของเมืองจิงฉูอย่างเงียบๆ และค่อยๆ ทิ้งแสงไฟในเมืองไว้ด้านหลัง.. เขตชานเมืองด้านตะวันตกนั้นเหนือจรดใต้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นภูเขาสูงต่ำมากมาย อีกทั้งยังมีต้นไม้เขียวชอุ่ม และธารน้ำใส ภูมิประเทศแถบนี้เป็นพื้นที่สูงด้านหน้านั้นจะเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าด้านใน ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นเนินเขาเตี้ยๆ เท่านั้น แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเจอภูเขาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และบนภูเขาที่ยิ่งสูงมากเท่าไหร่ อันตรายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ทันทีที่ออกจากตัวเมือง..หลิงหยุนก็จัดการเปิด GPS ภายในรถ และกำหนดจุดหมายปลายทางไว้ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเขาลูกเล็กซึ่งติดกับเทือกเขาเซียนเหยินหลิง แล้วจึงสั่งให้เจสเตอร์ขับรถไปตามเส้นทางนั้นด้วยความเร็วสูงสุด.. เจสเตอร์นั้นมาถึงจิงฉูได้สองสามวันแล้วและได้อยู่แต่ในห้องเล็กๆ ในสวนหลังบ้านเท่านั้น เมื่อมีโอกาสได้ติดตามหลิงหยุนออกมาข้างนอกเช่นนี้ มันจึงตื่นเต้นดีใจอย่างมาก อีกทั้งในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ มันจึงไม่ต้องสนใจว่าจะขับเลยความเร็วที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทันทีที่เหยียบคันเร่งจนมิด รถก็พุ่งไปด้วยความเร็วถึงหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว! เจสเตอร์ไม่สนใจที่จะระมัดระวังเรื่องความเร็วหลิงหยุนเองก็เช่นกัน! เทือกเขาเซียนเหยินหลิงตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองจิงฉูหากตัดตรงจากตัวเมืองไปยังเทือกเขาเซียนเหยินหลิง ระยะทางไม่น่าจะเกินเก้าสิบกิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นถนนที่ตัดวกวนไปตามภูเขา เส้นทางจึงยาวขึ้นเป็นหนึ่งกิโลเมตรอย่างต่ำ จึงต้องใช้เวลาในการเดินทางพอควร ระหว่างที่รถวิ่งไปตามถนนบนเขานั้นหลิงหยุนจำได้ว่าจะต้องผ่านวัดหลิงเจี๋วย และวัดหลิงหัวซึ่งอยู่ติดกัน เขาจึงไม่ลืมที่จะเรียกวัตถุศักิดสิทธิ์อย่างลูกประคำโพธิ ตะเกียงน้ำมัน และสร้อยประคำออกมาจากแหวนพื้นที่ เพื่อให้วัตถุศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้ดูดซับเอาพลังแห่งพุทธะเข้าไป ครั้งนี้ไม่มีมู่หลงเฟยจื่อนั่งมาด้วยเหมือนก่อนหลิงหยุนจึงไม่จำเป็นต้องแอบๆ ซ่อนๆ เขาหยิบสร้อยประคำสวนไว้ที่ลำคอ ส่วนมือซ้ายก็ถือลูกประคำโพธิไว้ ในขณะที่มือขวาถือตะเกียงน้ำมัน จากนั้นจึงนั่งเงียบคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่.. และแน่นอนว่าสิ่งที่หลิงหยุนครุ่นคิดนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องของคำโบราณที่เล่าขานต่อๆ กันมานานนั่นเอง ‘โชคชะตากำหนดมาแล้วอย่างนั้นรึ’ “ขับช้าลงหน่อย..” จู่ๆหลิงหยุนก็ร้องสั่งเจสเตอร์ให้ลดความเร็วลงในขณะที่รถกำลังจะขับเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของวัดหลิงจี๋ยว.. “ขอรับเจ้านาย..” คืนนี้ยังคงมีฝนตกหนักเหมือนเช่นคืนก่อนถนนบนภูเขาจึงค่อนข้างลื่น บางช่วงก็มีน้ำเจิ่งนอง และมีหินซึ่งถูกกระแสน้ำพัดร่วงหล่นลงมา ขนาดเจสเตอร์ที่สามารถมองเห็นได้ดีในเวลากลางคืน ก็ยังไม่กล้าที่จะประมาท และต้องเปิดไฟหน้ารถเป็นไฟสูงเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังต้องชะลอความเร็วลงจนต่ำกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง “เจ้านายที่เคารพ..อะไรอยู่ในมือของท่านเหรอ แสงของมันทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเลย!” ขณะที่เจสเตอร์ลดความเร็วลงสมาธิในการขับรถของมันก็ลดน้อยลงด้วยเมื่อสังเกตเห็นโพธิซึ่งเป็นลูกประคำสีเทาเก่าๆ ในมือของหลิงหยุน ที่มีแสงสีฟ้าอ่อนฉายออกมาอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่หลิงหยุนเรียกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามออกมาเจสเตอร์ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวขึ้นมาทันที สัญชาติญาณของมันสั่งว่า ให้รีบหลีกหนีออกจากของทั้งสามสิ่งนี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชนิดนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่มีอำนาจในการต้านทานพลังชั่วร้ายของเหล่าปีศาจ และหลิงหยุนได้ทั้งสามสิ่งนี้มาจากหลวงจีนกายเพชรที่บรรลุธรรมอยู่ที่ก้นหลุมยักษ์ เจสเตอร์นั้นเป็นแวมไพร์ที่ได้รับเลือดของหลิงหยุนไปหนึ่งหยดพื้นฐานร่างกายต่างๆ จึงแตกต่างจากแวมไพร์ทั่วไป ไม่เช่นนั้นแล้ว ทันทีที่หลิงหยุนเรียกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชิ้นออกมา อย่าว่าแต่ขับรถเลย มันคงไม่สามารถจะขยับเขยื้อนร่างกายได้ด้วยซ้ำไป หลิงหยุนไม่ตอบ..แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระจก และสอดส่ายสายตาหาวัดหลิงเจี๋วยที่อยู่บนเขา แล้วจึงหันไปถามเจสเตอร์.. “วัตถุทั้งสามสิ่งนี้เป็นของใช้ส่วนตัวของหลวงจีนบรรลุธรรมรูปหนึ่งเหตุใดเจ้าต้องรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวด้วย” เจสเตอร์นั้นเป็นแวมไพร์และจัดว่าเป็นปีศาจชนิดหนึ่ง ลูกประคำโพธิจึงน่าจะมีผลต่อพลังปีศาจในตัวของมัน และนี่คือสิ่งที่หลิงหยุนคาดเดา.. “เจ้านายที่เคารพ..ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ทันทีที่ท่านหยิบของทั้งสามชิ้นออกมา ข้าก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ข้ารู้สึก.. รู้สึกเหมือนกับว่าเลือดน้อยนิดที่อยู่ในร่างกายเริ่มแข็ง และเหมือนจะหยุดหมุนเวียนไปดื้อๆ..” “แล้วตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่” เวลานี้..รถของหลิงหยุนได้เคลื่อนมาถึงตีนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดหลิงเจี๋วยแล้ว พลังพุทธะจึงยิ่งมีพลังอำนาจมากขึ้น และเจสเตอร์แทบจะทนไม่ได้อีกต่อไป.. หลิงหยุนยังคงไม่เก็บวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชิ้นกลับเข้าไปแต่หันไปพูดกับเจสเตอร์ว่า “เจ้าต้องค่อยๆ ปรับตัว เวลานี้ร่างกายของเจ้าแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้! แต่หากเจ้าค่อยๆ ปรับตัวได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับเจ้าเองอย่างมาก!” เรื่องแวมไพร์นั้นยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลิงหยุนและเขาเองก็ค่อนข้างสนใจเป็นอย่างมาก หลิงหยุนคิดไว้ว่าเมื่อไรก็ตามที่เขามีเวลา เขาก็จะเริ่มศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง เพราะยังมีคนตระกูลเกาอีกสิบคนที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากเขาอยู่ หลิงหยุนยังคงถือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมืออีกไม่นาน.. เขาก็จะต้องประมือกับเหล่าหลวงจีน เมื่อนั้นเจสเตอร์ซึ่งเป็นบริวารของเขา ก็ควรจะต้องปรับตัวให้ได้เช่นกัน! จากข้อมูลที่ไป่หยวนเจี๋ยบอกกับหลิงหยุนมานั้นในบรรดาศัตรูของเขา.. หนึ่งในนั้นก็คือหลวงจีนจากวัดเส้าหลิน.. “ขอรับเจ้านาย!” เจสเตอร์จึงต้องอดทนกับพลังอำนาจที่แข็งแกร่งนั้นและพยายามมีสมาธิอจดจ่อยู่กับการขับรถแทน แต่ก็ค่อยๆ แอบเพิ่มความเร็วรถ เพราะต้องการให้ผ่านพ้นบริเวณนี้ไปให้ได้โดยเร็วที่สุด หลิงหยุนนั้นแอบหัวเราะอยู่ในใจแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ และไม่สนใจ.. บนถนนเส้นนี้มีวัดเรียงรายอยู่มากมายนี้ทั้งวัดฟากวง แล้วก็วัดโพธิ์.. แต่หากขับตรงไปทางด้านตะวันตกก็จะเห็นวัดซื่อเยี่วยอยู่ไกลๆ ยิ่งขับออกห่างจากเขตวัดไกลเท่าไหร่พลังพุทธะก็ดูเหมือนจะอ่อนลงมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกประคำโพธิก็ไม่มีแสงสีฟ้าเข้มข้นอีก แต่มีเพียงแค่แสงสีฟ้าจางๆ สว่างอยู่ด้านหน้าเท่านั้น จนกระทั่งหลิงหยุนไม่สามารถสัมผัสถึงพลังพุทธะได้แล้วเขาจึงเรียกวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามเก็บเข้าไปในแหวนพื้นที่ดังเดิม เจสเตอร์รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาทันทีและเลือดในกายของมันก็เริ่มหมุนเวียนได้ดีดังเดิม เจสเตอร์ดีอกดีใจสุดขีด มันเหยียบคันเร่งจนมิด และขับออกไปด้วยความเร็วสูงสุดอีกครั้ง “เจ้านาย..ของที่ท่านนำออกมาเมื่อครู่ เป็นของที่พวกภิกษุใช้กันหรอกเหรอ..” “นั่นมันไม่ใช่สิ่งของธรรมดาเลยนะ!”“ข้าเคยได้ยินแวมไพร์ที่อยู่มานานเล่าว่า..ภิกษุ ภิกษุณี และนักบวชเต๋านั้นน่ากลัวมาก พวกเขามีเวทย์มนต์คาถาที่สามารถสะกดเลือดในตัวของแวมไพร์ได้..”หลังจากที่ได้ยินเจสเตอร์เล่าหลิงหยุนก็รีบหันไปถามทันที “งั้นรึ แล้วแวมไพร์ตนนั้นตอนนี้อายุเท่าไหร่? แล้วเวทย์มนต์คาถาที่เจ้าพูดถึง คือเวทย์มนต์คาถาอะไรกัน?”เจสเตอร์ดริฟรถอย่างชำนาญระหว่างที่เลี้ยวตรงโค้งหักศอกแล้วจึงตอบหลิงหยุนกลับไปว่า“อย่างน้อยๆก็น่าจะสองร้อยปีขึ้นไป! เจ้านาย.. ท่านรู้หรือไม่ว่าเรื่องอายุของแวมไพร์นั้นถือเป็นความลับสุดยอดเชียวนะ! แวมไพร์ตนนั้นเล่าให้ข้าฟังว่าภิกษุชาวจีน และนักพรตเต๋านั้นเป็นผู้มีพลังอำนาจมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่พบเจอ ให้พวกเราแวมไพร์รีบหนีออกห่างทันที และไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย..”“เขายังเตือนเหล่าแวมไพร์ด้วยกันมากกว่านั้นอีก..!เขาบอกว่าถ้าไม่จำเป็น อย่ามาที่ประเทศจีนเด็ดขาด..”หลิงหยุนฟังเจสเตอร์ไปพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย‘สองร้อยปีงั้นรึ เมื่อสองร้อยปีก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งจะสิ้นสุดยุคสมัยราชวงศ์ชิง และเป็นยุคที่อาวุธยุทโธปกรณ์ยังไม่รุนแรงเหมือนเช่นทุกวันนี้นี่นา..!’ในยุคโบร่ำโบราณเช่นนั้นแม้แต่แวมไพร์ยังหวาดกลัวเวทย์มนต์คาถาของเหล่าหลวงจีน และนักบวชเต๋างั้นรึ คาถาอะไรกันนะ?!แต่แล้วจู่ๆคำว่า ‘บ่มเพาะตน’ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลิงหยุน!แทบไม่ต้องสงสัย..บุคลลที่มีพลังอำนาจจนสร้างความหวาดผวาให้กับเหล่าแวมไพร์ได้นั้น จะต้องเป็นผู้บ่มเพาะตนอย่างแน่นอน!หลิงหยุนเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย..แต่ก็รู้ว่าเจสเตอร์คงไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มากนัก เขาจึงไม่ถามต่อ และได้แต่ใคร่ครวญอยู่ในใจเงียบๆ คนเดียว“เจ้านาย..ดูเหมือนจะมีคนสะกดรอยตามพวกเรามา!” เจสเตอร์ร้องบอกหลิงหยุนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น..หลิงหยุนหัวเราะหึหึพร้อมกับตอบไปว่า“ไม่ใช่ดูเหมือน! แต่มีคนสะกดรอยตามพวกเรามาจริงๆ คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะตามมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!”เวลานี้รถของหลิงหยุนได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ที่เป็นภูเขาแล้วถนนที่ตรงไปจึงค่อยๆแคบลง และบริเวณรอบๆ ก็เริ่มเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เท่านั้นที่ดังกระหึ่มให้ได้ยินด้านหลังรถของหลิงหยุนนั้นมีรถสี่คันขับตามมาห่างๆ ท่าทางคล้ายกับแมวกำลังไล่จับหนู..“ถนนด้านหน้าเป็นอุโมงค์..เจ้านายจะลงมือสังหารพวกมันที่นั่นเลยหรือไม่”หลิงหยุนส่ายหน้ายิ้มๆ“เจ้าจะรีบร้อนไปทำไมเล่า รอให้ถึงเทือกเขาเซียนเหยินหลิงเสียก่อน ยังต้องมีคนอื่นๆ สะกดรอยตามมาอีกแน่ ปล่อยให้พวกมันตามเราไปเรื่อยๆ ก่อน!”ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มตรงพอดีหลิงหยุนใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงในการขับรถมายังเทือกเขาเซียนเหยินหลิง ช่วงระหว่างที่หลิงหยุนเดินทางนั้น จึงเป็นเวลาที่รายการมายากลของเขาได้ออกอากาศพร้อมกันทั้งห้าช่อง หากศัตรูรวดเร็วมากพอ ก็เป็นไปได้ที่จะตามเขามาทัน.. จึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจ!ด้านหน้าคือภูเขาลูกใหญ่ที่ถูกขุดเป็นอุโมงค์ให้รถสามารถขับผ่านไปได้อุโมงค์แห่งนี้มีความยาวถึงสี่กิโลเมตร และหลังจากผ่านอุโมงค์นี้ไป ก็จะถึงเทือกเขาเซียนเหยินหลิงแล้วเทือกเขาเซียนเหยินหลิงนั้นตั้งอยู่ระหว่างจุดตัดของมณฑลเจียงหนานกับมณฑลอานฮุยและอยู่ห่างจากจิงฉูราวหนึ่งร้อยกิโลเมตร เทือกเขาแห่งนี้ล้อมรอบด้วยภูเขา แม้ว่าจะเป็นจุดที่มีทัศนียภาพงดงามมาก แต่พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็มีเพียงแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้นเทือกเขาเซียนเหยินหลิงนั้นสูงจากพื้นดินเป็นพันเมตรและมีเมฆปกคลุมไปทั่วทั้งเขา เทือกเขาแห่งนี้ไม่เพียงงดงาม แต่ยังเต็มไปด้วยอันตราย..ชาวบ้านซึ่งเป็นคนพื้นที่ต่างก็เล่ากันว่าเขาลูกนี้คล้ายกับยักษ์ใหญ่ที่ยืนตระหง่าน ในมือถือกระบี่ชี้ขึ้นฟ้า ยอดเขาแห่งนี้จึงชื่อว่ายอดเขาเทียนเหมาเฟิง ซึ่งแปลว่าปลายกระบี่..สิบห้านาทีต่อมาหลิงหยุนกับเจสเตอร์ก็ขับรถมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในหุบเขา หลายบ้านเปิดไฟไว้ และมีป้ายไว้ว่าจอดรถฟรีในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาหาอากาศเย็นๆบนภูเขา และที่เซียนเหยินหลิงนั้นก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนนิยมมาเที่ยวเช่นกัน เจสเตอร์ขับรถไปจอดในบริเวณที่ติดป้ายว่าที่จอดรถ..ทันทีที่รถจอด..หลิงหยุนก็เปิดประตูเดินลงมา เขาเห็นรถทั้งสี่คันที่สะกดรอยตามมาแล้ว แต่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ และหันไปพูดกับเจสเตอร์ว่า“เจสเตอร์..ไปบนเขากันดีกว่า!”“เจ้านาย..รอบๆ ก็เป็นเขาทั้งนั้น ท่านจะไปเขาลูกใหนล่ะ”หลิงหยุนยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นชี้ไปยังยอดเขาที่สูงที่สุดและอยู่ตรงหน้าไกลๆ พร้อมกับพูดขึ้นว่า“ยอดเขาเทียนเหมาเฟิง!”จักรพรรดิเทพมังกร – บทที่ 908 : ถูกสังหารตายทันทีสิบคน!ที่หลิงหยุนเลือกยอดเขาเทียนเหมาเฟิงนั้นก็เพราะว่าหากเขาเลือกเทือกเขาเซียนเหยินหลิงซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตเกินไปนั้น จะทำให้ศัตรูที่ไล่ล่าหาตัวเขาไม่พบ..เพียงแค่เหลือบมอง..หลิงหยุนก็รู้แล้วว่าภายในรถทั้งสี่คันนั้นมียอดฝีมือทั้งหมดสิบเจ็ดคนเลยทีเดียว และอย่างน้อยสิบหกคนมีดาบซามูไรคมกริบมาด้วย!ริมฝีปากของหลิงหยุนปรากฏรอยยิ้มเหยียดหยันขึ้นแล้วพึมพำออกมาเบาๆ “เหล่านินจาญี่ปุ่นงั้นรึ! ในเมื่อพวกเจ้ารนหาที่ตาย ข้าก็จะส่งพวกเจ้าไปเกิดใหม่!”หลิงหยุนหันไปสั่งเจสเตอร์“เอาล่ะ.. พวกเราเดินตรงไปตามถนนเส้นนี้ก่อน รอจนกระทั่งออกห่างจากหมู่บ้านมากแล้ว จึงค่อยขึ้นไปบนยอดเขา..”ทั้งสองคนฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังหาที่จอดรถเดินตรงไปตามถนนที่มุ่งหน้าขึ้นเขาทันที ทั้งคู่เดินไปตามถนนขรุขระ และเพียงไม่นานร่างของทั้งสองคนก็หายเข้าไปในภูเขาสูง..“คุณโตโยโทมิ..จากข้อมูลที่พวกเราได้มา เด็กหนุ่มชาวจีนคนนั้นต้องเป็นหลิงหยุนอย่างแน่นอน! และตอนนี้พวกมันก็ขึ้นไปบนเขาแล้ว พวกเราจะจัดการอย่างไรดี”ยอดฝีมือชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้เอ่ยถามขึ้นนั้นชื่อว่าทาเคดะซึกิ เขาเดินลงมาจากรถเป็นคนแรก ดวงตาหรี่เล็กแต่เจ้าเล่ห์ราวกับหมาป่านั้น จ้องมองไปทางหลิงหยุนเป็นประกายที่เบาะด้านด้านหลังของรถคันแรกนั้นโตโยโทมิกำลังนั่งเอนกายพิงเบาะอยู่ด้วยท่าทางสงบนิ่ง เมื่อได้ยินคำถามของทาเคดะ ซึกิ เขาก็ยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว ดวงตาเป็นประกายวิบวับพร้อมกับพูดขึ้นว่า“คุณทาเคดะ..บอกทุกคนให้ขับรถตามพวกมันไปห่างๆ!”สิ้นเสียงสั่งการของโตโยมิ..คนขับรถคันแรกก็รีบสตาร์ทรถ และขับนำรถอีกสามคันที่อยู่ด้านหลังไปอย่างช้าๆหลังจากที่รถทั้งสี่คันขับผ่านภูเขาที่หลิงหยุนเดินหายเข้าไปแล้วนั้นโตโยโทมิก็โบกมือให้รถหยุด..