ตอนที่ 518
บทที่ 946 : ตั้งโต๊ะเจรจา (3)!
October 22, 2026
จักรพรรดิเทพมังกร – บทที่ 946 : ตั้งโต๊ะเจรจา (3)! ดูเหมือนเย่ซิงเฉินจะอ่านใจหลิงหยุนออกนางจึงยิ้มออกมาพร้อมกับเอื้อมมือไปยกกาน้ำชาขึ้นมารินใส่ถ้วย แล้วจึงพูดขึ้นว่า “คำถามนี้..วันข้างหน้าหากเจ้าได้พบนาง ค่อยถามนางเองไม่ดีกว่ารึ” เย่ซิงเฉินนับว่าฉลาดล้ำลึกนักเพียงคำพูดไม่กี่คำก็สามารถหยุดคำถามของหลิงหยุนในเรื่องนี้ได้ หลิงหยุนได้แต่แอบคิดในใจแต่ก็ไม่มั่นใจนัก ‘หรืออาจารย์ของเสี่ยวเม่ยเม่ยจะเป็นแม่ของข้างั้นรึ!’ หลังจากที่คิดได้เช่นนั้นหลิงหยุนก็มองเย่ซิงเฉินอย่างอารมณ์ดี และรีบถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น “แล้วเมื่อไหร่นางจะได้ออกมา” เย่ซิงเฉินตอบโดยไม่คิดที่จะปิดบัง“วันๆ นางก็เอาแต่ฝึกวิชา ข้าว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด นางคงจะสามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้ในเร็วๆนี้ และถึงตอนนั้นนางก็จะออกมาเอง” หลิงหยุนแอบคิดคำนวณอยู่ในใจเงียบๆนับตั้งแต่ที่เสี่ยวเม่ยเม่ยหายตัวไป ก็น่าจะราวสามเดือนได้แล้ว ด้วยร่างกายที่ถูกชำระล้างด้วยพลังอมตะของตนเองนั้น หากนางได้ฝีกวิชาที่เหมาะสม ก็น่าจะสามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้ไม่ยากนัก แม้เรื่องที่หลิงหยุนได้รับพลังอมตะจากพู่กันจักรพรรดิจะเป็นเรื่องที่ดีมากแต่ก็ใช่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนั้นมีทั้งเฉิงเม่ยเฟิงเสี่ยวเม่ยเม่ย เกาเฉินเฉิน เสี่ยวเม่ยหนิง ถังเมิ่ง ตี้เสี่ยวอู๋ ถังเทียนห่าว แม้กระทั่งตู้กู่โม่ และหลินเมิ่งหานที่ตั้งใจมาช่วยหลิงหยุนในครั้งนั้นก็ได้รับประโยชน์ไปไม่น้อยด้วยเช่นกัน แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็เห็นจะเป็นไป๋เซียนเอ๋อที่ครั้งนั้นยังไม่กลายร่างเป็นมนุษย์ ฉินจิวยื่อ แล้วก็หนิงหลิงยู่ เวลาผ่านไปเพียงแค่สองสามเดือนเสี่ยวเม่ยหนิงก็สามารถเข้าสู่ด่านกลางของขั้นโฮ่วเทียนได้แล้ว ส่วนตี้เสี่ยวอู๋นั้นเวลานี้อยู่ในระดับสูงสุดของขั้นโฮ่วเทียน-6 แล้ว และใกล้ที่เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน-7 ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายได้ตลอดเวลา.. สำหรับตู้กู่โม่นั้น..ครั้งแรกที่ได้รับพลังอมตะเข้าไป อีกทั้งยังได้ดื่มน้ำลายมังกรเข้าไปด้วย เวลานี้เขาจึงสามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้แล้ว ในขณะที่เหมี่ยวเสี่ยวเหมานั้นอยู่ในระดับสูงสุดขั้นโฮ่วเทียน-9 แล้ว แทบไม่ต้องพูดถึงไป๋เซียนเอ๋อที่สามารถกลายร่างได้สำเร็จและความแข็งแกร่งของนางนั้นก็เป็นเรื่องที่หลิงหยุนไม่อาจคาดเดาได้ เพราะแม้แต่เขาเองก็ยังไม่สามารถมองเห็นขั้นกำลังภายในของไป๋เซียนเอ๋อ.. ฉินจิวยื่อนั้นหลังจากที่หลิงหยุนชำระล้างไขกระดูกให้แล้วก็สามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-2 ได้แล้ว และยังมีพลังอมตะอยู่ในร่างกายมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น.. ใบหน้าของฉินจิวยื่อเวลานี้ยังอ่อนเยาว์ลงถึงสิบปี.. แต่ผู้ที่ฝึกฝนได้ก้าวหน้ารวดเร็วที่สุดนั้นคงหนีไม่พ้นหนิงหลิงยู่! เพราะทันทีที่ได้รับพลังอมตะเข้าไปจำนวนมากร่างกายของนางก็ได้เปลี่ยนเป็นกายอัปสร การฝึกบ่มเพาะของนางจึงสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วจน่าอัศจรรย์ ในช่วงเวลาเพียงแค่สั้นๆ หนิงหลิงยู่ก็สามารถเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นโฮ่วเทียน-8 ได้แล้ว! เรียกได้ว่านับตั้งแต่ที่หลิงหยุนได้ใช้พลังอมตะชำระล้างไขกระดูกในร่างกายให้ทุกคนนั้นตราบใดที่พวกเขาเริ่มฝึก ก็จะสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์! แต่เกาเฉินเฉินถังเมิ่ง และถังเทียนห่าวซึ่งยังไม่ได้ผ่านการฝึกนั้น แม้จะได้รับพลังอมตะเข้าไป พลังปราณภายในร่างกายจึงยังไม่ถูกพัฒนาดังนั้นหากวิชาที่เฉิงเม่ยเฟิงและเสี่ยวเม่ยเม่ยได้ฝึกฝนนั้น ไม่ใช่วิชาที่ด้อยจนเกินไป ก็จะสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วอย่างแน่นอน!แต่ต่อให้วิชาที่พวกนางได้ฝึกฝนจะล้ำเลิศมากเพียงใดก็คงจะไม่มีวิชาสำหรับบ่มเพาะวิชาใหนจะดีไปกว่าวิชาบ่มเพาะของหลิงหยุนเป็นแน่!แต่ช่างน่าเสียดายที่เวลานี้หญิงสาวทั้งคู่กลับต้องไปฝึกวรยุทธของสำนักอื่น..‘ช่างน่าเสียดายนัก..นี่เท่ากับเป็นการเสียเวลาในชีวิตไปโดยไม่เกิดประโยชน์จริงๆ!’หลิงหยุนได้แต่ถอนหายใจ..เพราะเขาเป็นผู้ที่ชำระล้างร่างกายให้หญิงสาวทั้งสองคน แต่กลับถูกผู้อื่นฉกฉวยไปเช่นนี้ เขาแทบอยากจะบุกทั้งสำนักจิ้งซิน และพรรคมารไปพร้อมๆกัน เพื่อไปนำตัวหญิงสาวทั้งสองคนของเขากลับมา!เย่ซิงเฉินได้แต่หัวเราะคิกคักดูเหมือนนางจะอ่านออกว่าหลิงหยุนกำลังคิดอะไรอยู่ จึงร้องถามออกมาอย่างนึกขัน“เจ้าไม่ควรตำหนิผู้อื่น..ใครใช้ให้เจ้าสร้างศัตรูขึ้นมามากมายเช่นนี้เล่า แล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องคนรอบตัวของตนเองได้!”แม้ดูเหมือนว่าคำพูดของเย่ซิงเฉินจะเป็นการพูดลอยๆแต่ก็มีสาระสำคัญที่บ่งบอกถึงต้นเหตุของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ครั้งนั้นนอกจากเขาแล้ว ก็มีเพียงฉินจิวยื่อคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องคนรอบตัวเขาได้..แต่ครั้งนั้นก่อนที่จะตัดสินใจลงไปสำรวจหลุมยักษ์หลิงหยุนเองก็ได้วางแผน และคำนวณเวลาไว้อย่างรอบคอบแล้ว แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะใช้เวลาอยู่ในก้นหลุมยักษ์นานกว่าที่คาดการไว้มาก อีกทั้งฉินจิวยื่อเองก็ต้องเดินทางไปที่สำนักกระบี่เทวะเทียนซานอย่างกะทันหัน และจนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา..ทุกอย่างจึงกลับกลายเป็นอย่างที่เห็น!หลิงหยุนดึงตัวเองออกจากภวังค์และถามพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กน้อย “แล้วข้าในเวลานี้เล่า”เย่ซิงเฉินเข้าใจคำถามของหลิงหยุนได้ดีว่าเขาต้องการให้นางประเมินความแข็งแกร่งของเขาในเวลานี้..แววตาของเย่ซิงเฉินนั้นปรากฏความชื่นชมขึ้นมาเล็กน้อยนางจ้องหน้าหลิงหยุนนิ่งพร้อมกับตอบไปว่า“เจ้าก้าวหน้ารวดเร็วเกินกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิดได้..”ในเมื่อหลิงหยุนถามถึงเรื่องความแข็งแกร่งของตนเองเย่ซิงเฉินจึงแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น ไม่ได้พูดถึงปัจจัยอื่นๆ รอบตัวหลิงหยุนเองก็ดูเหมือนไม่ใส่ใจที่อยากจะรู้เรื่องอื่นนักและรีบถามต่อทันที “ด้วยเหตุนี้น่ะรึ.. เจ้าจึงยอมตกลงที่จะเจรจากับข้า!”“เจ้าผิดแล้ว!ข้าตกลงเจรจากับเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งของเจ้า แต่เป็นเพราะกระบี่โลหิตแดนใต้เล่มนั้นต่างหาก!”คำพูดของเย่ซิงเฉินนั้นเป็นการเตือนหลิงหยุนว่ากระบี่โลหิตแดนใต้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นางต้องการเจรจากับเขา..