ตอนที่ 533
บทที่ 961 : หนักใจ!
October 22, 2026
เมื่อต้องพูดถึงสำนักดาบสวรรค์ดูเหมือนฉินตงเฉี่วยจะมีทีท่าลังเลอึกอักที่จะพูดถึง และแทบจะไม่สนใจความงดงามของทะเลสาบตรงหน้าอีก นางรีบหันหลังเดินกลับออกไปทันที.. แต่หลิงหยุนยังคงวิ่งตามไปและร้องถามไม่หยุด “น้าหญิง.. ศิษย์พี่ใหญ่ของท่านอยู่ขั้นใหนแล้วงั้นรึ” นี่เป็นเรื่องสำคัญมากและหลิงหยุนจำเป็นต้องถาม.. ฉินตงเฉี่วยยังคงไม่หยุดเดินแต่ก็ตอบกลับไปห้วนๆ “ข้าไม่รู้!” หลิงหยุนร้องถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ“ไม่รู้งั้นรึ เป็นไปได้อย่างไรกัน?” ฉินตงเฉี่วยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหยุดเดิน และหันไปอบรมหลิงหยุนทันที “เจ้าเด็กดื้อ.. ในยุทธภพมีผู้ใดเที่ยวถามขั้นของผู้อื่นเหมือนเช่นเจ้า เจ้าไม่รู้รึว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ?” “เอ่อ..” ใบหน้าหล่อเหลาของหลิงหยุนถึงกับแดงก่ำและพูดอะไรไม่ออก.. สิ่งที่ฉินตงเฉี่วยตำหนิเขาอยู่นั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง..เพราะการสอบถามขั้นความแข็งแกร่งของผู้อื่นเช่นนี้ หากรู้ไปถึงหูของคนผู้นั้น อีกฝ่ายอาจคิดว่าหลิงหยุนต้องการท้าประลองด้วยก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทั้งคู่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกันมาก่อน ก็อาจคิดได้ว่าหลิงหยุนต้องการมาแก้แค้นก็ย่อมได้! อีกทั้งในยุทธภพนั้น..เหล่าชาวยุทธต่างก็ชอบเหยียบย่ำกันเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง หากให้ผู้อื่นล่วงรู้ขั้นง่ายๆ ก็คงมียอดฝีมือมากมายที่ต้องการจะประลองด้วย เพื่อหวังสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง.. และต่อให้ในการประลองนั้นตนเองเป็นฝ่ายชนะแต่อาวุธย่อมไร้ตา หากพลาดพลั้งทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บเข้า ก็คงสร้างความเจ็บแค้นใจให้อย่างแน่นอน ในเมื่อเป็นการประลองย่อมมีแพ้มีชนะ ผู้แพ้ย่อมต้องเกิดความเคียดแค้น และหาโอกาสกลับมาล้างแค้นในวันข้างหน้าอยู่ดี.. ดังนั้น..การสอบถามเรื่องขั้นความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายนั้น จึงเป็นเรื่องที่ชาวยุทธไม่พึงถามกัน.. อีกอย่าง..ตามกฎของยุทธภพแล้ว ห้ามไม่ให้ชาวยุทธแสดงวรยุทธต่อหน้าผู้คนธรรมดา เว้นแต่จะถูกบีบบังคับให้ตกอยู่ระหว่างความเป็นความตาย หาไม่แล้ว.. พวกเขาย่อมเลือกที่จะปิดบังซ่อนเร้นความแข็งแกร่งของตนเอง หลิงหยุนเข้าใจกฎของยุทธภพข้อนี้ดีแต่แล้วก็ร้องถามออกมาอย่างแปลกใจ.. “น้าหญิง..แต่กัวเสี่ยวเทียนเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของท่านไม่ใช่รึ! ถ้าเช่นนั้นท่านก็น่าจะรู้สิ?!” ฉินตงเฉี่วยได้ฟังคำถามของหลิงหยุนก็ถึงกับหันขวับมาทำเสียงสูงใส่หลิงหยุนทันที “ใครบอกเจ้าว่ากัวเสี่ยวเทียนเป็นพี่ข้า” ฉินตงเฉี่วยหยุดเดินและหันมาทำเสียงสูงใส่หลิงหยุน “เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ข้า แล้วข้าต้องรู้ขั้นของเขางั้นรึ!” แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่งุนงงสงสัยของหลิงหยุนและดูเหมือนจะไม่เข้าใจอะไรจริงๆ ฉินตงเฉี่วยจึงได้อธิบายให้ฟังว่า “หลิงหยุน..เจ้าคงคิดว่าข้าไปเรียนวิชาที่สำนักดาบสวรรค์ คงจะเหมือนกับอยู่บ้านของตัวเองสินะ! คงคิดว่าจะมีคนคอยปรนนิบัติดูแล และเป็นดั่งองค์หญิงที่มีแต่คนคอยเอาอกเอาใจ..”“แต่ความจริงล้วนตรงกันข้าม..ทุกสำนักล้วนแล้วแต่มีกฏระเบียบที่เข้มงวด กว่าจะได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ต้องทนต่อความยากรำเค็ญมากมาย..”“ข้าอาจจะเป็นเหมือนดั่งเพชรล้ำค่าเมื่อยู่ตระกูลฉินแต่เมื่ออยู่ที่สำนักดาบสวรรค์นั้น ข้าก็เป็นเพียงแค่ศิษย์ธรรมดาๆ ที่เพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นคนหนึ่งเท่านั้น..”เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ฉินตงเฉี่วยดูเหมือนจะรู้สึกสะเทือนใจมาก นางยิ้มออกมาอย่างขมขื่นก่อนจะพูดต่อว่า“ข้าเรียนรู้เพลงดาบในสำนักดาบสวรรค์มายี่สิบปีวรยุทธของข้าล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ถ่ายทอดให้ แต่หลังจากที่ข้าสามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียนได้ ท่านอาจารย์จึงได้ยอมรับข้าในฐานะศิษย์สำนักดาบสวรรค์..”“เป็นเช่นนี้นี่เอง..”เพียงแค่ได้ฟังสิ่งที่ฉินตงเฉี่วยเล่าหลิงหยุนก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงนับถือกัวเสี่ยวเทียนดั่งเช่นอาจารย์ นั่นเพราะวรยุทธของนางล้วนแล้วแต่เป็นกัวเสี่ยวเทียนถ่ายทอดให้ เช่นนี้แล้ว.. มีหรือที่นางจะกล้าถามขั้นของกัวเสี่ยวเทียนยิ่งไปกว่านั้น..สีหน้าที่เศร้าสลดของฉินตงเฉี่วยก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า นางต้องทนฝึกวรยุทธอยู่ที่สำนักดาบสวรรค์มาตลอดยี่สิบปีด้วยความทุกข์ตรมมากเพียงใด..ในใจของหลิงหยุนนั้นเกิดความรู้สึกสงสารจับใจแต่ริมฝีปากก็แสยะยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยัน..จากนั้นก็ได้ยินเสียงของฉินตงเฉี่วยดังขึ้น“ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าขั้นของศิษย์พี่ใหญ่กัวนั้นอยู่ขั้นใดกันแน่! แต่เมื่อห้าปีก่อนในพิธีประลองยุทธของสำนักดาบสวรรค์ ข้ายังจำได้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ใช้เพียงกระบี่ไม้ แต่กลับสามารถเอาชนะศิษย์ชาย และศิษย์หญิงทั้งสี่คนได้ภายในเพียงแค่สิบกระบวนท่า..”“หากให้ข้าเดา..เวลานั้นศิษย์พี่ใหญ่น่าจะเข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-8 แล้ว..”แต่ภายในใจของหลิงหยุนกำลังคิดว่า‘หากกัวเสี่ยวเทียนสามารถเข้าสู่ขั้นเซียงเทียน-8 ได้เมื่อห้าปีที่แล้ว หากฝึกฝนได้อย่างล้าช้ามาก.. เวลานี้ก็น่าจะอยู่ในระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-8 แล้วเป็นแน่!’เพียงแค่สำนักกระบี่สวรรค์ก็ยังมียอดฝีมือระดับสูงสุดขั้นเซียงเทียน-8 แล้วหรือหลังจากที่ประเมินอยู่ในใจคร่าวๆหลิงหยุนถึงกับหนักอึ้งขึ้นมาทันที และได้แต่คิดในใจว่าเขาไม่ควรประมาทความแข็งแกร่งของสำนักต่างๆหลิงหยุนถอนหายใจเล็กน้อยแล้วจึงถามออกไปว่า “แล้วศิษย์พี่ใหญ่ของท่านมีอุปนิสัยใจคอเช่นใด พอจะพูดจาด้วยได้หรือไม่?”ในเมื่อถามเรื่องขั้นกำลังภายในไม่ได้หลิงหยุนจึงเปลี่ยนมาถามถึงอุปนิสัยของกัวเสี่ยวเทียนแทน เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนอารมณ์ของฉินตงเฉี่วยไม่ให้เศร้าหมองนักแต่กลับคิดไม่ถึงว่าทันทีที่ได้ยินคำถามของหลิงหยุนสีหน้าของฉินตงเฉี่วยกลับดูเหมือนหนักใจยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับพูดขึ้นว่า“หากเจ้ายอมพูดกับศิษย์พี่ใหญ่ดีๆข้าก็คงไม่ต้องลำบากใจมาก..”“ศิษย์พี่ใหญ่มีหน้าที่ผดูแลความเรียบร้อยภายในสำนักดาบสวรรค์จึงค่อนข้างเข้มงวดกับกฎระเบียบ ในสายตาของเขามีเพียงแค่ขาวกับดำ และเชื่อว่ามีเพียงธรรมะกับอธรรมเท่านั้น ทันทีที่ได้ยินว่ากระบี่โลหิตแดนใต้ปรากฏขึ้นแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าจึงมาที่นี่…”หลิงหยุนได้แต่คิดในใจว่า..‘ปัญหาใหญ่ทีเดียว! มิน่า.. น้าหญิงถึงได้มีสีหน้ากระวนกระวายใจเช่นนั้น!’