ตอนที่ 31
ตอนที่ 334
October 22, 2026
บทที่ 334 : ยอดฝีมือชาวญี่ปุ่น หลิงหยุนและทุกคนต่างก็ยังอยู่ในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ของป่าดงดิบเสินหนงเจี๋ย.. หลิงหยุนและตู้กู่โม่ต่างก็วิ่งนำหน้าไป ผ่านแม่น้ำลำธารถึงสี่สาย และปีนป่ายภูเขาสูงหลายลูก ระหว่างเดินทางนั้น ทั้งคู่ต่างก็ได้เห็นสัตว์หายากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไก่ฟ้าสีขาว ลิงเผือก กวางเผือก งูเผือก หมีสีขาว และอีกมากมายรวมทั้งลิงขนทองสองสามตัวที่พวกเขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน พวกมันล้วนไม่เกรงกลัวคน แต่กลับวิ่งตามหลิงหยุนไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกมันช่างน่ารักน่าชังนัก! หลิงหยุนยืนอยู่บนเขาสูง มองฝ่าหมอกหนาลงไปด้านล่าง ท่ามกลางป่าดงดิบที่มีต้นไม้หนาแน่น หลิงหยุนกับตู้กู่โม่ต่างก็ใช้วิชาตัวเบาราวกับเหาะออกมา แต่ก็ใช่ว่าจะออกจากป่าดงดิบที่หนาแน่นนี้ได้อย่างง่ายดาย เพราะสามารถหลงทางได้อยู่ตลอดเวลา “ฉันเริ่มจะไม่เชื่อแล้วสิว่านายอยู่ในเทือกเขาเหิงต้วน! ดูเหมือนนายจะไม่รู้จักเส้นทางด้วยซ้ำ..” ตู้กู่โม่เกาศรีษะพร้อมกับตอบไปว่า “เทือกเขาเหิงต้วนน่ะข้าคุ้นเคยดี แต่ที่นี่มันเสินหนงเจี๋ย ข้าเคยมาเที่ยวที่นี่แค่สามครั้งเท่านั้นเอง และแต่ละครั้งที่มาก็ไปตรงจุดท่องเที่ยว ไม่ได้เข้ามาในป่าลึกแบบนี้..” เสินหนงเจี๋ยเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากแห่งหนึ่ง แต่จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้น เป็นบริเวณไม่ถึงหนึ่งในสิบของเสินหนงเจี๋ยวด้วยซ้ำไป ตู้กู่โม่เองก็เคยมาเที่ยวเล่นแค่สามครั้ง และทุกครั้งก็ไปเที่ยวเล่มชมวิว เขาจึงไม่ได้รู้เส้นทางมากไปกว่าหลิงหยุนนัก หลิงหยุนรู้สึกร้อนใจ เขาจึงรีบถามขัดขึ้นมาทันที “แล้วนี่จะทำยังไงดี?” ตู้กู่โม่ยิ้มพร้อมตอบกลับไปว่า “มันมีอยู่สองเส้นทาง!” เขายกมือขึ้นชี้ไปทางยอดเขาเสินหนงที่อยู่ไกลๆ “เส้นทางแรก.. นายเห็นยอดเขานั่นไม๊ เราเดินไปที่ยอดเขาลูกนั้น ด้านล่างจะเป็นถนนและมีนักท่องเที่ยวอยู่มากมาย..” จากนั้นเขาก็ชี้ไปทางพระอาทิตย์ขึ้น “เส้นทางที่สอง.. เส้นทางนี้ต้องอาศัยความสามารถมากหน่อย เพราะต้องข้ามภูเขา ข้ามแม่น้ำ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกก็จะพบถนน แล้วค่อยโบกรถไปต่อ..” “คนที่จะเดินทางมาเที่ยวเสินหนงเจี๋ย จะต้องผ่านผ่านตัวเมืองมู่หยู และตัวเมืองมู่หยูก็อยู่ทางทิศตะวันออกพอดี ถ้าพวกเราไปตามเส้นทางตะวันออก ก็จะไม่ไกลนัก..” ทั้งสองเส้นทางนั้นล้วนเป็นเส้นทางที่อ้อมมาก แต่ในเมื่อทั้งคู่ต่างก็ไม่สันทัดกับภูมิประเทศของที่นี่ และก็ไม่มีเข็มทิศติดตัวมาด้วย ดังนั้นหากต้องการจะออกจากป่าดงดิบแห่งนี้ พวกเขาก็ต้องใช้สองเส้นทางนี้เท่านั้น หลิงหยุนมองไปยังเส้นทางที่ตรงไปยังยอดเขาเสินหนง.. หากเขาเลือกไปเส้นทางนี้ ก็ต้องปีนป่ายภูเขาสูงอีกเจ็ดแปดลูก และแต่ละลูกก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทางฝั่งตะวันออกนั้น แม้ว่าจะไกลกว่า แต่ภูเขาแต่ละลูกก็เตี้ยลงเรื่อยๆ “ไปทางฝั่งตะวันออกนี่ดีกว่า!” หลิงหยุนตัดสินใจทันที จากนั้นทั้งคู่ก็ใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปีนหน้าผาได้อย่างไร้ปัญหา ตู้กู่โม่รู้สึกแปลกใจจึงถามขึ้นมาว่า “นี่พ่อคนเก่ง.. ข้าไม่เข้าว่าทำไมเจ้าจึงต้องรีบร้อนกลับถึงเพียงนี้ เราสองคนกว่าจะมาโผล่ที่เสินหนงเจี๋ยได้ก็ลำบากยากเย็น ทำไมไม่อยู่เที่ยวเล่นก่อน จะต้องรีบกลับไปทำไมกัน?” หลิงหยุนอธิบายเสียงเรียบ “ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่าวันนี้มันวันที่เท่าไหร่กันแน่ แต่ฉันได้รับปากกับหนิงน้อยไว้แล้วว่าจะไปงานเลี้ยงวันเกิดของเธอ ฉันก็ต้องกลับไปให้ทัน” ความจริงแล้ว หลิงหยุนมีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่านั้น หลิงหยุนลงไปสำรวจก้นหลุมยักษ์โดยที่ไม่ได้บอกใครไว้ จู่ๆเขาก็หายตัวไปหลายวัน ทั้งฉินจิวยื่อและหนิงหลิงยู่ต่างก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้เป็นเวลาหลายวันแล้ว “หนิงน้อยคือใครกัน?” “เอาเป็นว่าฉันต้องออกจากเสินหนงเจี๋ยเร็วที่สุดก็แล้วกัน นายอย่าถามมากมาย..” หลิงหยุนไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะมานั่งอธิบาย เขาอุ้มเจ้าขาวปุยมุ่งหน้าไปทางหุบเขาด้านตะวันออกอย่างรวดเร็ว และตู้กู่โม่ก็แทบจะต้องเหาะตามให้ทัน.. หลังจากผ่านไปยี่สิบนาที.. ทั้งคู่ก็มาถึงหุบเขาที่เต็มไปด้วยพืชพรรณเขียวชะอุ่ม นกหลากหลายพันธุ์ต่างก็พากันส่งเสียงร้อง และปรากฏตัวออกมาให้เห็น “ดูนั่นสิ.. ทางทิศใต้มีกลุ่มควันลอยขึ้นมา!” ตู้กู่โม่ร้องบอก ระหว่างที่ทั้งคู่เดินเลาะไปตามป่าไม้และลำธาร แต่เมื่อมาถึงยอดเขาแห่งหนึ่งทางด้านตะวันออก พวกเขากลับพบกลุ่มควันพวยพุ่งมาจากทิศใต้ จุดที่มีควันไฟลอยขึ้นมานั้น น่าจะต้องมีคนอยู่.. หลิงหยุนกระโดดขึ้นไปบนยอดไม้ และมองไปทางทิศใต้ของหุบเขา เขาก็เห็นกลุ่มควันที่หนาแน่นอยู่ไกลออกไปราวหนึ่งกิโลเมตร บนภูเขาสูงนั้น.. จะสว่างและเช้าเร็วกว่าพื้นข้างล่าง และนี่ก็เพิ่งจะหกโมงเช้า หลิงหยุนอดคิดไม่ได้ว่าใครกันที่จะเข้ามาก่อไฟในป่าเสินหนงเจี๋ยแห่งนี้? “หรือว่าจะเป็นนายพรานที่อาศัยอยู่ใกล้ๆกับป่าแห่งนี้.. ลองเข้าไปถามทางจากพวกเขาก็น่าจะดี..” หลิงหยุนเดาว่าน่าจะเป็นนายพรานที่เข้ามาล่าสัตว์ในเสินหนงเจี๋ย เขาจึงต้องการที่จะไปถามทาง เพราะอย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าอ้อมแบบนี้หลิงหยุนกระโดดลงไปที่พื้น แล้วทั้งสองคนต่างก็รีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางของควันไฟเพียงแค่สองสามนาที ทั้งคู่ก็เดินไปได้ราวเจ็ดร้อยเมตร หลิงหยุนหยุดฟังเสียงเคลื่อนไหวที่อยู่ด้านหน้า“มีอะไรเหรอ?” ตู้กู่โม่หยุดตามหลิงหยุนพร้อมกับร้องถามขึ้นมาด้วยความสามารถของพวกเขาทั้งคู่เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่อาจหยุดพวกเขาทั้งคู่ได้แน่นอน“ดูเหมือนจะเป็นเสียง..”ตู้กู่โม่นั้นไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่หลิงหยุนกลับได้ยินเสียงได้ในระยะไกล เขาจึงอดคิดไม่ได้ว่า หลิงหยุนนั้นน่าจะมีกำลังภายในที่เหนือกว่าตนเอง“ดูเหมือนจะไม่ใช่ชาวจีน พวกเราต้องช้าลงหน่อย.. รอฟังดูว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน!”ที่นี่เป็นป่าไม้ดั้งเดิม.. จึงค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้นานา การจะมองในระยะไกลจึงค่อนข้างลำบาก เพราะถูกบดบังด้วยต้นไม้พวกนั้นหลิงหยุนเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้พูดภาษาจีน จึงน่าจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ชาวต่างชาติพวกนี้มาทำอะไรในป่าลึกแห่งนี้?คนสองคนกับสุนัขจิ้งจอกหนึ่งตัว ต่างก็แอบดูเหตุการณ์อยู่ในระยะห่างไกราวสสองร้อยเมตร และตอนนี้ตู้กู่โม่เองก็เริ่มจะได้ยินเสียงบ้างแล้วไม่ใช่คนจีนจริงๆด้วย ฟังจากเสียงแล้วก็น่าจะมีหลายคน และดูเหมือนพวกเขากำลังพูดถึงอะไรบางอย่าง“นั่นมันคนญี่ปุ่น! หรือจะเป็นนักฆ่า?!” ตู้กู่โม่เคยดูภาพยนต์แอคชั่นของญี่ปุ่น และจำได้ว่าภาษาที่พวกเขาใช้พูดนั้น เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างแน่นอนแต่แล้วตู้กู่โม่เริ่มมีสีหน้าที่ขุ่นเคือง และเคียดแค้นจนถึงกัดกรามแน่น!เมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ตระกูลตู้กู่ของเขาอาศัยอยู่บนเทือกเขาเหิงต้วน แต่เพราะการรุกรานของชาวญี่ปุ่นในอดีต ทำให้ผู้คนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แม้ตระกูลตู้กู่จะมียอดฝีมือมาก แต่ก็ยากที่จะต้านทานต่อการโจมตีของระเบิดที่ญี่ปุ่นใช้เครื่องบินนำมาทิ้งใส่ ยอดฝีมือของตระกูลตู้กู่ต้องตายลงอย่างมากมาย จนตระกูลตู้กู่แทบจะสูญสิ้น และต้องล่าถอยไปในที่สุดแต่ถึงอย่างนั้น สุดท้ายแล้วพวกญี่ปุ่นก็ถูกขับไล่ออกไปจากผืนแผ่นดินจีน และตระกูลตู้กู่ก็ได้ตั้งรกรากอยู่ที่ตีนเขาแทน เพราะยังเคยชินกับการอยู่ตามเทือกเขาแต่ความเกลียดชังชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้เลือนหายไป และความเกลียดชังนี้ก็ถูกปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่ตู้กู่โม่เองที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ยังเห็นคนญี่ปุ่นเป็นศัตรู แล้วจะไม่ให้เขารู้สึกโกรธแค้นได้อย่างไรกัน?หลิงหยุนเองก็เคยได้ยินได้ฟังมาเช่นกัน..คนกลุ่มนี้พูดภาษาญี่ปุ่น และเขาก็ได้ยินเสียงของคนราวเจ็ดหรือแปดคน หลิงหยุนได้แต่ขมวดคิ้ว..แน่นอนว่าคนพวกนี้ไม่ได้เพิ่งมาถึงตอนเช้า เพราะมันยังเช้าเกินไปที่คนกลุ่มนี้จะเดินเข้ามาในป่าลึกได้ถึงเพียงนี้! แต่พวกเขาน่าจะเข้ามาในป่าแห่งนี้ได้ระยะหนึ่งแล้ว..‘น่าแปลก.. คนพวกนี้เข้ามาในป่าแห่งนี้ทำไมกัน?’“เราเข้าไปใกล้อีกนิดจะดีกว่า จะได้เห็นว่าพวกเขามาทำอะไร..” หลิงหยุนบอกตู้กู่โม่ด้วยท่าทีที่สงบบนิ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้เดินเบาๆทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้อีก และตอนนี้คนพวกนั้นก็อยู่ห่างจากทั้งคู่ราวสี่สิบเมตร ทั้งสองคนอาศัยต้นไม้อำพรางกาย และแอบบมองคนพวกนั้นอย่างระมัดระวังจากช่องว่างระหว่างพุ่มไม้หลิงหยุนเห็นคนทั้งหมดเก้าคน.. เจ็ดคนกำลังยืนล้อมรอบลังไม้ขนาดใหญ่ และแต่ละคนก็ล้วนพกมีดยาวคนละเล่ม และปืนที่มีลักษณะคล้ายอาวุธสงคราม ดูเหมือนกำลังมีการแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างรอบๆแค้มป์ไฟ มีเต๊นท์สนามเล็กๆอยู่สิบเต๊นท์ ดูจากลักษณะแล้ว คนพวกนั้นเพิ่งจะตื่นนอน และกำลังก่อไฟ‘เป็นการเดินทางที่มีอุปกรณ์ค่อนข้างครบถวน!’‘เหตุใดจึงเห็นเพียงแค่เก้าคน ในเมื่อมีเต้นท์ถึงสิบเต๊นท์? อีกคนอยู่ที่ใหนกัน?’“พวกเขาน่าจะเป็นยอดฝีมือชาวญี่ปุ่น! ดูเหมือนหกคนนั่นจะอยู่ในขั้นโฮ่วเทียน-7ขึ้นไป!” ตู้กู่โม่มองฝ่ายตรงข้ามที่มีอาวุธครบมืออย่างขุ่นเคืองใจแม้จะสังเกตุการณ์อยู่ไกลๆ แต่หลิงหยุนก็ได้ยินเสียงพูดของทุกคนได้อย่างชัดเจน เขาต้องการรอดูอีกหน่อยว่าจะพบอะไรที่มากกว่านี้หรือไม่?หลิงหยุนและตู้กู่โม่ต่างก็ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น ทั้งคู่เห็นพวกมันคุยกันไปแล้วก็หัวเราะกันไป แล้วจู่ๆก็มีคนเดินเข้ามาสมทบอีกหนึ่งคน