ตอนที่ 75
บทที่ 449 คนตระกูลนี้แปลกประหลาด
October 28, 2026
เหยียนเจาไป๋ชิมปลาต้มเกี่ยมฉ่าย ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกาย : “ฝีมือของพ่อครัวนี้ไม่เลว ตั้งแต่วันนี้ ข้าก็จะอยู่ในกองทัพสะดวกต่อการฝึกทหาร”
กำลังใจในการทำงานของเหยียนเจาไป๋ในเวลานี้เต็มเปี่ยม คิดเพียงแค่จะฝึกทหารอย่างไรดี ได้ครอบครองเรือรบไม้เถี่ยหนานที่ออกแบบอย่างวิจิตรรวม
“ข้าจะมอบหมายงาน ให้พ่อครัวคนนี้รับผิดชอบอาหารของเจ้า” ถึงแม้ บางที น่าจะ อาจจะ พ่อครัวคนนี้คือคนที่หมิงโร่สอนอาหารสามอย่างนี้ สามารถเข้าตาเหยียนเจาไป๋ได้ ทว่าถือว่าเขาคิดแทนคนอื่น เป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนอื่น
“ดี” มีแผนการที่ ‘ความสามารถแลกเปลี่ยนเรือรบ’เหยียนเจาไป๋ถูกชะตากับพ่อบัวลอยงาดำมากยิ่งขึ้น
ซือห้าวเฉินฉีกปูออก นำไข่ปูและเนื้อปูแกะออกมาใส่ไว้ในถ้วยน้ำจิ้ม ราดน้ำส้มสายชูบนปูเล็กน้อย วางไว้ตรงหน้าหมิงโร่ : “กินสิ”
“ขอบคุณคุณพี่” ปากของหมิงโร่โค้งเป็นรอยยิ้ม
ชาติที่แล้วอิจฉาคนมีแฟนมามาก สวรรค์ทรงโปรด ชาตินี้ตนเองได้แฟนหนุ่มที่ฉีกปู แกะเปลือกกุ้งให้นาง ในที่สุดก็ถึงตานางทำให้คนอื่นอิจฉาสักที...
มุมปากซือห้าวเฉินก็อมยิ้ม เขารู้อยู่นานแล้ว นังหนูนี่ขี้เกียจหาใครเปรียบ มักจะกินพวกกุ้งสดแกะเปลือกปลาเลาะก้าง ของสดในแม่น้ำในทะเลที่มีเปลือกมีก้างก็จะกินน้อย มิใช่ไม่ชอบกิน แต่มิชอบแกะเปลือก
ด้วยเหตุที่เช้าวันที่สอง จะต้องกลับไปยังพระนคร รับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว หมิงโร่และซือห้าวเฉินก็เตรียมพักผ่อน
จะทำอย่างไรกระโจมนี่ก็บางเหลือเกิน หมิงโร่เพิ่งถอดเสื้อคลุมล้างหน้าบวนปากเสร็จ ก็หนาวจนสั่นเทา ซือห้าวเฉินลูบเครื่องนอนบนเตียง นอกจากที่ที่วางกาน้ำร้อน ที่อื่นก็เย็นเยือกหมด อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เมื่อตรวจดูผ้าสักหลาดที่ใช่ทำกระโจมอย่างละเอียดแล้ว ก็เอาเสื้อคลุมมาห่อหมิงโร่ไว้ : “วันนี้ไปพักผ่อนที่ห้วงกาลเวลา”
“อืม” หมิงโร่กำลังมีความคิดนี้เช่นนี้ คิดแล้วก็พาซือห้าวเฉินเข้าไปในห้วงกาลเวลา
ทั้งสองเดินอยู่ในนายาห้วงกาลเวลาช้า ๆ : “ก่อนหน้านี้อยู่กระโจมที่ซีเป่ยก็ไม่หนาวเช่นนี้ ในตอนนี้เป็นต้นฤดูร้อนแล้ว ทว่าอุณหภูมิในซีเป่ยก็ถือว่าไม่สูง”
“กระโจมในกองทัพซีเป่ยพันผ้าสักหลาดสองสามชั้น ค่ายใหญ่ที่นายพลหลักใช้ หน้าหนาวยังคลุมเพิ่มด้วยหนังฟอก ฉะนั้นจึงอบอุ่นกว่า” ซือห้าวเฉินจูงหมิงโร่เดินเข้าห้องนอน “ค่ายใหญ่ของที่นี่มีเพียงผ้าสักหลาดชั้นเดียว กระโจมก็ใหญ่เกินไป จึงหนาวยิ่งขึ้น” สีหน้าของซือห้าวเฉินเข้มงวดขึ้น “กรมพระคลังคงจะอมเงินยุทธปัจจัยเงินอุดหนุนกองทัพของราชนาวีไปไม่น้อย”
“ราชนาวีนี้เหตุใดจึงเหมือนกับแม่เลี้ยงเลี้ยงดูมา...” หมิงโร่รู้ว่าฮ่องเต้ตานซู่จะยักยอกเงินเดือนและเสบียงอาหารของกองทัพซีเป่ย เพราะฉะนั้น กองทัพซีเป่ยโดยพื้นฐานซือห้าวเฉินเป็นคนเลี้ยงด้วยตนเอง
“ยันต์เสือของราชนาวีอยู่ในมือไท่ซ่างหวง นายพลหลักก็ฟังคำสั่งแค่จากไท่ซ่างหวง ไท่ซ่างหวงตลอดทั้งปีมิได้อยู่พระนคร แน่นอนว่าตานซู่ไม่มีทางสูญเงินมากมายไว้ที่นี่...”
“พูดอย่างไรราชนาวีก็มีหลายหมื่นคนสินะ ? ฮ่องเต้พยายามช่วงชิงหน่อยหรือ ?” ยันต์เสือไม่ได้อยู่ในมือของฮ่องเต้ตานซู่ เขาจึงปฏิบัติต่อราชนาวีอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ถ้าหากต่อมามียันต์เสือ เหล่าทหารก็คงจะเอาใจออกห่างจากผู้นำไปก่อนแล้วมิใช่หรือ ?
หมิงโร่เชื่อ ถึงแม้ฮ่องเต้ตานซู่จะได้ยันต์เสือของกองทัพซีเป่ย ก็ไม่มีทางที่จะควบคุมกองทัพซีเป่ยได้ กองทัพซีเป่ยยอมรับซือห้าวเฉินคนเดียว เดิมทีก็มิใช่เพราะยันต์เสือจึงควบคุมได้
“เขาเก่งแต่วางอุบายกับขุนนาง และยังคิดว่าตนเองนั้นฉลาดล้ำ” ริมฝีปากของซือห้าวเฉินเย้ยหยัน “ในเมื่อตานซู่ดูหมิ่น จิตใจของราชนาวี ข้าจะซื้อตัวข้าราชการแทนเขาเอาแล้วกัน”
“ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บกำลังจะมา ก่อนอื่นให้ไป๋เชินนำผ้าสักหลาดและหนังฟอกกลับมาจากเป่ยฉือจำนวนมาก แก้ไขปัญหาสินค้าและวัตถุดิบในการผ่านฤดูหนาวก่อน ฝั่งแม่น้ำนี้มีไอชื้นมาก ฤดูหนาวจะต้องหนาวกว่าที่อื่นเป็นแน่” บางทีอาจจะเป็นเพราะการศึกษาที่ได้รับมาแต่เล็ก ในใจหมิงโร่จึงเต็มไปด้วยความนับถือและเคารพรัก เหล่าทหารหาญที่ปกป้องรักษาบ้านเมืองอยู่เสมอ
“อืม” ซือห้าวเฉินพยักหน้า สมกับเป็นพระชายาของเขา สามารถเป็นคู่คิดกับเขาได้ตลอด