ตอนที่ 81
บทที่ 455 ทำเกินจำเป็นไป
October 28, 2026
ฉู่ห้าวเฉินนั้นยินยอมไต่สวนคนที่มันสมอง คนที่ใช้ปัญญาในการต่อสู้ และไม่อยากเห็นเรื่องราวงี่เง่านี้อีก: “เรื่องราวต่อไป
ฉู่เซ่าชิงรู้ดีที่สุด พรุ่งนี้เช้าข้าจะทูลเรื่องนี้กับฝ่าบาท”
“ข้าน้อยรับทราบขอรับ” ฉู่เฉินโจวรู้สึกว่าหยุนชิงอ๋องอยู่ถึงเวลานี้ ถือว่าเกินความคาดหมายมากแล้ว นิสัยการทำงานของท่านอ๋องนั้น สามารถจับตัวนางสนมนั้นออกมาได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว “ข้าน้อยจะรีบไต่สวนคดีนี้ออกมาให้เร็วที่สุด และจะนำทูลเกล้าฯขึ้นไป”
ซือห้าวเฉินนั้นพอใจกับผลงานของฉู่เฉินโจวมาก หลังจากนั้นก็เดินจากไป
ชือจงเฉิงที่รู้สึกดีขึ้นแล้วนั้นรีบคุกเข่า: “ท่านอ๋องได้ช่วยชีวิตครอบครัวของข้าน้อยไว้ดั่งเหมือนน้ำมาดับกองเพลิง ข้าน้อยไม่รู้จะตอบแทนเช่นไร ต่อไปข้าจะสำนึกตอบแทนท่าน……ราชสำนัก”
ชือจงเฉิงถึงแม้ร่างกายจะอ่อนเพลียอยู่ แต่แววตาของเขานั้นมั่นคงและจริงจัง ใครก็ตามที่เห็นสายตาที่เป็นประกายนื้ ต่างก็ต้องรู้ว่าคนที่เขาจะตอบแทนนั้นไม่ใช่ราชสำนัก แต่จะเป็นหยุนซิงอ๋องผู้นี้
ซือห้าวเฉินไม่ได้ดูถูกท่าที ‘ยอมแพ้’ของเขา ฮ่องเต้ตานซู่นั้นเห็นความสำคัญของกรมคลังนี้มาก อยากส่งคนเข้ามาในนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ซือจงเฉินถึงแม้จะเป็นแค่ขุนนางระดับห้าเท่านั้น แต่ตนเองนั้นพร้อมจะอุ้มชู ให้เป็นรองกรมสักกรมหนึ่งน่าจะไม่ยาก
แต่คนนั้นจะใช้ได้หรือไม่นั้น ยังต้องใช้เวลาในการทดสอบ ตอนนี้ พวกเขาคิดว่าตระกูลซือและเหล่าหวู่นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน แต่มันก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน
ถึงแม้นายท่านซือเป็นตระกูลผู้ลี้ภัย ไม่มีญาติโกโหติกาในพระนคร ฟันฝ่าอุปสรรคและสามารถประสบความสำเร็จ โดยที่ตระกูลซือนั้นเป็นหนึ่งในสิบของนักการค้าที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นพระนคร
เพียงลำพังเขาคนเดียว ถึงแม้จะให้เวลาเขายี่สิบปี ก็อาจจะทำไม่ได้เหมือนนายท่านซือ
ช่วงเวลาที่นายท่านซือ ‘ทุ่มเททำงาน’สร้างเนื้อสร้างตัวนั้น อายุอานามของเหล่าหวู่นั้น อาจจะยังไม่หย่านมด้วยซ้ำ
ตระกูลซือดูแล้วเหมือนจะเป็นครอบครัวธรรมดา แต่มันไม่ได้ดูง่ายดายเช่นนั้น
“ใต้เท้าซือนั้นยังหนุ่มและฉลาดเฉลียว ยังมีเวลาและโอกาสตอบแทนคุณราชสำนักอีกเยอะ” ซือห้าวเฉินผู้ยากที่จะเยินยอคน
“ท่านอ๋องกล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยมิกล้า” เมื่ออยู่ต่อหน้าหยุนชิงอ๋องผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเทพแห่งสงครามตงเฮิงตั้งแต่อายุสิบหก หนังหน้าต้องหนาขนาดไหนถึงจะกล้ายอมรับคำเยินยอว่าเป็นคนหนุ่มที่ฉลาดเฉลียว
ซือห้าวเฉินนั้นพาองครักษ์นั้นกลับไป ชูอีก็จูงเจ้าหมึกเงินเดินตามออกไป
ฉู่เฉินโจวมองหน้าฉินโม่ที่ยังอยู่: “ท่านใต้เท้าฉินยังมีเรื่องใดจะมอบหมายข้าหรือไม่?”
“ห้องลับใต้ดินนั้นยังมียาพิษ หนอนพิษกู่ นายท่านเกรงว่าใต้เท้าฉู่นั้นจะจัดการไม่ไหว เลยให้ข้ามาช่วยท่าน” ฉินโม่นั้นไม่คุ้นเคยกับพวกยาพิษหรือหนอนกู่ แต่ว่าถ้าต้องให้เขากลับจวนพร้อมเจ้าหมึกเงินนั้น เขายอมที่จะอยู่กับหนอนพิษกู่ยังจะดีกว่าอีก
เจ้าหมึกดำนั้นแตะต้องตัวไม่ได้ แต่เจ้าหนอนพิษกู่สามารถตีมันได้นิ?
หลิงหลง: เนื้อที่ถูกเชือดตายแล้วนั้นไม่อร่อย ตระกูลหลุนนั้นจะวางยาพิษให้เจ้าตายเลยนะ!
เขามองไม่เห็นหลินหลง และไม่รู้ว่าใจมันคิดอะไรอยู่ เลยไม่รู้ว่าต้อง ‘เชือด’แล้วค่อยกินเนื้อ ตัวเองยังต้องเผชิญกับชีวิตที่หดหู่เช่นนี้
ตอนนั่งรถม้ากลับจวน เพิ่งรู้สึกตัวว่าเหนื่อยจนจะไม่ไหวแล้ว จวนซือนั้นกว้างใหญ่ หมิงโร่นั้นยืนอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ตอนนี้ช่างรู้สึกเหนื่อยล้าแท้จริงเชียว
“นายท่านของตระกูลซือนั้นโดนพิษหนอนกู่หรือเปล่า?” ซือห้าวเฉินรู้สึกเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นเพียงเพราะโดนสะกดจิต เขากลับไม่มีท่าทีเหมือนที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ไม่น่าจะแค่หมดสติเช่นนั้น
“เขาไม่ได้โดนพิษกู่” หมิงโร่ส่ายหัว “แต่น่าจะถูกล้างสมองมากกว่า”
“ล้างสมอง?” ซือห้าวเฉินยักคิ้วเบาๆ “มันคือโรคอะไร?”
“มันคือการสะกดจิตใจ โดยจะเข้าไปควบคุมจิตใจตอนที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด จะชี้นำจิตใจนั้นให้ไปผิดทาง และยังมีอย่างอื่นๆประกอบด้วย เช่น การผูกขาด การพิสูจน์แบบวนเวียน การผูกมัดเพื่อผลประโยชน์ การร่ายมนตร์ พิธีกรรม พฤติกรรมซ้ำไปซ้ำมา” หมิงโร่มองว่านายท่านซือนั้นเป็นเพียงผู้ชายขี้ขลาด ไม่มีภาพลักษณ์ที่ดีเลย
“ความหมายของเจ้าคือ นายท่านซือเขายินยอมที่จะเป็นเช่นนี้?” เมื่อเขาฟังชายาพูดเช่นนั้นก็ได้แต่ฟังและเชื่อตามที่นางพูด