ตอนที่ 121
บทที่ 495 ตราประทับนักบวช
October 28, 2026
“แค่ก ๆ ...แค่ก ๆ ๆ...” พ่อครัวและลูกศิษย์ที่รับหน้าที่ในครัวเพิ่งจะเข้าใจ แม่นางหมิงก่อนที่จะจับหม้อเหตุใดจึงได้ใส่ผ้าขนหนูรูปร่างประหลาดเช่นนั้น กลิ่นนี้ฉุนเกินไป รสชาติที่เข้าขนาดนี้ เกรงว่านายท่านจะกินไม่ไหว
หมิงโร่ผัดวัตถุดิบหม้อไฟเรียบร้อยแล้ว ใช้ให้อานซินไปเอาหม้อไฟหยวนหยางจากอะยวน
ไม่นานนักอานซินก็นำหม้อไฟหลุมคู่กลับมา หมิงโร่เอาซุปแดงและซุปขาวแบ่งใส่ในหม้อ
“ดูเช่นนี้เหมือนกับปลาไทจี่เลย” อานซินรู้สึกว่าดูดีมาก และกลิ่นของซุปก็หมอมาก
“หม้อไฟนี้และกับข้าวอีกสักครู่เอาขึ้นโต๊ะ เกี๊ยวน้ำและลูกอี๋ก็เช่นกัน ผลัดยามจื่อจึงจะกิน” หมิงโร่มอบหมายงานให้พ่อครัว
“แล้วไก่ตุ๋นล่ะขอรับ ?” พ่อครัวที่กำลังให้ผู้ช่วยครัวจัดวางผักลวกถามขึ้น : “จะยกอาหารเวลาใด ?”
“ไก่ตุ๋นและหม้อไฟยกขึ้นพร้อมกัน ข้ากลัวว่าอาจารย์จะไม่เคยชินกับการกินหม้อไฟ” หมิงโร่เองก็มองออก เวลาปกติอาจารย์คงจะกินรสชาติที่อ่อนมาก เพราะฉะนั้น จึงตั้งใจทำไก่ตุ๋นปรุงรสค่อนข้างอ่อน
“ขอรับ” ในตอนนี้พ่อครัวก็วางใจ แม่นางหมิงโร่รู้รสนิยมของนายท่านก็พอแล้ว
ถ่ายทอดเรื่องราวในครัวอย่างชัดเจน หมิงโร่ก็กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อกับซือห้าวเฉิน กลิ่นของหม้อไฟหม่าล่ารุนแรงเกินไป หมิงโร่รู้สึกว่าตนเองโดนกลิ่นนี้ปกคลุมไปหมดแล้ว
หมิงโร่เปลี่ยนชุดไปพูดไป : “เสื้อผ้าลูกศิษย์ตำหนักหยุนจงสะดวกสะอาด แขนแคบนี้ทำมาได้ดีมาก”
“อืม” ซือห้าวเฉินเองก็รู้สึกว่าชุดไม่เลว ก่อนหน้านี้สับเนื้อ ต้องใช้ผ้าผูกผมผูกแขนเสื้อ
“เวลาว่างข้าต้องเสื้อผ้าแขนแคบสักหน่อย” หมิงโร่หยิบหวีขึ้นมา จัดทรงผมยาว
ซือห้าวเฉินหยิบหวีในมือหมิงโร่ ช่วงนางม้วนมวยผมก้นหอย : “เสื้อผ้าแขนแคบไม่เหมาะกับเจ้า”
“หือ ?” หมิงโร่มองไปยังแฟนหนุ่มที่รักด้วยความสงสัย
ซือห้าวเฉินหันหัวของนางกลับไป เลือกปิ่นพู่ระย้าปักไว้บนผมของหมิงโร่ : “แขนเสื้อที่แคบเช่นนั้น เจ้าหยิบแอปเปิลสองลูกก็มากเกินแล้ว หยิบของออกมามากกว่านั้น นั่นยิ่งแปลก...”
“อ้อ” หมิงโร่คิด ๆ ดูก็ใช่ แบบ ‘แขนใหญ่ปกคลุมท้องฟ้า’ จึงจะเหมาพกับตนเอง
สองคนเก็บสัมภาระ และไปยังตำหนักหลัก
หม้อไฟและผักลวกหลากสีและยังมีไก่ตุ๋น ต่างก็จัดลงโต๊ะเรียบร้อย เนื่องจากกินอาหารข้ามคืนต้อนรับปีใหม่ มากคนจึงจะคึกคัก ท่านเหว่ยที่ปกติจะทานอาหารในเรือนของตนเอง ก็มาทานอาหารที่ตำหนักหลัก
เห็นหมิงโร่เดินเข้ามา รีบลุกขึ้นยืนของคุณ : “ขอบคุณแม่นางหมิงโร่ยิ่งนักที่มอบยาให้ ช่วยข้าไว้ได้มาก”
“ท่านเหว่ยอย่าได้เกรงใจ เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง” หมิงโร่ถามทั้งรอยยิ้ม “คนคนนั้นคงจะไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม ?”
“ได้สติแล้ว ทว่าร่างกายยังคงอ่อนแอ นอนพักสักวันสองวันจึงจะดี” ท่านเหว่ยคำนับต่อ “เขาเป็นลูกหลานตระกูลข้า ผู้อาวุโสในตระกูลป่วยหนัก เขาออกมาหายา หามาหลายเดือนก็ยังไม่พบ พ่อของเขามอบหมาย ถ้าหากหาไม่พบ สามารถมาหาข้าได้
เด็กคนนี้ก็เช่นกัน ไม่หาคนมาที่นี่แจ้งให้ทราบ ตนเองบุกเข้ามาในสำนักในโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ถ้าหากไม่ได้แม่นางหมิงโร่ไปพบบนเขา ตอนนี้เขาคงจะไม่มีชีวิตอยู่เป็นแน่แล้ว”
“พูดเช่นนี้ แต่พระสวามีข้าเป็นคนเสนอ ให้ขึ้นไปเขาลูกนั้น” ถือว่าชะตาของคนคนนั้นยังไม่ขาด วันนี้ที่พวกเขาขึ้นเขา เดิมทีเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบชั่วคราว
“และต้องขอบคุณองค์หยุนชินอ๋องยิ่งนัก” ท่านเหว่ยคำนับให้ซือห้าวเฉิน