ตอนที่ 129
บทที่ 503 สวัสดิการลดลง
October 28, 2026
เห้อเหลียนเจว๋มีกลอุบาย สำหรับเรื่องนี้ แท้จริงแล้วผู้หญิงในมือเขาเป็นนักฆ่าหรือไม่ก็เป็นคนรับใช้คอยติดตามเขา
ถ้าให้พวกเขาแกล้งทำตัวเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอ ในเวลาอันสั้นคงได้อยู่ หากนานไปอาจจะถูกจับได้
เวลานี้ซือห้าวเฉินใช้สมองคิดอย่างรวดเร็ว จึงมีแผนการออกมา “เรื่องนี้ค่อยหารือกันทีหลัง ตอนนี้ตระกูลเห้อเหลียนกับตระกูลเป่ยกงแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กัน ท่านปู่เจ้าคิดอย่างไร?”
“เรื่องนี้พูดแล้วก็ค่อนข้างซับซ้อน เริ่มตั้งแต่สามสิบปีก่อน ตระกูลเป่ยกงเปิดเส้นทางการเดินเรือแล้วหารายได้มาสู่แคว้นสี่ ค่อยๆ ทำให้อีกสามตระกูลยอมรับ และกลายเป็นผู้นำของตระกูลทั้งสี่ก่อน
แต่ท่านปู่ของข้าไม่ชอบความเย่อหยิ่งของตระกูลเป่ยกง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้จึงไม่ค่อยติดต่อกับตระกูล เป่ยกง
การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ เป็นความคิดของท่านลุงสามคนเดียว
ยี่สิบปีก่อน เขารับผิดชอบออกจากตระกูลไปซีเจี่ย เพื่อช่วยตระกูลเป่ยกงดูแลท่าเรือของซีเจี่ย ท่านปู่ของข้าจึงไม่นับข้าเป็นหลานชาย
แต่หลายปีมานี้ จงโจวกับสี่แคว้นติดต่อกันบ่อยขึ้น หลายตระกูลได้ก่อตั้งกิจการในแคว้นสี่ ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน หากตระกูลเห้อเหลียนไม่รวมกลุ่มอยู่ในนั้น ก็จะต้องถูกขับไล่ออกจากกลุ่มตระกูลใหญ่ทั้งสี่ได้
หากจะไปมาระหว่างจงโจวกับแคว้นสี่ ก็ต้องใช้เส้นทางการเดินเรือของตระกูลเป่ยกง ถึงแม้ท่านปู่ข้าไม่อยากข้องเกี่ยวกับตระกูลเป่ยกงมากไป แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ไม่เพียงไม่คัดค้านการแต่งงานในครั้งนี้ แต่ยังพาลูกสาวจากสนมของอาสามกลับบ้าน ให้นางเป็นแต่งงานออกจากบ้านตระกูลเห้อเหลียน”
ซือห้าวเฉินไม่ชอบบุคลิกของหัวหน้าตระกูลเห้อเหลียนคนปัจจุบันมาก ยังดีที่ลูกชายคนโต้และหลานชายเขายังได้เรื่องอยู่ “ไม่ต้องบอกกับคนอื่น ว่าข้ามาถึงจงโจวแล้ว”
“ข้าน้อยรับทราบ” เห้อเหลียนเจว๋พยักหน้าทันที “นายท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อน”
“อ้อ” ซือห้าวเฉินตอบรับ
เห้อเหลียนเจว๋มองผู้หญิงและผู้ชายที่นายท่านพามาด้วย มองแล้วอีกคนเหมือนองค์รักษ์ อีกคนเหมือนกับสาวใช้ แต่ตอนนี้นายท่านก็แต่งตัวเป็นองค์รักษ์เหมือนกัน ไม่อาจจะตัดสินได้ว่าทั้งสองเป็นใคร
เห้อเหลียนเจว๋จึงหยั่งเชิงถาม “นายท่านพักเรือนกลาง แล้วให้ทั้งสองท่านพักเรือนตะวันออกและตะวันตกดีไหมขอรับ?”
“ท่านนี้คือภรรยาข้า” ซือห้าวเฉินจู่ ๆ ก็รู้สึกว่า หลานชายของตระกูลเห้อเหลียนเป็นคนไร้ประโยชน์ขึ้นมา
“แท้จริงแล้วคือฮูหยิน ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว” เห้อเหลียนเจว๋รีบโค้งคำนับ
“ไม่ได้เจอกันนาน อาการบาดเจ็บที่ขาของท่านชายเห้อเป็นอย่างไรบ้าง?” หมิงโร่ถามเสียงแผ่วเบา
“เอ้?” เรื่องขาบาดเจ็บ นอกจากองค์รักษ์คนสนิท แม้แต่คนในตระกูลก็ไม่มีใครรู้ แล้วฮูหยินรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
หมิงโร่ยิ้มให้เขา “ข้าเป็นคนผ่าตัดให้ท่านชายเห้อเอง”
“ท่าน.....ท่านหรือหมอหมิง?” ตอนนี้เห้อเหลียนเจว๋ช็อคมาก
“ถูกต้อง” หมิงโร่ตอบด้วยน้ำเสียงที่นางใช้ในตอนตรวจ
เดิมทีหมอหมิงหน้าตาหล่อเหลามาก ตัวเล็กบาง เห้อเหลียนเจว๋คิดเพียงว่าเป็นเพราะหมอหมิงอายุน้อย
แต่แท้จริงแล้ว เห้อเหลียนเจว๋มีความคิดเหมือนผู้ชาย คือไม่คิดว่าผู้หญิงจะมีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้
ไม่คิดว่า ขาของเขาขนาดหมอตงเหิงยังไม่มีวิธีรักษาได้ แต่กลับเป็นผู้หญิงที่รักษาจนหาย
“ขอบ.....ขอบคุณฮูหยินที่เมตตาช่วยชีวิตข้าไว้” เห้อเหลียนเจว๋ทำความเคารพอีกครั้ง ในฐานะทายาทของตระกูลเห้อเหลียน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาไม่อาจเป็นคนพิการที่น่าสงสารได้
“ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเพียงแต่ทำหน้าที่ของหมอที่ควรทำ ท่านชายเห้อก็ได้จ่ายค่ารักษาแล้ว” หมิงโร่โบกมือ
เดิมเห้อเหลียนเจว๋คิดว่าการที่นายท่านพาฮูหยินมาที่จงโจวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลย แต่เมื่อรู้ว่าฮูหยินคือหมอหมิงผู้มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ความคิดก่อนหน้าจึงสลายไปทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากมีหมอผู้เชี่ยวชาญอยู่ข้างๆ ก็เพิ่มการป้องกันไปอีกขั้นหนึ่ง
หมิงโร่เห็นสายตาดูถูกเหยียดหยามที่เปล่งประกายในดวงตาของเห้อเหลียนเจว๋ จึงบอกตัวตนของนางไป