ตอนที่ 150
บทที่ 524 ขึ้นเป็นผู้ชนะ
October 28, 2026
“แหม ฮูหยินน้อยแต่งบทกวีเป็นด้วยหรือนี่” คุณหนูว่านยิ้มอย่างพระศรีอริยเมตไตรย
หมิงโร่เงยหน้าขึ้นมอง “นักเรียนการแสดง” ดีเด่นเหล่านี้ หากคุณหนูว่านพอจะเก็บซ่อนแววตาล้อเลียนของนางได้ ตนเองก็คงพอจะฝืนใจคิดว่านางเป็นคนดีคนหนึ่ง
“พี่สะใภ้ของข้าทำเป็นทุกอย่าง จึงมักถูกท่านย่าชื่นชมอยู่บ่อยครั้ง” เป่ยกงซือซือเริ่มต้นด้วยคำเยินยอ “รีบบอกมาซิว่าหัวข้อบทกวีของงานชุมนุมวันนี้คืออะไร ?”
สาวใช้คลี่กระดาษที่อยู่ในมือออก ด้านบนเขียนเอาไว้ว่า : ใช้ “ดอกท้อ” แต่งโครงเจ็ดตัวอักษรออกมา ไม่จำกัดคำคล้องจอง
“เอ๊ะ วันนี้พวกพี่รองแต่งโครงเจ็ดคำหรือนี่” เป่ยกงซือซือพูดด้วยรอยยิ้ม
ความยาวของโครงเจ็ดคำดูเหมือนจะง่ายต่อการแต่ง แต่อันที่จริงกลับเป็นแก่นแท้ของบทกวี เมื่อตัดให้มีคำคล้องจอง ด้านหน้าและด้านหลังออกไป ก็จะเหลือเพียงคำสั้น ๆ เพียงยี่สิบกว่าคำ หากต้องการจะแต่งออกมาให้โดดเด่น ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องยาก
หมิงโร่หมุนแก้วน้ำชาที่อยู่ในมืออย่างไม่สะทกสะท้าน คนโบราณพวกนี้จะทำอะไรก็เอาแต่นึกถึง “ดอกท้อ” พวกเขาไม่เบื่อ แต่เกรงว่าดอกท้อจะเบื่อพวกเขาเสียก่อน
“พี่สะใภ้เร็วเข้า ข้าจะช่วยท่านฝนหมึกเอง” เป่ยกงซือซือยิ้มร่า แล้วประคองหมิงโร่มานั่งลงที่โต๊ะหนังสือ “พี่สะใภ้ ไม่ต้องประหม่านะเจ้าคะ พวกเราเพียงแค่แต่งกลอนกันเล่น ๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะแต่งออกมาดีหรือไม่ ก็ไม่มีใครถือสาหรอกเจ้าค่ะ”
หมิงโร่แอบกลอกตาด้วยความเบื่อหน่ายอยู่ในใจ : ฉันเชื่อเธอ......ก็โง่แล้ว !
“ไม่ทราบว่าปกติแล้วฮูหยินน้อยเป่ยกงฝึกฝนแบบเขียนตัวอักษรเล่นไหนหรือเจ้าคะ ?” คุณหนูที่สวมชุดชวีจวีสีชมพูดอกท้อผู้หนึ่ง เดินตรงมาที่โต๊ะเขียนหนังสือ แล้วให้สาวใช้ช่วยฝนหมึกให้กับนาง
หมิงโร่แสยะยิ้ม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน : “ข้าฝึกฝนตัวอักษรของอาจารย์ที่มีนามว่าจ้าวจี๋เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น”
“จ้าวจี๋ ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” คุณหนูผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกอย่างชัดเจน “เป็นชาวซีเจี้ยของพวกท่านหรือ ?”
“เป็นอาจารย์ท่านหนึ่งที่อยู่ในราชวงศ์ก่อนน่ะ” คำว่าราชวงศ์ก่อนนั้นหมายถึงราชวงศ์ก่อนจริง ๆ ถึงแม้จะไม่ใช่ราชวงศ์ก่อนของพวกเธอก็ตาม
หมิงโร่จุ่มน้ำหมึกที่เป่ยกงซือซือฝนเสร็จ จากนั้นจึงตวัดปลายพู่กันอย่างคล่องแคล่ว ตัวอักษรมีลายเส้นที่บางและทรงพลัง ทำให้บทกวีเจ็ดคำถูกเขียนออกมาจนเสร็จเรียบร้อยในคราวเดียว
คุณหนูที่สวมชุดสีชมพูเกิดในตระกูลนักปราชญ์ นางกำลังคิดทบทวนว่า : ต่อให้เป็นคนในราชวงศ์ก่อน แต่ถ้าหากเป็นนักเขียนพู่กันฝีมือดีจริง ๆ ไม่มีทางที่นางจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียง
แต่เมื่อเห็นตัวอักษรที่ฮูหยินน้อยเป่ยกงเขียนออกมา ลายเส้นทั้งบางและเป็นระเบียบ จึงไม่อาจหาข้อตำหนิใด ๆ ออกมาได้
ยิ่งเมื่อได้เห็นบทกวีที่โดดเด่นบทนั้น ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองนั้นมีความคิดทางบทกวีที่ตื้นเขินนัก เมื่อคิดที่จะแต่งออกมาใหม่ ก็ไม่อาจคิดบทกวีที่ดีกว่าออกมาได้ในทันที
เมื่อเป่ยกงซือซือเห็ยบทกวีที่หมิงโร่แต่งออกมา ก็รู้สึกตกตะลึง โชคดีที่เมื่อครู่ตนเองได้เอ่ยปากออกไปแล้วว่าวันนี้จะไม่แต่งกลอน ไม่เช่นนั้นคงต้องถูกเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่มาจากซีเจี้ยคนนี้อย่างแน่นอน
“พี่สะใภ้แต่งบทกวีได้ไพเราะจริง ๆ” เป่ยกงซือซือเลือกที่จะมองข้ามลายพู่กันที่งดงามของหมิงโร่
“ข้าจะต้องแบกรับคำชมที่ว่า “ทำได้ทุกอย่าง” เอาไว้ให้ได้ มิเช่นนั้นคนอื่นคงหาว่าน้องหญิงชอบพูดโกหกอย่างแน่นอน” หมิงโร่วางพู่กันที่อยู่ในมือลงบนที่วางพู่กัน
เป่ยกงซือซือแอบกัดฟันแน่น “เห้อเหลียนเหยาฮั๋ว”ผู้นี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านย่านั้นดูว่านอนสอนง่าย แต่เมื่ออยู่ห่างจากสายตาของท่านย่า กลับเผยเขี้ยวเล็บออกมาให้เห็นแล้ว
เมื่อคุณหนูว่านเห็นเป่ยกงซือซือไม่สบอารมรณ์นัก ก็รีบเข้ามาทำลายบรรยากาศอึดอัด : “ซือซือ เจ้ารีบบอกมาซิว่า ท่านชายจากตระกูลไหนกันแน่ที่เข้าตาท่านป้า มาเข้าร่วมงานชุมนุมกวีในศาลาด้วยหรือไม่ ?”
ใบหน้าของเป่ยกงซือซือแดงก่ำขึ้นทันที นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบังใบหน้าแล้วพูดว่า : “ไม่มีเรื่องทำนองนั้นหรอก พี่หญิงว่านอย่าพูดจาไร้สาระ”
“เจ้าอย่าคิดปฏิเสธเลย ท่านป้าบอกกับท่านแม่ของข้าแล้วว่า คือท่านชายสี่แห่งตระกูลฉีเตียว” คุณหนูที่เป่ยกงซือซือเรียกว่า “พี่หญิงฉิน” เดินไปมองตรงหน้าต่าง “ดูเหมือนจะเป็นคนที่ตกปลาอยู่ใต้ระเบียงคนนั้นนะ”
“ท่านชายสี่ของตระกูลฉีเตียวหรือ ?” คุณหนูว่านเองก็มองลงไปด้านล่างเช่นกัน “ดูเหมือนจะไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงนานแล้ว ที่มาวันนี้ คงจะมาดูตัวโดยเฉพาะเป็นแน่”
หมิงโร่เองก็เหลืบตามองลงไปด้านล่าง คนที่นั่งตกปลาอยู่ตรงระเบียงคนนั้น ดูเหมือนจะเป็น......ชีเตียวจิ่น !