ตอนที่ 155
บทที่ 529 หนีไม่พ้นแล้ว
October 28, 2026
ฮูหยินเฒ่าจ้าวที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เมือ่ได้ยินคำพูดของแม่นมเว่ย ว่าซิงเอ๋อร์ขโมยของตระกูลเป่ยกงหลายแสนตำลึง ก็คลายความโกรธทันที แม้แต่เสียงร้องก็อุดอยู่ที่ลำคอ มีเพียงเสียงเหมือนไก่ขันเล็ดลอดออกมา : “เอ่อ......เจ้า......เจ้าพูดว่าเท่าไรนะ ?”
“ครั้งนี้หนึ่งแสนกว่าตำลึง ก่อนหน้านี้ยังนำภาพวาดจำนวนมากของท่านชายใหญ่เราออกไปขาย เกรงว่ารวม ๆ แล้วน่าจะหลายแสนตำลึง” แม่นมเว่ยพูดด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“เจ้าอย่ามาใส่ความคนอื่นนะ ปกติซิงเอ๋อร์ของข้าก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย แล้วจะใช้เงินมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร !” ฮูหยินเฒ่าจ้าวไม่ได้ออกหน้าแทนหลานชาย แต่นางไม่เชื่อจริง ๆ ว่าในมือของหลานชายจะมีเงินมากมายขนาดนั้น
ลูกสาวคนโตเป็นฮูหยินใหญ่ตระกูลเป่ยกง ทุกปีจะมอบเงินให้ตระกูลหลายพันตำลึง ก็พอจะทำให้ตระกูลจ้าวของพวกเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีกินมีใช้ มีบ่าวไพร่จำนวนมากไว้คอยดูแลได้แล้ว
หากหลานชายมีเงินหลายแสนตำลึงจริง ทำไมจึงไม่เคยส่งกลับมาที่ตระกูลแม้แต่แดงเดียว ?
“หลานชายของท่านขายภาพวาดของท่านชายใหญ่เรา ล้วนมีที่ประจำ หากฮูหยินเฒ่าจ้าวไม่เชื่อ พวกเราจะเรียกผู้ดูแลร้านภาพวาดและโรงจำนำมาสอบถามก็ย่อมได้”
ครั้งนี้แม่นมเว่ยเตรียมตัวมาอย่างดี ไม่มีทางยอมให้ตระกูลจ้าวได้ผลประโยชน์แล้วโยนความผิดให้ตระกูลเป่ยกงเด็ดขาด ต่อให้ไปไม่สืบที่ร้านขายภาพวาดกับโรงจำจำนำ ก็สามารถไปที่บ่อนกับงานประมูล แล้วสืบดูได้ว่าปกติแล้วหลานชายของท่านใช้จ่ายเงินเช่นไร หากเขาไม่ขโมยของ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไหวหรือ”
ฮูหยินเฒ่าจ้าวเห็นหลานชายเอาแต่นิ่งเงียบ ก็เชื่อในสิ่งที่แม่นมเว่ยพูดเกือบทั้งหมดแล้ว ตอนนี้แม้กระทั่งจะ “ขัน” ก็ยังส่งเสียงไม่ออก เกรงว่าจะทำให้แม่นมเว่ยโมโห แล้วสืบสาวราวเรื่องทีละอย่าง ๆ และสุดท้ายให้ตระกูลจ้าวของพวกเขาชดใช้หนี้
ผู้คนที่มีมุงดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกได้รับข้อมูลไปอย่างเต็มอิ่ม ไม่เพียงแค่รู้ว่าท่านชายของตระกูลจ้าว ไปอยู่ที่ตระกูลเป่ยกงโดยไม่ทำประโยชน์อะไร ซ้ำยังขโมยของของคนอื่นอีก แต่ยังได้รู้อีกว่า ใช้ชีวิตยุ่งเกี่ยวกับบายมุขไม่ขาดอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ยังมีคนคิดว่า ถึงแม้ตระกูลจ้าวไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตมั่งคั่ง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยในนครหยุนหลิง ยิ่งได้เกี่ยวดองกับตระกูลเป่ยกง ก็ยิ่งทำให้อยากส่งลูกสาวเข้ามาแต่งงานกับท่านชายตระกูลจ้าว คิดไม่ถึงเลยว่าท่านชายตระกูลจ้าวจะเป็นคนเนรคุณ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเช่นนี้ โชคดีที่ยังไม่พูดคุยเรื่องการแต่งงาน มิเช่นนั้น ไม่เท่ากับเป็นการทำลายชีวิตลูกสาวตนเองหรอกหรือ
เนื่องจากแต่เดิมตระกูลจ้าวก็ไม่ใช่ตระกูลสูงศักดิ์ ยิ่งตอนนี้ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกับตระกูลเป่ยกงอีก ดังนั้น บรรดาผู้คนที่มุงดูอยู่ด้านนอก จึงตะโกนด่าทอออกมาเสียงดังลั่นด้วยท่าทีขุ่นเคือง ราวกับว่าคนที่ถูกขโมยเงินหลายแสนตำลึงไปไม่ใช่ตระกูลเป่ยกง แต่เป็นพวกเขา
ตอนนี้ฮูหยินเฒ่าจ้าวนึกเสียใจอย่างยิ่ง หากรู้แต่แรกว่าเรื่องเป็นเช่นนี้ ก็คงเข้าไปพูดคุยกันข้างในแล้ว
เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่เพียงแค่เผยให้เห็นนิสัยที่ขาดคุณธรรมของหลานชายตนเองเท่านั้น ซ้ำยังทำให้ผู้คนรู้อีกว่า ตระกูลจ้าวและตระกูลเป่ยกงไม่ลงรอยกัน สุดท้ายแล้วไม่เหลืออะไรสักอย่างจริง ๆ
เดิมทีพ่อบ้านจูไม่ต้องการทำให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ อย่างไรเสีย ปกติแล้วเขาก็ได้รับผลประโยชน์จากฮูหยินใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ฮูหยินเฒ่าจ้าวไม่รู้จักประเมินสถานการณ์จริง ๆ ถึงแม้เขาจะมีใจเข้าข้างฮูหยินใหญ่ แต่ก็ไม่อาจทำลายชื่อเสียงของตระกูลเป่ยกงได้
ตอนนี้ ไม่ว่าเรื่องที่ควรพูดหรือไม่ควรพูดล้วนกระจ่างหมดแล้ว หลังจากโล่งใจ ก็ส่งคนกลับไปรายงานที่จวน
นายท่านจ้าวเองก็เป็นน้องชายของฮูหยินใหญ่เป่ยกง เมื่อเห็นลูกชายก่อปัญหาใหญ่เช่นนี้ จึงหยิบไม้สลักประตูมา แล้วฟาดลงไปบนตัวของจ้าวซิง : “วันนี้ข้าจะขอตีลูกเนรคุณอย่างเจ้าให้ตาย......เจ้าได้เงินมาหลายแสนตำลึง เอาไปใช้จ่ายที่ไหนหมด......ซ้ำยังเล่นพนัน เดินเร่ร่อนในงานประมูลอีก......นั่นเป็นที่ที่เจ้าควรไปอย่างนั้นหรือ......ปกติแม้แต่ข้ายังไม่กล้าไปเลย......”
นางเฉียนเห็นนายท่านทุบตีลูกชายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็รีบกอดสลัดประตูที่นายท่านจ้าวถืออยู่นมือเอาไว้ : “นายท่าน......ตอนนี้ซิงเอ๋อร์ยังป่วยอยู่......เขาสำนึกผิดแล้ว......ท่านอย่าตีเขาอีกเลยนะ......”
ฮูหยินเฒ่าจ้าวเองก็รู้สึกโกรธในใจ สิ่งที่เขาโมโหนั้นเหมือนกับลูกชาย—ไม่ได้โมโหที่หลานชายขโมยเงินของตระกูลเป่ยกง แต่โมโหที่เงินมากมายขนาดนั้น เขากลับไม่ส่งมาให้ที่ตระกูลสักแดงเดียว......