ตอนที่ 156
บทที่ 530 ลูกชายไม่อยู่ พ่อเองก็ได้
October 28, 2026
ฮูหยินใหญ่เป่ยกงลูบหน้าผากที่บวมเป่งของนาง : “รินน้ำชาให้ข้าหนึ่งแก้ว”
หมิงโร่ขานรับแล้วไปรินน้ำชา สาวใช้ช่วยประคองฮูหยินใหญ่เป่ยกงขึ้นมา แล้วนำหมอนอิงมาวางให้นางพิง
หมิงโร่ถือชาร้อนมา : “ท่านแม่ เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
ฮูหยินใหญ่เป่ยกงไม่เพียงรู้สึกกระหาย แต่ยังรู้สึกกระสับกระส่าย จึงต้องการตื่นน้ำชาเพื่อดับความตื่นตระหนก
เมื่อดื่มชาแล้ว สีหน้าของฮูหยินใหญ่เป่ยกงก็ดูดีขึ้นไม่น้อย : “สุดท้ายจัดการอย่างไร ?”
ถึงแม้ฮูหยินใหญ่เป่ยกงจะถามอย่างคลุมเครือ แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่านางกำลังถามเรื่องอะไร สาวใช้คนสนิททั้งสองต่างรู้ถึงท่าทีที่นายหญิงมีต่อท่านชายเป็นอย่างดี จึงไม่กล้าตอบอะไรสักคน
แต่ซือห้าวเฉินกลับรู้สึกว่าไม่สำคัญ : “ท่านย่าให้คนพาตัวท่านชายส่งกลับตระกูลจ้าวไป และไม่ได้ฟ้องร้องต่อกรมอาญาขอรับ”
คำพูดของซือห้าวเฉินชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าเขาเมตตาต่อจ้าวซิงมากแล้ว
ดมื่อได้ยินคำพูดของ “ลูกชาย” ฮูหยินใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกเวียนหัว : “ซิงเอ๋อร์เป็นพี่ชายของเจ้านะ !”
“แล้วอย่างไรขอรับ ?” ซือห้าวเฉินถามกลับ
“ซิงเอ๋อร์เติบโตมากับเจ้า ทำไมเจ้าถึงเฉยเมยกับเขาขนาดนี้ ?” ฮูหยินใหญ้เป่ยกงเห็นว่านายท่านใหญ่ต้องการจะปลูกฝังลูกชายด้วยตนเอง จึงหวังว่าต่อไปลูกชายจะช่วยคำจุนตระกูลจ้าวได้
ซือห้าวเฉินเอ่ยปากอย่างเฉยชา : “หลายปีมานี้ ท่านชายทำอะไรให้กับตระกูลเป่ยกงบ้าง ข้าไม่อยากพูดให้มากความ การไม่ลงมือจัดการกับเขา ก็นับว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์ของครอบครัวมากแล้ว”
ตอนนี้ฮูหยินใหญ่เป่ยกงเห็น “ลูกชาย” และ “ลูกสะใภ้” ก็รู้สึกปสดหัว จึงหันไปโบกมือให้กับพวกเขา : “พวกเจ้ากลับไปเถอะ”
“เช่นนั้นก็ไม่รบกสนเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว” หมิงโร่ทำความเคารพ แล้วจากไปพร้อมกับซือห้าวเฉิน
ทั้งสองเพิ่งเดินออกจากเรือน ก็มีบ่าวรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาหา : “ท่านชายใหญ่ ฮูหยินน้อย นายท่านใหญ่เชิญท่านชายใหญ่ไปพูดคุยที่ห้องหนังสือเล็กขอรับ”
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็มา” ซือห้าวเฉินปล่อยมือของหมิงโร่
“ได้” หมิงโร่พยักหน้า จากนั้นจึงพาชิวสุ่ยและซิ่วจวีกลับเรือนชิงชิวก่อน
ซือห้าวเฉินเดินเข้าไปในห้องหนังสือเล็ก นายท่านใหญ่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือ กระถางธูปที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะ ปล่อยควันลอยคลุ้งออกมา กลิ่นธูปที่ทำให้ใจสงบนิ่งฟุ้งกระจายไปในอากาศ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก
“ท่านปู่” หลังจากซือห้าวเฉินคารวะ ก็ยิ่นนิ่งอยู่ตรงนั้น
นายท่านใหญ่เป่ยกงที่กำลังปิดตาทำสมาธิอยู่นั้น ก็ลืมตาขึ้นทันที แววตาช่างดูเฉียบคมอย่างยิ่ง : “เรื่องของจ้าวซิง เป็นความคิดของเจ้าหรือ ?”
“ขอรับ” ซือห้าวเฉินมีท่าที “ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา”
เรื่องของจ้าวซิง ซือห้าวเฉินตงใจทำให้นายท่านใหญ่เป่ยกงเห็น “โรงจำนำ” “ร้านภาพวาด” และ “บ่อน” ที่แม่นมเว่ยพูดถึง ล้วนเป็นเพราะซือห้าวเฉินส่งคนไปบอกนางทั้งนั้น
เรื่องเหล่านี้ ขอเพียงแค่นายท่านใหญ่เป่ยกงส่งคนไปสืบ ก็จะรู้ได้ในทันที
“เพราะอะไร ?” นายท่านใหญ่เป่ยกงคิดไม่ถึงเลยว่า “ท่านชายใหญ่เป่ยกง” จะยอมรับออกมาตามตรงเช่นนี้
“เนื้อร้าย” เช่นนี้หากไม่รีบกำจัด สักวันต้องเป็นภัยอย่างแน่นอน” น้ำเสียงของซือห้าวเฉิน มีความเยือกเย็นแฝงอยู่ในความเฉยเมย
“อืม” นายท่านใหญ่เป่ยกงพึงพอใจในการแสดงออกของหลานชายคนโต ถึงแม้จะใจอ่อนไปเสียหน่อย แต่นั่นเป็นเพราะตอนนี้เขายังไม่มีกำลังคนและประสบการณ์ สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ก็นับว่าไม่เลวแล้ว “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังมือค่ำทุกวัน ให้เจ้ามาที่นี่ เพื่อเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตของตระกูลเป่ยกง”
“ขอรับ” ซือห้าวเฉินพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง
“หังสือเล่มนี้ เจ้านำกลับไปอ่าน อย่าให้คนอื่นเห็นล่ะ” นายท่านใหญ่เป่ยกงผลักหนังสือที่แผ่นกระดาษกลายเป็นสีเหลืองไปตรงหน้าซือห้าวเฉิน
ตรงปกหนังสือเขียนเอาไว้ด้วยอักษรเสี่ยวจ้วนว่า 《บันทึกเป่ยกง》ในจงโจว อักษณเสี่ยวจ้าวเป็นอักษรที่ผู้สืบทอดมรดกของตระกูลใหญ่ “จำต้องฝึกฝน” ตอนนี้ ท่านสุ่ยกำลังสอนในหัวข้ออักษรเสี่ยวจ้วนให้กับ “ท่านชายใหญ่เป่ยกง” อยู่
“หลานทราบแล้ว” ซือห้าวเฉินใช้ปลายนิ้วลูบผ่านปกหนังสือ รู้สึกว่าแผ่นกระดาษเริ่มกรอบ “มีอีกเรื่องที่อยากจะขอท่านปู่”
“ว่ามา”