ตอนที่ 173
บทที่ 547 นักบวชเผ่าเมิ่ง
October 28, 2026
เดิมทีแล้วขาของนายท่านใหญ่เป่ยกงก็บาดเจ็บไม่ได้สาหัสอยู่แล้ว พักฟื้นอาการสิบกว่าวันก็สามารถเดินเหินได้ตามปกติแล้ว นายท่านใหญ่เป่ยกงพาซือห้าวเฉินเข้ามายังพื้นที่ต้องห้ามอีกครั้งหนึ่ง และนำพาองครักษ์มากมายติดตามขบวนมาด้วย
นายท่านใหญ่เป่ยกงทดสอบไปหลายค่ายกลมากมาย ซือห้าวเฉินก็สามารถผ่านไปได้อย่างสบายๆ และภายหลังก็ยังใช้เวลาสร้างค่ายกลรวมหยวนออกมาได้ในระยะเวลาเพียงหนึ่งจอกน้ำชาเท่านั้นอีก
“ดีๆๆ” นายท่านใหญ่เป่ยกงดูอยู่แล้วก็พยักหน้าติดต่อกัน “เจ้าตามข้ามานี่”
นายท่านใหญ่เป่ยกงพาซือห้าวเฉินเดินลึกเข้าไปในพื้นที่ต้องห้าม พวกเขาก็ไปถึงในหุบเขาที่มีน้ำใสพืชพรรณสวยงามอย่างรวดเร็ว
ซือห้าวเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ว่าที่นี่ดูไปแล้วจะสวยงามมาก ดูแล้วเหมือนกับว่ามีน้ำไหล แต่กลับไม่มีเสียงน้ำ ทั่วทั้งผืนเขาต่างก็มีดอกไม้บานสะพรั่งเต็มไปหมด แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นหอม
นี่ก็คือค่ายกลสะกดวิญญาณที่ว่ากันในเป่ยกงจื้อ แต่เพียงแค่มันยังมีช่องโหว่อยู่นิดหน่อย
ซือห้าวเฉินเกาคางไปมาครู่หนึ่ง หากใช้ผงเกล็ดที่เห็นภาพลวงตาในค่ายกลนี้ เกรงว่าแม้แต่เทพก็หาทางออกไม่เจอ
นายท่านใหญ่เป่ยกงมองหลานคนโตที่อยู่ข้างกาย: “นี่ก็คือค่ายกลด่านสุดท้ายที่ตระกูลเป่ยกงของข้าออกแบบไว้ที่พื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้ เพียงแค่หาใจกลางดวงตาแห่งค่ายกลเจอ หยดเลือดของเจ้าลงไปก็สามารถทลายค่ายกลได้”
ซือห้าวเฉินสงสัยมากว่าหลังค่ายกลนี้จะมีอะไรล่ะ?
ค่ายกลสะกดวิญญาณอันนี้ที่จริงแล้วมีประตูทางออกอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าใจกลางดวงตาแห่งค่ายกลก็ไม่ใช่อะไรที่แน่นอน และจะเปลี่ยนขยับไปตามเวลาอย่างรวดเร็ว จำเป็นจะต้องคาดการณ์ออกมาถึงตำแหน่งที่ใจกลางดวงตาแห่งค่ายกลจะเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางไปในลำดับต่อไป จากนั้นไปรออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
ซือห้าวเฉินคาดการณ์ออกมาถึงการไปถึงของใจกลางดวงตาแห่งค่ายกล แล้วหยิบเอาเลือดของนายท่านรองเป่ยกงออกมาหนึ่งหลอด หากไม่ใช่เพราะภรรยาเตรียมเลือดนี้ไว้ล่วงหน้าก่อน วันนี้ตนเองก็คงจะความแตกแล้ว
การเคลื่อนไหวของซือห้าวเฉินรวดเร็วมาก ทุกคนต่างมองไม่ทันว่าเขาทำอะไรในมือ ภาพทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมีแต่ความมืดในทันใด
เสียงร้องของนกและดอกไม้ที่บานแต่เดิมนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นภูเขาลูกหนึ่ง มีหินประหลาดและขรุขระบนภูเขา ต้นไม้ใบหญ้าแม้แต่ต้นเดียวก็ไม่มี
ซือห้าวเฉินเอนหัวมองมาทางนายท่านใหญ่เป่ยกง: “นี่คืออะไร?”
“นี่ก็คือค่ายกลใหญ่อันหนึ่งเช่นกัน ด้านหลังเป็นสถานที่เก็บของล้ำค่าแห่งหนึ่ง เพียงแต่ว่าข้าใช้เวลาถึงหลายสิบปีก็ยังคงไม่มีทางทลายค่ายกลนี้ได้เลย” นายท่านใหญ่เป่ยกงยื่นมือออกมาสัมผัสเขาหิน เพียงแค่รู้สึกว่าเหมือนจริงอย่างหาที่เปรียบมิได้ “เจ้าสามารถลองทลายดูได้”
นายท่านใหญ่เป่ยกงก็ยังเห็นความเก่งในตัวของหลานคนโตอยู่ดี อย่างไรก็ตามครั้งนั้นตอนที่เขาทลายค่ายกลใหญ่ด่านสุดท้ายด่านหนึ่ง อายุโตกว่าหลานคนโตสิบปีได้ และแค่ขบคิดถึงตาค่ายที่แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ก็ใช้เวลาสิ้นเปลืองไปสามวันแล้ว
“ค่ายกลแห่งนี้เป็นใครกันที่เป็นคนคิดค้นออกแบบขึ้นมา?” ซือห้าวเฉินจำได้ว่านายท่านใหญ่เป่ยกงเมื่อครู่บอกว่าค่ายกลสะกดวิญญาณนั้นเป็นค่ายกลแห่งสุดท้ายที่ตระกูลเป่ยกงเป็นคนคิดขึ้นมา
“เป็น......ฝีมือการลงพู่กันของมหาปุโรหิตเผ่าเมิ่ง” ค่ายกลขั้นสูงสุดของตระกูลเป่ยกงคือ ‘ทำของปลอมให้กลายเป็นจริง’ แต่ค่ายกลขั้นสูงสุดของเผ่าเมิ่งกลับคือการ ‘ทำของจริงให้ปลอม’
เขตแดนของค่ายกลเผ่าเมิ่งเป็นการดำรงอยู่ที่ตระกูลเป่ยกงได้แต่มองยากที่จะเอื้อมได้ แค่เสียดายที่สายเลือดของเผ่าเมิ่งไร้ซึ่งทายาทสืบต่อ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือว่าค่ายกลก็ตามต่างก็ไม่มีผู้สืบทอดต่อ
สติของซือห้าวเฉินตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง นักบวชเผ่าเมิ่งคือราชครูราชวงศ์ก่อน อยู่เคียงคู่ข้างกายองค์จักรพรรดิ ดำรงอยู่เพื่อการวางแผนกลวิธีให้แก่ผืนแผ่นดินประเทศชาติ
ราชวงศ์ก่อนมีนามว่า ‘ประเทศราชวงศ์หยุนเมิ่ง’ ก็เป็นเผ่าหยุนและเผ่าเมิ่งที่ประคับประคองไว้ซึ่งกันและกัน ความหมายก็คือปกครองดินแดนแห่งนี้ร่วมกัน เพียงแค่ตามที่บันทึกในประวัติศาสตร์ เผ่าเมิ่งหักหลังเผ่าหยุนในตอนสุดท้าย ฮ่องเต้มู่จงสิ้นพระชนม์ จนเกิดเป็นการมลายสิ้นของประเทศชาติ......
ซือห้าวเฉินเดินไปตามผนังด้านหนึ่งที่ใกล้ที่สุดสองรอบ จากนั้นยืมเอาแขนเสื้อบังเอาไว้ ใช้เข็มทิศคาดการณ์ตำแหน่งครู่หนึ่งอย่างแน่ใจแล้ว ก็เดาทางค่ายกลนี้ได้ชัดเจนแล้ว
อันที่จริงแล้ว ค่ายกลแห่งนี้ก็มีลักษณะคล้ายกับค่ายกลแห่งที่แล้วอยู่บ้าง ค่ายกลแห่งที่แล้วเป็นการที่ใจกลางดวงตาแห่งค่ายกลแปรเปลี่ยนตำแหน่ง ค่ายกลนี้ใจกลางดวงตาแห่งค่ายกลไม่ขยับ แต่เส้นทางที่เดินไปยังใจกลางดวงตาแห่งค่ายกลนั้นมีความลึกลับ หากไม่เดินตามกฎเกณฑ์ก็จะเดินไม่ถึงดวงตาของค่ายตลอดไป
“เป็นอย่างไร?” นายท่านใหญ่เป่ยกงเห็นหลานคนโตจ้องไปทางด้านหนึ่งอย่างแน่นิ่ง ราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่