ตอนที่ 1101
บทที่ 1101ความหมายลึกซึ้ง
October 28, 2026
บทที่ 1101ความหมายลึกซึ้ง
“เด็ก ๆ นี่ก็ดึกมากแล้วนะ พวกหนูต้องเป็นเด็กดีไปนอนกันได้แล้วนะ” โม้จิ่งเฉิงยิ้มน้อย ๆ แล้วมองเจ้าเด็กน้อยทั้งสามคนที่กำลังห้อมล้อมอยู่ข้างกายหวีหรูเจี๋ย
จิ่วจิ่วขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วหันหน้ากลับไปดูเขาอย่างเห็นได้ชัดว่ายังไม่อยากไปนอน “ให้คุณย่า ช่วยเล่านิทานให้พวกเราฟังอีกสักเรื่องเถอะนะ”
หวีหรูเจี๋ยก็ยิ้มขึ้นอย่างละมุนละไม “เป็นเด็กดีจะต้องนอนตรงเวลากันนะ และอีกอย่างย่าเองก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เอาเป็นพรุ่งนี้ดีไหมจ๊ะ พรุ่งนี้ค่อยเล่านิทานให้พวกหนูฟัง”
เด็กน้อยทั้งสามพอได้ยินคำว่านิทานแล้วก็รู้สึกว่ายังไม่พอจริง ๆ
อยู่ในความทรงจำของเฉิงเฉิงและหยางหยางนั้น ก็เคยฟังมาก่อนเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งคือตอนที่อยู่ที่ฟาร์ม และอีกครั้งหนึ่งคือตอนที่อยู่ข้างกายคุณยาย
แต่ว่าพวกเธอต่างก็ได้จากไปแล้ว
นี่ถือเป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกโศกเศร้าจริง ๆ
แต่ว่า ยังดีที่ตอนนี้พวกเขายังมีคุณย่าอยู่
เฉิงเฉิงยื่นมือได้จับมือเล็ก ๆ ของจิ่วจิ่วเอาไว้ “เราเข้าห้องกันเถอะ นี่มันดึกมากแล้ว คุณปู่คุณย่าก็ต้องพักผ่อนแล้ว”
จิ่วจิ่วกะพริบตาโต ๆ แล้วก็พยักหน้าตาม แล้วตามหลังพี่ชายไปอย่างว่าง่าย
ในเวลานี้หยางหยางก็หาวปากกว้าง ๆ ขึ้นมาแล้ว “ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่กำลังทำอะไรกันอยู่ นี่มันกี่โมงแล้วยังไม่รู้จักกลับบ้านอีก นี่มันคือที่เขาเรียกกันว่า ‘ดึกดื่นบ้านช่องไม่กลับ’ ใช่ไหม?”
“นายไม่ต้องมัวแต่ห่วงกังวลไปหรอก กลับไปนอนได้แล้ว” เฉิงเฉิงเอามาดพี่ชายใหญ่ที่ดูมีอำนาจออกมาใช้
“ใช่ ไปนอนดี ๆ เถอะ อีกไม่นานพวกเขาก็คงจะกลับมากันแล้วล่ะ”
*
เวลาเที่ยงคืนบนทางเดินริมถนนในกรุงลอนดอน กลับคืนสู่ความเงียบสงบที่ให้อารมณ์แบบย้อนยุค
มีถนนเพียงไม่กี่สายที่ยังคงคึกคักเหมือนกับตอนกลางวัน
เป่หมิงโม่กับกู้ฮอนเดินเคียงบ่ากันไปอย่างช้า ๆ อยู่ที่ริมแม่น้ำเทมส์ สายน้ำค่อย ๆ ไหลเอื่อยอย่างเงียบ ๆ อยู่ข้างกายพวกเขา
ที่นี่กลับไม่เหมือนกับริมแม่น้ำที่เซี่ยงไฮ้ที่อึกทึกครึกโครม
แต่ว่าบางทีที่ข้างหูของพวกเขาก็เสียงดนตรีที่อ่อนหวานลอยผ่านไป
ทำให้คนรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณมาก คุณที่วางแผนการมาท่องเที่ยวในครั้งนี้” กู้ฮอนเหล่ตามองสายน้ำที่เงียบสงบ รวมทั้งลอนดอนอายที่ส่องแสงสีน้ำเงินอยู่ที่ไกล ๆ
“ระหว่างเราจำเป็นจะต้องเกรงใจ หรือแปลกหน้ากันขนาดนี้ด้วยเหรอ? ที่ผมวางแผนการมาท่องเที่ยวครั้งนี้ อย่างแรกก็เพราะว่าต้องการผู้ใหญ่ทั้งสองท่านได้คลายเครียดบ้าง อย่างที่สองก็อยากให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์แปลกใหม่บ้าง อายุประมาณนี้กำลังเป็นช่วงที่ต้องเรียนรู้โลกกว้าง และอย่างที่สาม ถ้าจะต้องพูดขอบคุณ ก็ควรที่จะต้องเป็นผมเป็นฝ่ายขอบคุณคุณถึงจะถูก เมื่อก่อนผมไม่ถนัดการแสดงออกความรู้สึกแบบนี้ จนกระทั่งหลังจากที่คุณปรากฏตัวขึ้นมา ผมถึงพบว่าตัวเองกำลังค่อย ๆ โดนเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด”
“ทำไม หรือคุณเพิ่งพบว่าตัวเองในตอนนี้ไม่เป็นที่พอใจของตัวเองเหรอ แล้วจะมาคิดบัญชีกับฉันใช่ไหม?”
กู้ฮอนหันหน้ามามองเขา ในดวงตามีความไม่สบายใจในแบบที่แม้แต่ตัวเองยังบอกไม่ถูกกะพริบอยู่ ที่จริงเธอไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบนี้ก็ได้
ถ้าหากว่าเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นยังไง ก็คงจะไม่มีผลกระทบอะไรกับตัวเองหรอก
แต่ว่าผู้ชายที่อยู่ข้างกายตัวเองคนนี้กลับไม่เหมือนกัน
เป่หมิงโม่ยิ้มอ่อน ๆ ขึ้น “เมื่อก่อนผมเคยมีความคิดแบบนี้ แต่เป็นเพราะว่าช่วงเวลานั้นผมไม่ได้ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ การเดินตัวเปล่าคนเดียวมาหลายปีขนาดนี้ แล้วสำหรับคนคนหนึ่งที่อยู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิตผมแบบนี้ มันทำให้ผมยากที่จะยอมรับได้จริง ๆ หรือพูดอีกอย่างก็คืออยากจะกีดกันออกไปด้วยซ้ำ”
“เพราะฉะนั้นคุณก็เลยเลือกใช้ช่วงเวลานั้นมาทรมานฉันใช่ไหม? ฉันก็ขอบอกคุณอย่างรับผิดชอบมากเลยว่า ในช่วงเวลานั้นฉันก็เกลียดคุณมากจริง ๆ โดยเฉพาะตอนที่ฉันรู้เรื่องของเฉิงเฉิงเข้า ฉันรู้สึกว่าคนที่เย็นชาอย่างคุณ ถ้าลูกอยู่กับคุณคงจะไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแน่ ๆ”
“ใช่ ความคิดของคุณตอนนั้นมันถูกต้อง ตอนนี้ผมก็รู้สึกว่าผมในตอนนั้นช่างไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพ่อของลูกจริง ๆ”
“คุณก็รู้ตัวเองดีนี่ ไหนบอกมาซิ เริ่มกลับตัวกลับใจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” กู้ฮอนเดินจนรู้สึกเหนื่อยแล้ว ก็เลยหาเก้าอี้ข้างทางอันหนึ่งแล้วนั่งลงไป
เป่หมิงโม่ก็นั่งลงข้าง ๆ เธอ
เขาทำท่าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไปหลายที แบบนี้มันทำให้เขารู้สึกสบายมาก ๆ
“การเปลี่ยนแปลงครั้งที่เด็ดขาดที่สุดก็คือ ช่วงเวลาที่ผมอยู่ในห้องขังนั่นแหละ การยืนหยัดของคุณมันทำให้ผมหวั่นไหวขึ้นจริง ๆ” พูดจบ เขาก็หันหน้ามามองหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย ในดวงตามีเปลวไฟที่กำลังรุ่มร้อนอยู่
เรื่องนั้นได้กลายเป็นเรื่องในอดีตเรื่องหนึ่งไปแล้ว และกู้ฮอนก็คิดไม่ถึงว่าเป่หมิงโม่จะยังคงจดจำเรื่องนี้อยู่เสมอ
เธอก้มหน้าลงและหลบสายตาคู่นั้นที่ทำให้จิตใจของตัวเองเต้นเร็วขึ้น
แล้วหรี่ตาลงมองพื้นถนนที่ใช้ก้อนหินปูขึ้นมานั้นอยู่
“ฉันก็แค่ทำเรื่องที่ฉันสมควรทำไปเท่านั้นเอง และสำหรับฉันแล้วมันก็เป็นแค่การตอบแทนบุญคุณเท่านั้น”
ฟังคำพูดที่เริ่มพูดไม่สอดคล้องกันของเธอ และมองปฏิกิริยาที่ดูเหมือนจะเริ่มลนลานขึ้นมาของเธอแล้วนั้น
เป่หมิงโม่ก็ยิ้มอ่อน ๆ ขึ้น “ถ้าหากจะพูดว่าคุณกำลังตอบแทนบุญคุณผมอยู่ละก็ ถ้าอย่างงั้นแล้วสิ่งที่ผมทำไปแบบนั้นล่ะ มันคืออะไรกัน?”
“ฉัน ฉันจะไปรู้ได้ยังไงกัน ฉันไม่ได้เป็นพยาธิในท้องคุณสักหน่อย”
“อย่างงั้นคุณรู้สึกว่าทางของเราต่อไปนี้ควรจะเดินต่อไปยังไงดี? จะต่างคนต่างยุ่งแต่เรื่องของตัวเอง หรือว่าเรายังพอจะถู ๆ ไถ ๆ กันต่อไปได้อยู่ไหม?”
กู้ฮอนรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเหมือนจะเปลี่ยนเป็นร้อนระอุขึ้นมา
มือทั้งสองข้างของเธอไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหนดี หรือกระทั่งยังรู้สึกว่าในฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาแล้วด้วย
ระหว่างพวกเขามีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมามากมายแล้ว สิ่งที่ควรมีสิ่งที่ไม่ควรมีต่างก็เกิดขึ้นมาหมดแล้ว
ถ้าพูดตามหลักแล้ว ถึงแม้ตอนนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอีกแล้ว
“ระหว่างพวกเรายังมีอะไรให้ถู ๆ ไถ ๆ กันอีก……”
เป่หมิงโม่มองดูกู้ฮอน เธอพูดไปแล้วก็เอามือไปวางลงตรงแหวงวงนั้นที่ตัวเอง‘ฉวยโอกาสตอนที่เธอลำบาก’สวมแหวนเข้าไปให้เธอ
ดูท่าเขาเหมือนจะได้รับคำตอบที่ตัวเองพึงพอใจมาก ๆ ไปแล้วนะ
*
ผ้าม่านในห้องนอนนั้น ตั้งแต่ที่ก่อนเด็ก ๆ จะเข้ามานอน ก็โดนโม้จิ่งเฉิงดึงเข้ามาปิดไว้หมดแล้ว
แสงสีข้างนอกก็ไม่มีทางจะกระทบต่อการพักผ่อนของพวกเขาได้แล้ว
แต่ความเงียบสงบ เหมือนจะไม่ได้ทำให้พวกเขานอนหลับลงได้จริง ๆ