ตอนที่ 1107
บทที่ 1107 พูดน้อยลงสักคำ จะตายเหรอ
October 28, 2026
บทที่ 1107 พูดน้อยลงสักคำ จะตายเหรอ
พอกู้ฮอนได้ยิน ปรากฏว่าเรื่องเป็นแบบนี้เอง เธอก็ยิ้มแฮะ ๆ แล้วเอาข้อศอกถองที่ตัวแอนนิไปหนึ่งที “เป็นยังไง ตอนนี้ก็รอฟังความคิดเห็นของเธอแล้ว ตกลงจะตอบตกลงหรือไม่ตกลงล่ะ?”
คราวนี้ หยินปู้ฝันก็ใช้สายตาที่มีแววคาดหวังมองไปที่เธอด้วย
ในเวลานี้ ห้องรับแขกทั้งห้องสงบลง
“แม่ทูนหัว นี่เธอให้คำตอบที่มันแน่ชัดหน่อยซิ” ในเมื่อคำพูดก็ถูกพูดกันมาถึงขั้นนี้แล้ว หยินปู้ฝันก็เสี่ยงไล่ถามตามออกไปเลย
****
ถึงแม้ในใจแอนนิจะยังคงยุ่งเหยิง แต่ว่าอยู่ในช่วงหลายวันมานี้เธอได้เข้าใจในตัวหยินปู้ฝันลึกซึ้งมากขึ้นมาบ้างแล้ว
หลังจากที่ผ่านการไตร่ตรองหลายรอบแล้ว ก็รู้สึกว่าเขาก็ยังเป็นคนที่คุ้มค่าต่อการฝากชีวิตไว้ด้วย และแล้ว เธอก็พยักหน้าอย่างหน้าแดงระเรื่อ
“ได้แล้ว”
ที่สุดก็ถือได้ว่าหยินปู้ฝันได้หายใจโล่งยาว ๆ ทีหนึ่งได้แล้ว เขาเดินไปตรงหน้าของแอนนิ แล้วรวบตัวเธอเอามากอดไว้ในอ้อมกอดตัวเอง และมองเธอย่างลึกซึ้ง “ได้โปรดวางใจนะ ผมจะต้องดีกับคุณทั้งชีวิตแน่นอน”
พอคำพูดนี้ถูกออกจากปาก ในใจของแอนนิก็รู้สึกดีใจมากเหมือนดอกไม้ผลิบานสะพรั่ง
แต่ว่าคนสองคนที่รอดูเรื่องสนุกอยู่ข้าง ๆ นั้นแสดงออกเหมือนกับว่าจะไม่เห็นด้วย
โดยเฉพาะเป่หมิงโม่ เหมือนกับว่าจะหาโอกาสประชดประชันหยินปู้ได้แล้วครั้งหนึ่ง
เขายกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง และมองหยินปู้ฝันด้วยท่าทางดูถูกทีหนึ่ง “เมื่อกี้นายอยู่ต่อหน้าคุณท่านยังแสดงออกมาได้อย่างน้ำไหลไฟดับเลย แล้วทำไมพอมาพูดกับเธอถึงได้พูดแค่ง่าย ๆ ประโยคหนึ่งแบบนี้ ฟังไปแล้วเหมือนไม่มีความจริงใจเลยสักนิด แอนนิ ถ้าหากผมเป็นคุณแล้วละก็ คงจะต้องสงสัยหน่อยแล้วว่าตกลงเขาจริงใจกับตัวเองจริง ๆ หรือเปล่า”
เป่หมิงโม่นี้ถือได้ว่าได้หยอดยาหยอดตาให้หยินปู้ฝันต่อหน้าแอนนิไปแล้วไม่มากและก็ไม่น้อยเลย
พอประโยคหนึ่งพูดออกไป
ทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ภายในพริบตาเดียวต่างก็มีเส้นสีดำโผล่ออกมาบนหน้าผากหลายเส้นเลย
“คุณพูดน้อยลงสักคำ จะตายหรือยังไง!” เมื่อกี้กู้ฮอนยังดีใจแทนแอนนิอยู่เลย แต่คำพูดนี้ของเป่หมิงโม่ทำให้เธออยากจะเตะเขาเต็มแรงสักทีเลยจริง ๆ
“เอ่อ……”
นี่ก็ถือได้ว่าได้เอาคืนหยินปู้ฝันสักครั้งแล้ว เขานั้นคิดยังไงก็คิดไม่ถึงว่าเป่หมิงโม่จะมาไม้นี้ได้
แต่ว่า เขานั้นไม่เสียทีที่เป็นถึงทนายความป้ายทองหรอก ความเก่งกาจของฝีปากนั้นดูถูกไม่ได้จริง ๆ
มือทั้งคู่ของเขาจับไหล่ของแอนนิไว้แน่น “ที่รัก ขอให้คุณเชื่อใจผม การแสดงความจริงใจไม่จำเป็นจะต้องใช้คำพูดที่สวยหรูหรือว่าคำมั่นสัญญาอะไร เพราะสิ่งที่มากกว่าก็ต้องดูจากการกระทำ คุณคอยดูการกระทำต่อไปของผมเถอะ ผมเชื่อว่าผมจะไม่มีทางทำให้คุณต้องเสียใจแน่ ๆ”
และแน่นอนว่าแอนนิก็ไม่มีทางเพราะแค่คำพูดประโยคเดียวของเป่หมิงโม่จะมาทำให้ตัวเองเปลี่ยนใจแน่ ๆ และยิ่งโดยเฉพาะหลังจากที่ตัวเองได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งไปอีกขั้นกับหยินปู้ฝันไปแล้วด้วย
เธอเงยหน้าขึ้นมา น้ำตาใส ๆ กำลังหมุนวนอยู่ในดวงตา แล้วใช้แรงพยักหน้าแรง ๆ “ฉันเชื่อว่าคุณจะต้องเป็นผู้ชายที่ฉันสามารถฝากชีวิตไว้ได้ด้วยแน่ ๆ ค่ะ”
“พอแล้ว พอแล้ว พวกนายสองคนถ้าเกิดอารมณ์ขึ้นมาแล้วละก็ ก็กลับไปจู๋จี๋กันในห้องไป อย่ามาขัดขวางฉันดูโทรทัศน์ตอนนี้” เป่หมิงโม่เห็นว่าที่ตัวเองยุแยงตะแคงรั่วเหมือนว่าจะไม่เกิดผลอะไรขึ้นเลย
ถือว่าเจ้าหยินปู้ฝันนี่โชคดีไปละกัน
หลังจากที่มองพวกเขาจากไปแล้ว เป่หมิงโม่ก็เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฮอนยังคงไม่จางหายไป
“ดูไปแล้ว คุณจะดีใจกับพวกเขามากเลยนะ?”
มองดูเป่หมิงโม่ที่มีท่าทางซังกะตาย กู้ฮอนก็รีบเก็บรอยยิ้มไปให้หมด “นั่นมันก็แน่นอนอยู่แล้ว พวกเขาล้วนเป็นเพื่อนรักของฉันทั้งนั้น ในที่สุดพวกเขาทั้งคู่ที่ความรักต่อกันนี้ก็จะได้ลงเอยกันสักที”
“คนที่มีความรักต่อกันได้ลงเอยกันสักที……” เป่หมิงโม่พึมพำประโยคนี้อยู่ในปาก เหมือนกับว่าคำนี้น่าจะเหมาะสมกับตัวเองและกู้ฮอนซะมากกว่า
แต่ว่าดูไปแล้วกลับไม่ใช่แบบนี้ อย่างน้อยตอนนี้ยังเป็นแบบนี้อยู่
“ทำไม รู้สึกว่าที่ตัวเองวางกับดักขัดขาหยินปู้ฝันเมื่อกี้ไม่สำเร็จ แล้วรู้สึกผิดหวังเหรอ” นี่กู้ฮอนกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่
“แล้วมันไม่ใช่เหรอ นี่ผมเห็นแกที่แอนนิช่วยดูแลจิ่วจิ่วมาหรอกนะ ถึงได้เตือนเธอไปสักหน่อย” เป่หมิงโม่ดูมีท่าทางเอื่อยเฉื่อยคอยพูดคุยอยู่กับเธอ
“แบบคุณนี่ก็เรียกว่าหวังดีเหรอ? อีกนิดหนึ่งก็เกือบจะทำเรื่องดี ๆ ของพวกเขาพังแล้ว ไม่ใช่ว่าการแสดงออกอะไรก็ต้องมีแต่คำหวานหรอกนะ”
เป่หมิงโม่ดูหยินปู้ฝันและแอนนิที่มาทีหลังแต่แซงหน้าไปแล้ว ในใจก็รู้สึกไม่ยุติธรรมขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
“คุณจ้องฉันแบบนี้ทำไม?” กู้ฮอนเอียงหน้ามามองเห็นดวงตาคู่นั้นของเป่หมิงโม่กำลังจ้องเขม็งมาบนตัวเธอ
นี่ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวขึ้นมา
เพราะว่าสายตาแบบนี้จะทำให้ตัวเธอคิดไปถึงเรื่องราวเก่า ๆ ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจเอามาก ๆ
“ตอนนี้คุณบ้าอำนาจขนาดนี้แล้วเหรอ แค่มอง คุณก็ไม่ให้มองแล้วเหรอ”
ไม่ให้มอง ก็ยิ่งต้องมอง
บนใบหน้าของเป่หมิงโม่แฝงรอยยิ้มซุกซนไว้
สู้กันซึ่ง ๆ หน้ากับเธอนั้น ได้กลายเป็นวิถีทางที่ตัวเองชอบที่สุดไปแล้ว
และแน่นอน หลัก ๆ ก็เป็นเพราะว่าระหว่างพวกเขานั้น มีช่วงเวลาที่พูดคุยกันปกติดี ๆ นั้นน้อยมาก
และที่สำคัญส่วนใหญ่นั้นเป็นกู้ฮอนที่คอยหลบหลีกตัวเอง ถึงแม้ว่าตัวเองจะมีอะไรมากมายที่อยากจะพูดกับเธอก็ตาม
“เจ้าเด็กหยินปู้ฝันนี่ก็ถือว่ายังพอมีดวงขี้หมาอยู่บ้าง พบเจอผู้หญิงที่ผ่านโลกมาไม่เยอะแบบแอนนิได้ ไม่ต้องเสียแม้แต่แรงเป่าฝุ่นก็เอาสามารถเอาอยู่หมัดได้แล้ว ทำไมผมถึงไม่มีโชคดีแบบนี้บ้างนะ……”
เขาพูดแล้ว ก็ถอนหายใจเบา ๆ
ทำไมกู้ฮอนจะไม่เข้าใจ คำพูดที่มีคำพูดแอบแฝงของเขา ก็เห็นได้ชัดว่าพูดกับตัวเองทั้งนั้น
“นั่นก็พูดได้แค่ว่า เจตนาของทั้งสองคนนั้นชัดเจน และที่สำคัญความคิดก็สะอาดบริสุทธิ์ไม่ได้แอบแฝงอะไรที่ไม่ดี คนดีก็ต้องได้รับแต่สิ่งดี ๆ อยู่แล้ว”
“ฟังคุณพูดแบบนี้ อย่างกับว่าผมไม่ใช่คนดียังไงอย่างงั้นแหละ” เป่หมิงโม่รู้ว่ากู้ฮอนกำลังชี้คนนี้แต่ด่าคนนั้นอีกแล้ว แต่ว่าเขากลับไม่โกรธ และยังอยากจะสนทนาหัวข้อนี้ต่อไป
“ทำไม พูดอย่างนี้คุณยังรู้สึกน้อยใจแล้วเหรอ? เริ่มตั้งแต่เรื่องลูกแล้ว คุณพูดมาดูซิว่ามีเรื่องอะไรที่ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายอื่นบ้าง?”
นี่ล้วนแล้วแต่เป็นความจริง เป่หมิงโม่ก็ยอมรับ
สำหรับเรื่องแย่ ๆ ที่ตัวเองทำไว้เมื่อก่อน ในช่วงเวลาต่อมา ก็ถือว่าได้รับ‘กรรมที่ก่อไว้’อย่างต่อ ๆ กันเรื่อย ๆ แล้ว
การเผชิญหน้ากับการลงโทษที่สวรรค์เบื้องบนมอบให้กับตัวเองนั้น ตัวเองก็ได้เติบโตขึ้นไม่หยุดหย่อน ความคิดก็ได้เปลี่ยนไปไม่หยุด……
“ถ้าหากผมทำเหมือนอย่างที่เขาทำกับแอนนิ แค่พูดคำง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำ คุณจะตกลงแต่งงานกับผมไหม?”
อยู่ ๆ เป่หมิงโม่ก็พูดมาแบบนี้ประโยคหนึ่ง ทำให้กู้ฮอนรู้สึกว่าตั้งตัวไม่ทันขึ้นเล็กน้อย
เธอนิ่งอึ้งไปทันที