ตอนที่ 1110
บทที่ 1110 ฉันตกใจแทบตาย
October 28, 2026
บทที่ 1110 ฉันตกใจแทบตาย
การหลอมรวมเข้ากับคนในครอบครัว ทำให้เขารู้สึกถึงความสุขและความอบอุ่นที่มากยิ่งขึ้น
*
กู้ฮอนนำพารอยยิ้มที่ดีใจเดินออกมาจากข้างในตึกใหญ่ของสำนักพิมพ์XX ฝีเท้าของเธอเบาและเร็วแต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่เป็นจังหวะ
ดูท่าแล้ว เธอกับบรรณาธิการเฝิงน่าจะคุยกันได้ถูกชะตามากเลยทีเดียว และที่สำคัญน่าจะราบรื่นมาก
ยังมีเวลาเกือบหนึ่งเดือน ก็จะสามารถพบเจอกับหนังสือเล่มใหม่ของเธอได้แล้ว
“Hi ลูกรัก วันนี้พวกหนูเป็นยังไงกันบ้างจ้ะ?” เธอกำลังเอากุญแจออกมาจากรูกุญแจ
ตอนนี้เธอกับพวกลูก ๆ ยังคงอาศัยอยู่ในคฤหาสน์บนไหล่เขานี้
ในห้องโถงใหญ่มีกลิ่นหอมของอาหารลอยมาเป็นระรอก ๆ
เจ้าเด็กน้อยทั้งสามคนนั่งเรียบร้อยอยู่เป็นเพื่อนข้าง ๆ ผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน พวกเขากำลังดูการ์ตูนที่กำลังฉายอยู่ในโทรทัศน์
ถ้าจะพูดว่าพวกเขาอยู่เป็นเพื่อนคุณปู่คุณย่าแล้วละก็ น่าจะต้องพูดว่าผู้ใหญ่ทั้งสองท่านอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาดีกว่า
แต่ว่าเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่สำคัญเท่าไหร่ เพราะว่าดูจากเสียงหัวเราะที่พวกหัวเราะออกมานั้นแล้ว พวกเขาล้วนมีความสุขกันทั้งนั้น
พอได้ยินเสียงของแม่ เจ้าเด็กน้อยทั้งสามคนต่างก็มองไปทางประตูอย่างพร้อมเพรียงกัน
“หม่ามี๊ คุณแม่ แม่……”
กู้ฮอนหันหลังไปปิดประตูลงให้สนิท แล้วเดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงข้างหน้าพวกเขา ในมือหิ้วกล่องอาหารอยู่แล้ววางบนโต๊ะน้ำชา
“ดูท่าหนูจะกลับมาช้าไปแล้วใช่ไหม อาหารคงโดนพ่อบุญธรรมทำเสร็จหมดแล้วละซิ” รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอไม่ได้ลดน้อยลง
เพียงแต่ว่าโม้จิ่งเฉิงกลับยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า “อย่าให้คนคนนั้นที่อยู่ในครัวได้ยินเข้าล่ะ ไม่งั้นละก็ฉันก็รับประกันได้ยากว่า อีกหลายเมนูที่จะทำต่อไปจะโดนทำออกมายังไงบ้างก็ไม่รู้”
คนคนนั้นในห้องครัว……
ดูท่าแล้วน่าจะมีคนอื่นอีกละซิ
จะเป็นแอนนิหรือว่าเฉียวเฉียวล่ะ?
นี่เป็นคนสองคนที่โผล่ขึ้นมาในสมองของเธออย่างรวดเร็ว
“ดูซิแม่เอาอะไรกลับมาบ้าง” หยางหยางเจ้าเด็กขี้สงสัยนั้น เห็นไม่ได้เลยที่บนโต๊ะจะมีสิ่งของที่ห่อวางเอาไว้
เขาพูดไปด้วย และก็ยื่นมือออกไปหยิบด้วย
“ยังร้อนอยู่เลย แม่ซื้ออะไรอร่อยมาเหรอ?”
พอเปิดกระดาษที่ห่อชั้นนอกอยู่ออก ข้างในก็จะเห็นเป็นกล่องอาหารสเตนเลสสองชั้น
เปิดฝากล่องออก ก็เป็นกลิ่นหอมกลิ่นหนึ่งพุ่งมาใส่จมูก
“ว้า วันนี้แม่ซื้อเกี๊ยวซ่ากับเปาะเปี๊ยะมาด้วย เป็นของชอบที่สุดของผมทั้งนั้นเลย” หยางหยางที่อยากกิน ก็เลยยื่นออกไปคว้า
เพียงแต่ว่า มือเล็ก ๆ ที่เขาเพิ่งยื่นไป ก็โดนมือใหญ่มือหนึ่งตีเข้าให้ทีหนึ่ง
***
“แม่ อย่าขี้เหนียวซิ แค่กินอันเดียวเอง” ตอนนี้เวลานี้หยางหยางนั้นโดนอาหารเลิศรสตรงหน้าทำให้ลุ่มหลงไปแล้ว ก็เลยนึกว่าเป็นแม่ที่ไม่ให้ตัวเองกิน
แต่ที่ไหนได้เสียงที่ดังมาจากข้างหลังนั้น กลับทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายเล็ก ๆ ของเขาตกใจจนสั่นน้อย ๆ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลากินข้าว”
นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงของพ่อที่ยังยุ่งอยู่ในครัวเมื่อกี้
นี่มันช่างเหมือนกับผีที่ไปมาไม่มีสุ้มเสียง ถึงได้ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
เขารีบหดมือกลับมาทันที และที่สำคัญยังส่งสายตาไปมองเฉิงเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย ความหมายก็คือเห็นพ่อมาแล้ว ทำไมถึงได้ไม่บอกตัวเอง
เฉิงเฉิงมองเขาแล้วยักไหล่อย่างเบื่อหน่าย
สำหรับน้องชายตัวเองคนนี้นั้น เขาก็รู้สึกว่ารักแต่ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วจริง ๆ
หยางหยางหันหน้ากลับไปมองเป่หมิงโม่ที่หน้าขรึมอยู่ แล้วยิ้มแฮะ ๆ สองที “พ่อ รอกับข้าวมื้อนี้ของพ่อมาชั่วโมงกว่าแล้วนะ ท้องของผมมันร้องตั้งนานแล้วนะ”
มองลูกชายคนเล็กแล้ว เป่หมิงโม่ก็ยักคิ้ว “ดูท่าฉันจะทำให้เธอเสียเวลาในการกินข้าวแล้วล่ะซิ?”
คำพูดประโยคนี้ทำให้หยางหยางต้องหนาวสั่นขึ้นอีกหนึ่งครั้ง คงจะไม่ได้ทำให้พ่อโกรธแล้วใช่ไหม สมองน้อย ๆ ของเขากำลังเริ่มหมุนวนอย่ารวดเร็ว
“พ่อ ผมไม่ได้จะบ่นว่าพ่อทำกับข้าวช้า มีคำคำหนึ่งพูดไว้ว่าอาหารดีไม่กลัวดึกใช่ไหม และที่สำคัญพวกเรานั้นมั่นใจฝีมือในการทำอาหารของพ่ออยู่แล้ว”
พูดแล้ว เจ้าเด็กหยางหยางยังคอยออดอ้อนกอดขาของเป่หมิงโม่เอาไว้อีกด้วย “พ่อ พ่อกลับไปค่อย ๆ ทำต่อเลย พวกเรารอไหว”
ช่างไม่เอาไหนเลยจริง ๆ กู้ฮอนอยากจะเดินเข้าไปหิ้วเขาขึ้นมาจริง ๆ เจ้าเด็กที่โอนเอียงไปทางคนที่มีอำนาจกว่าแบบนี้ นี่ยังใช่ลูกชายตัวเองอยู่หรือเปล่าเนี่ย
คนที่มีความคิดเหมือนกับเธออีกคนก็คือเฉิงเฉิง เขารู้สึกว่าขายหน้าขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะตอนที่เห็นหยางหยางที่มีใบหน้าเหมือนกับตัวเองเปี๊ยบนั้น มักจะทำให้เขารู้สึกเหมือนเห็นภาพลวงตาว่าคนที่กำลังกอดขาอยู่ตรงนั้นเป็นตัวเอง
“ถ้าหากเธอยังไม่รีบออกไปแล้วล่ะก็ ฉันก็รับประกันความปลอดภัยในวินาทีต่อไปของเธอยากแล้วนะ” เป่หมิงโม่นั้นยิ่งไม่ชอบใจการกระทำแบบนี้ของลูกชายคนเล็กของตัวเอง
เขาคิดว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งจะมาทำแบบนี้ไม่ได้ นี่มันจะทำให้ศักดิ์ศรีของคนตระกูลเป่หมิงจะต้องกวาดพื้นแล้ว ถึงแม้คนที่อยู่ที่นี่จะเป็นคนในครอบครัวทั้งหมดก็ตาม
แล้วถ้าวันหนึ่ง เขาไปเจอกับคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองคนหนึ่งที่ข้างนอกเข้า เขาจะยังทำแบบนี้ไหม?
ดูท่าถึงเวลาที่จะต้องปลูกฝังค่าของความเป็นคนให้เจ้าหมอนี่ดี ๆ สักครั้งแล้ว
*
หลังจากกินอาหารค่ำแล้ว หวีหรูเจี๋ยและโม้จิ่งเฉิงกำลังพาจิ่วจิ่วดูโทรทัศน์อยู่
ส่วนกู้ฮอนนั้นกลับเข้าห้องนอนไปแล้ว
วันนี้พูดคุยกันเรื่องละเอียดปลีกย่อยมากมายที่เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้กับ บรรณาธิการเฝิงไป เรื่องเหล่านี้ล้วนจำเป็นจะต้องกลับมาแก้ไขอย่างจริงจัง
ในตอนที่เฉิงเฉิงกับหยางหยางกำลังเตรียมจะกลับเข้านอนของตัวเองนั้น ก็โดนเป่หมิงโม่เรียกไว้ซะก่อน
“พวกเธอสองคนตามฉันมาห้องหนังสือ” เขาพูดจบก็หมุนตัวเข้าไปในห้องหนังสือ
เฉิงเฉิงและหยางหยางมองหน้ากันทีหนึ่ง
“จบแล้ว นี่พ่อจะจัดการฉันแล้วใช่ไหม” หยางหยางทำหน้าเศร้า เหมือนกับว่าอยากจะร้องขอความช่วยเหลือ
กระทั่งเขาคิดว่าจะให้คุณปู่คุณย่ามาช่วยตัวเองพูดดี ๆ สักคำสองคำกับพ่อให้เขาหน่อยดีไหม
พอเห็นแววตาที่ร้องขอของหยางหยางแล้ว โม้จิ่งเฉิงก็ยิ้มน้อย ๆ “วางใจเถอะ พ่อของเธอเขาไม่ทำอะไรเธอหรอก”