ตอนที่ 1134
บทที่ 1134 ตอกตะปูไว้บนกระดาน
October 28, 2026
บทที่ 1134 ตอกตะปูไว้บนกระดาน
เดิมกู้ฮอนก็ไม่ได้มีใจจะให้ใครได้เห็นดี เธอเห็นว่าพ่อบุญธรรมเอ่ยพูดขึ้นมาแล้ว
จึงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่ง โบกมือให้กับหยางหยาง “หยางหยาง ดูสิว่าคราวหน้าลูกจะพูดจาส่งเดชแบบนี้อีกหรือไม่ วันนี้แม่จะรับความหวังดีของพวกลูกเอาไว้”
เธอพูดแล้วก็หันหน้าไปมองเป่หมิงโม่ “คุณเตรียมจะพาพวกเราไปไหน”
แม้ว่าในใจของเป่หมิงโม่จะรู้สึกเครียดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ว่าใบหน้าก็ยังคงมีสีหน้าไม่สะทกสะท้านอะไรอยู่ดี
สายตาของเขาประสานเข้ากับสายตาของเธอเป็นระยะเวลาสั้นๆชั่วครู่ “ถ้าหากคุณไม่ยินยอมล่ะก็ สามารถเลือกได้ว่าจะไม่ไป จะได้หลีกเลี่ยงว่าคุณบอกว่าผมบังคับคุณไปอีก ผมไม่อยากเหลืออะไรให้คุณมาว่าในภายหลังอีก”
นิสัยแบบนี้ของเป่หมิงโม่ทำให้คนเดาไม่ออกอยู่บ้าง เห็นอยู่ชัดๆว่าเขาได้จัดการเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าเพื่อกู้ฮอน แต่ในตอนที่ถึงหน้าประตูแล้ว กลับหดหัวอยู่ในกระดองเสียอย่างนั้น
นี่ทำให้เด็กๆและผู้ชราทั้งสองล้วนรู้สึกประหลาดใจ พวกเขามองไปทางเขาอย่างไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
“ได้สิ ในเมื่อคุณพูดขนาดนี้แล้ว อย่างนั้นฉันก็จะแสดงท่าทีตรงนี้เลย ฉันรู้สึกไม่อยากฉลองวันเกิดอยู่บ้าง แต่ก่อนก็ใช่ ตอนนี้ก็ใช่ หลังจากนี้ก็เช่นกัน.......”
ทุกคนได้ฟังแล้ว หัวใจก็หนักอึ้งในทันที
แน่นอนว่านี่ก็รวมถึงเป่หมิงโม่ด้วย เขาคล้ายกับว่ารู้สึกเสียใจต่อคำพูดเหล่านั้นของตัวเองเมื่อครู่นี้ นี่เป็นการทุ่มหินใส่เท้าของตัวเองเหมือนกับหยางหยางจริงๆ
เพียงแต่ว่า กู้ฮอนยังมีคำพูดที่ยังพูดไม่จบอีก หลังจากถอนหายใจแล้ว เธอก็เอ่ยต่อว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกว่าไปเข้าร่วมค่อนข้างจะดีกว่า คาดว่าพวกคุณคงสิ้นเปลืองความคิดไปมากมาย ฉันไม่อยากให้ทุกคนเสียใจ”
“เย้.........” หยางหยางดีใจจนกลั้นเสียงโห่ร้องเอาไว้ไม่อยู่
ในที่สุดก็สามารถตอกตะปูลงบนกระดานเรียบร้อย เรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว
แน่นอนว่าคนที่รู้สึกดีใจยิ่งกว่าก็คือเป่หมิงโม่ เขาควรจะเป็นคนที่ดีใจมากที่สุดคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าเขายังคงอดทนเอาไว้ เขามองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมสามารถเข้าใจได้หรือไม่ว่าคุณเห็นด้วยด้วยตัวเองในสถานการณ์นี้ ไม่ใช่ว่าถูกผมหรือคนอื่นใช้แผนการใดๆมาบีบบังคับคุณใช่หรือไม่”
ในเมื่อรับปากด้วยตัวเองแล้ว กู้ฮอนก็ยอมรับแล้ว เธอพยักหน้าอย่างจริงจัง “คุณคิดว่า ถ้าฉันไม่ยินยอม คุณหรือว่าพวกคุณจะสามารถบีบบังคับฉันได้อย่างนั้นหรือ เอาเถอะ คุณก็อย่าชักช้าอีกเลย ฉันรับประกันว่าจะไม่ตามคิดบัญชีคุณย้อนหลัง ไม่พอหรือ”
เธอเพิ่งจะพูดประโยคนี้จบ ก็เห็นมุมปากของเป่หมิงโม่ยกขึ้นน้อยๆ ไม่เพียงแต่เท่านั้น เธอยังพบว่ามีประกายพาดผ่านในนัยน์ตาของเขาด้วย
ปฏิกิริยาแบบนี้ของเขา ทำให้กู้ฮอนรู้สึกใจไม่สงบเงียบๆ
“ทำไมฉันถึงได้รู้สึกเหมือนกับว่าติดกับดักอะไรสักอย่างของพวกคุณ......” เธอเอ่ยเสียงเบาประโยคหนึ่ง
“วางใจเถอะ พวกเราไม่เอาคุณไปขายเร็วขนาดนั้นหรอก เพลิดเพลินไปกับวันเกิดในปีนี้เถอะ จะทำให้คุณยากที่จะลืมเลือนไปทั้งชีวิตเลย” เป่หมิงโม่เอ่ยจบแล้ว ก็โบกมือเรียกลูกๆทั้งสามคน “พวกลูกไปเตรียมของของตัวเองให้เรียบร้อยเถอะ วันนี้ไม่ต้องรบกวนคุณแม่รู้หรือไม่”
เป่หมิงโม่เอ่ยสั่ง เด็กทั้งสามคนก็วิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเองอย่างเชื่อฟัง
“เฮ้ คุณจะทำอะไรกันแน่” สุดท้ายแล้วกู้ฮอนก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่งอย่างอดไม่ได้
ก็แค่ฉลองวันเกิดไม่ใช่หรือ ต้องระดมผู้คนเป็นจำนวนมากขนาดนี้ด้วยหรือ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ในตอนนี้มีคำถามผุดขึ้นมาในสมองของเธอ
“ฮ่าๆ ฮอน ลูกไม่ต้องถามแล้วล่ะ สรุปว่าโม่ เด็กคนนี้ไม่เอาเปรียบลูกหรอก” โม้จิ่งเฉิงหัวเราะฮาๆ เอ่ยจบแล้วก็เดินจากไปพร้อมกับหวีหรูเจี๋ย
แน่นอนว่าเป่หมิงโม่นั้นก็ไม่แย้มพรายอะไรสักคำ เขาหมุนตัวเดินกลับไปเตรียมของของตัวเอง แน่นอนว่ารวมถึงของของกู้ฮอนด้วย
ตอนนี้เหลือเพียงเธอคนเดียวที่อยู่ในห้องรับแขก
กู้ฮอนคิดว่าตัวเองพักผ่อนไม่เพียงพอใช่หรือไม่ ทำไมเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเช้านี้ ดูแล้วง่ายดาย แต่กลับทำให้ตัวเองยิ่งงุนงงสับสน
เธอรู้ว่าเป่หมิงโม่ เจ้าหมอนี่ มีความคิดพิเรนทร์ไม่น้อยมาตลอด อีกทั้งเอาคีมหนีบหรือประแจมาก็ง้างปากเขาไม่ได้
ช่างมันเถอะ อย่าหาเหาใส่หัวเลยจะดีกว่า
หลังจากที่เธอนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ในห้องรับแขกไปครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็เห็นเด็กน้อยทั้งสามคนลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กมาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าตัวเองคนละใบ
“ลูกรัก พวกลูกทำอะไรกันน่ะ” เธออดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาจากโซฟาด้วยสีหน้างุนงง
ตอนนี้เองที่เป่หมิงโม่ก็เดินออกมาจากห้องหนังสือของเขา และลากกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งเช่นเดียวกัน
ถัดมาก็เป็นหวีหรูเจี๋ยและโม้จิ่งเฉิง พวกเขาล้วนเหมือนกัน
“ก็แค่ฉลองวันเกิดให้ฉันไม่ใช่หรือ จำเป็นจะต้องลากกระเป๋าเดินทางไปด้วยหรือ” เธอพูด เหลือบมองไปที่เป่หมิงโม่ครั้งหนึ่ง “ฉันจะบอกคุณให้นะว่า ฉันเห็นด้วยที่พวกคุณจะฉลองวันเกิดให้ฉัน แต่ไม่ได้เห็นด้วยที่จะออกไปท่องเที่ยวกับพวกคุณโดยไม่ได้ตระเตรียมอะไรสักอย่าง”
เป่หมิงโม่ไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับเธอในทันที เพียงแต่บอกกับลูกๆทั้งสามคนว่า “พวกลูกไปขึ้นรถกับคุณปู่คุณย่าเถอะ ฉิงฮัวรอพวกลูกอยู่ที่นั่นแล้ว”
“ครับพ่อ”
กู้ฮอนมองเด็กสามคนกับผู้ชราสองคนที่ลากกระเป๋าเดินทางเดินจากไป
ตอนนี้ในห้องเหลือเพียงแค่ตัวเองกับเป่หมิงโม่สองคน
“เป่หมิงโม่ คุณจะทำอะไรกันแน่”
“คุณเห็นด้วยกับการที่พวกเราจะฉลองวันเกิดให้คุณแล้วไม่ใช่หรือ อย่างนั้นก็ไม่ต้องถามอะไรแล้ว เพียงแค่ทำตามที่ผมจัดการไว้ก็พอแล้ว” เอ่ยจบแล้ว เขาก็เดินมาถึงข้างกายเธอ ยื่นมือออกไปจับมือเล็กขาวนวลของเธอเอาไว้ มือหนึ่งลากกระเป๋าเดินทาง อีกมือหนึ่งจับจูงเธอเดินออกไปจากบ้านพัก
“เจ้านาย คุณผู้หญิง”
เมื่อพวกเขาออกมา ก็เห็นว่าฉิงฮัวกำลังยืนอยู่ด้านข้างรถคันที่เป่หมิงโม่ใช้ในตอนเดินทางไกลเท่านั้น เอ่ยทักทายพวกเขา
“พวกเขาล้วนขึ้นรถแล้วใช่ไหม เตรียมขับรถเถอะ” เป่หมิงโม่พูดกับฉิงฮัว
พวกเขาไม่ได้เดินไปที่รถคันนั้น แต่เดินไปถึงรถคันที่เป่หมิงโม่ขับเองคันนั้นแทน
“คุณขึ้นรถก่อนเลย ผมจะเอากระเป๋าเดินทางไปไว้หลังรถก่อน”
*
ผ่านไปชั่วครู่ รถคันใหญ่หนึ่งคัน คันเล็กหนึ่งคันก็ออกเดินทางจากบ้านพักที่ปานซาน มุ่งหน้าไปยังในเมือง
“ทำไม คุณเรียกฉิงฮัวมาด้วยหรือ ฉันล้วนพูดกับพวกแอนนิไปแล้วว่า วันนี้ไม่มีแพลนจะฉลองวันเกิด ตอนนี้คุณกลับเรียกเขามา แล้วหลังจากนี้จะให้ฉันเผชิญหน้ากับแอนนิและลั่วเฉียวได้อย่างไร”
กู้ฮอนรู้สึกไม่เป็นตัวเองอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงท่าทางที่พวกเธอบ่นตัวเอง
“ไม่อย่างนั้นคุณก็โทรศัพท์ให้ฉิงฮัวไปรับพวกเธอมาด้วย ฉันไม่อยากถูกพวกเธอตำหนิในภายหลัง เฮ้ สรุปว่าคุณได้ยินหรือไม่”