ตอนที่ 1139
บทที่ 1139 น้ำเย็นกะละมังหนึ่ง
October 28, 2026
บทที่ 1139 น้ำเย็นกะละมังหนึ่ง
คนที่เป็นแม่ จะไม่รักและทะนุถนอมลูกชายตัวเองได้อย่างไรกัน เดิมเธอคิดอยากจะให้ฉิงฮัวช่วยจัดการแทนลูกชาย แต่เธอเพิ่งจะเอ่ยจบ ตอนที่คิดจะหาฉิงฮัว ก็พบว่าเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนนี้ด้วย
“เขาอาจจะมีเรื่องอื่นที่ต้องไปทำ ผมไปดูเขาสักหน่อย อย่างไรพวกเราสองคนก็จัดเตรียมได้เร็วขึ้นกว่าหน่อย” เป่หมิงโม่ในตอนนี้เริ่มที่จะเป็นห่วงเขาแล้วจริงๆ
“ทำไมนายเพิ่งจะมาถึงกัน พวกเขาล่ะ”
ตอนที่เงาร่างของเป่หมิงโม่ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างต้นไม้ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ก็เกือบจะมองทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง
เมื่อเห็นว่าเดิมสนามที่โล่งกว้าง ในตอนนี้ดูเหมือนกับแผงลอยขายของที่มักจะเห็นได้ตามถนนในฤดูร้อน
โต๊ะกลมตัวใหญ่เป็นพิเศษตัวหนึ่งวางอยู่ใต้ต้นไม้ ปิดบังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังได้พอดี สำหรับเส้นทางที่เขาเดินกลับมานั้น ไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่น้อย
คนพูดก็คือป่ายมู่ซี
วันนี้เขาแต่งกายเหมือนกับบาร์เทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งมาก ด้านในเสื้อกั๊กสีดำเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่ง
มุมปกเสื้อทั้งสองด้านนั้นมีเครื่องประดับโลหะประดับอยู่อย่างประณีต ซึ่งดึงดูดสายตามากเป็นพิเศษ
“นายเข้ามาได้อย่างไร เข้ามาเมื่อไรกัน”
เป่หมิงโม่พูดกับเขา แต่นัยน์ตากลับสอดส่องมองไปรอบด้าน
ก็เห็นว่าปล่องไฟบนหลังคาบ้านสีขาวหลังซ้ายมือสุดกำลังมีไอควันลอยออกมา
เห็นได้ชัดว่าด้านในมีคนอยู่ แต่กลับไม่เห็นเงาร่างของฉิงฮัวเลย
ป่ายมู่ซีหยิบผ้าสีขาวขึ้นมาด้วยท่าทางสบายๆ เช็ดถูแก้วไวน์แต่ละใบที่หยิบออกมาจากกล่องหนังสีดำเบื้องหน้าอย่างละเอียด “ทำไมต้องทำเหมือนกับตรวจสอบนักโทษด้วย แน่นอนว่าฉันก็เดินเข้ามา สองวันมานี้นายยุ่งจนมึนไปแล้วหรือ ลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้พวกเราพูดไว้ว่าอย่างไร”
ประโยคนี้เป็นการเตือนเป่หมิงโม่แล้วจริงๆ
มีเรื่องแบบนี้จริงๆ ป่ายมู่ซีและชูเอ้อล้วนรับปากว่าจะลงแรงในงานแต่งงานของตัวเอง อีกทั้งยังเคยบอกสถานที่และเวลากับพวกเขาไปตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว”
นี่ยุ่งจนมึนไปแล้วจริงๆ
เป่หมิงโม่ยื่นมือไปตบหน้าผากตัวเองเบาๆ จากนั้นก็หัวเราะเยาะตัวเอง “ยุ่งจนมึนไปแล้วจริงๆ ทำไมถึงเห็นแค่นายที่นี่คนเดียว ชูเอ้อล่ะ ในบ้านหลังนั้นคงไม่ใช่เขาหรอกนะ”
ป่ายมู่ซีหันหน้ากลับไปมองครั้งหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม “นายประเมินเขาไว้สูงไปแล้วนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นไข่ไก่ แต่ถ้าหากว่าเขาสามารถทำให้สุกได้ ตัวอักษร ป่าย นี้ของฉันก็คงต้องเขียนกลับหัวแล้ว ด้านในเป็นภรรยาของฉัน”
เป่หมิงโม่ไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง “เธอทำอาหารเป็นหรือ นายมั่นใจนะ”
ป่ายมู่ซีเช็ดทำความสะอาดแก้วใบสุดท้ายเสร็จแล้ว ก็วางเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยบนโต๊ะ จากนั้นก็โค้งตัวเล็กน้อย มองไปที่พวกมัน เหมือนกับว่ากำลังดูงานศิลปะทีละชิ้น ทีละชิ้น
“เฮ้ ฉันพูดกับนายอยู่นะ”
“กริ๊ง......”
เป่หมิงโม่เห็นว่าเขาไม่ตอบ ก็หยิบแก้วที่อยู่ใกล้ตัวเองมากที่สุดมาสองใบ จากนั้นก็กระทบมันเข้าหากันเล็กน้อย
นี่สามารถดึงความสนใจของป่ายมู่ซีได้จริงๆ แต่เขาก็พูดด้วยเสียงตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด “เฮ้ นายเบามือหน่อยได้ไหม พวกนี้ล้วนเป็นแก้วคริสตัลนะ” พูดแล้ว เขาก็เดินอ้อมโต๊ะมา ยึดแก้วสองใบในมือของเป่หมิงโม่กลับคืนมา ใช้ผ้าขาวที่พาดอยู่บนไหล่ถูไปบนแก้วให้สะอาด เกรงว่าด้านบนจะเหลือรอยนิ้วมือของเขาเอาไว้ “อย่านึกว่า นอกจากกู้ฮอนของนายที่ทำอาหารเป็นแล้ว ภรรยาของฉันจะทำไม่เป็น เธอก็แค่ไม่ชอบเท่านั้นเอง วันนี้ถือว่านายมีวาสนา เธอลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง”
“เหอะ มองไม่ออกเลยจริงๆ นายก็เปลี่ยนคนเก่งนินา หญิงสาวที่ไม่เคยต้องซักผ้าถูบ้าน กลับสามารถแสดงความสามารถเชี่ยวชาญออกมาตอนอยู่กับนายได้......”
“เป่หมิงเอ้อ นายพูดถึงฉันหรือ”
เสียงพูดมา คนก็มา เป่หมิงโม่กำลังพูดคุยกับป่ายมู่ซี จึงไม่ได้สังเกตว่าด้านหลังพวกเขามีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน
คนที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดคือชูหยุนเฟิง
“ใครพูดถึงนายกัน อย่าคิดแบบนี้ เป่หมิงเอ้อกำลังชื่นชมภรรยาของฉันต่างหาก” ป่ายมู่ซีมองเขาอย่างดูถูกครั้งหนึ่ง
ชูหยุนเฟิงเดินมาถึงข้างกายป่ายมู่ซี ยื่นแขนไปโอบไหล่เขา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “ฮิฮิ เป่หมิงเอ้อชมภรรยานายต่อหน้านาย นายคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือ”
“เฮ้ๆ นายวางแก้วที่อยู่ในมือลงเลยนะ นี่เป็นถึงคริสตัลที่ฉันรักและทะนุถนอมมากที่สุดเซตหนึ่งเลย”
ป่ายมู่ซีเห็นมือของเป่หมิงโม่ในตอนนี้มีแก้วที่ตัวเองเพิ่งเช็ดถูไปเพิ่มขึ้นมาอีกใบ ยังจะต้องบอกความหมายอีกหรือ แน่นอนว่านี่เตรียมจะโยนไปทางชูเอ้อ
เขาหยิบอะไรมาตีล้วนไม่มีปัญหา แต่ห้ามหยิบแก้วนี้
ป่ายมู่ซีตื่นตระหนก เดินไปถึงข้างกายเป่หมิงโม่ในไม่กี่ก้าว ยกมือขึ้นไปแย่งแก้วมา ทั้งยังหยิบกล่องที่วางแก้วคริสตัลอันเป็นที่รักของตัวเองส่งให้เขา “ใช้สิ่งนี้ดีกว่า ขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก.......”
“เฮ้! ป่ายมู่ซี ฉันนึกว่านายจะช่วยฉัน คิดไม่ถึงเลยว่านายจะได้ทีขี่แพะไล่ ฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้อื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแบบนี้!” ชูหยุนเอ่ยกระโดดเว้นระยะห่างออกไปตั้งนานแล้ว เตรียมท่าทางพร้อมจะชกต่อยเรียบร้อย
เขาพูด สายตาก็มีประกายความผิดหวังออกมา ผิดหวังต่อป่ายมู่ซี
“ขอโทษด้วยนะชูเอ้อ นายก็ได้ยินแล้ว แก้วใบนี้ค่อนข้างล้ำค่าจริงๆ ดังนั้นจึงต้องให้นายได้รับความไม่เป็นทำเสียหน่อย แต่ในทางกลับกันแล้ว นี่ไม่ใช่เพราะปากเสียๆของนายที่ทำให้ผู้อื่นมีโทสะหรือ ไม่มีใครหนีพ้นกรรมชั่วของตัวเองไปได้หรอก” ป่ายมู่ซียกแก้วอันเป็นที่รักของตัวเองขึ้นมา และเช็ดถูอีกครั้งหนึ่ง
ชูเอ้อรู้สึกว่าตัวเองถูกใส่ร้ายอย่างรุนแรง “ฉันปากเสียอย่างไร ทำไมถึงได้ล่วงเกินเป่หมิงเอ้อเสียล่ะ อาศัยประโยคนั้นหรอกหรือ แต่ในทางกลับกัน แม้ว่าจะเป็นฉันที่พูด คนที่ควรจะโยนสิ่งของใส่ฉันคือนายไม่ใช่เขานะ ซูยิ่งหวั่นเป็นภรรยาของนาย......”
ประโยคนี้เป็นการปลุกคนให้ตื่นจากฝันในคำเดียว เมื่อครู่ป่ายมู่ซีคล้ายจะยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เขายกของในมือขึ้นเตรียมจะโยนไป “ถ้าจะล้อเล่นก็ไปล้อเล่นกับภรรยาของนาย เอาฉันไปพูดให้น้อยๆหน่อย!”
“เฮ้ๆ นี่เป็นลูกรักของนายนะ!” ในใจชูเอ้อตะโกนว่า ‘แย่แล้วๆ’ ไม่หยุด แต่ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนรนนั้น คำพูดนี้ก็แตะโดนจุดอ่อนของป่ายมู่ซีเข้า ตาเห็นแก้วใบนั้นที่เขาวางลงอย่างระมัดระวัง ถึงจะใจสงบลงได้
เขามองไปทางทั้งสองคนด้วยท่าทางที่เป็นผู้บริสุทธิ์ “พวกนายสองคนเป็นอะไรไปกัน ฉันมาอวยพรด้วยความปรารถนาดี ทำไมถึงได้กลายเป็นเป้าของทุกคนเสียแล้วล่ะ ถือเสียว่าเมื่อครู่นี้ฉันล้อเล่นเกินไปหน่อยไม่ได้หรือ วันที่น่ายินดีขนาดนี้ สร้างเรื่องอะไรสนุกๆสักหน่อย ทำไมต้องจริงจังด้วย นายดูสิว่าฉันเอาอะไรมาด้วย สถานที่จัดงานใหญ่ขนาดนี้ ไม่อาจจะขาดบริกรไปได้นะ”
เขาพูดแล้วก็ปรบมือเสียงดังสองที ด้านหลังเขาก็มีคนเพิ่มขึ้นมาอีก 20 กว่าคน สวมเสื้อกั๊กสีดำ ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว......