ตอนที่ 914
บทที่ 914 เปิดใจคุยห้องใต้หลังคา
October 28, 2026
บทที่ 914 เปิดใจคุยห้องใต้หลังคา
เฉิงเฉิงจะพูดอะไรได้ล่ะ ถึงจะคล้อยตามกับคำพูดของลั่วเฉียว แต่แม่ก็พูดไว้ไม่ใช่เหรอ?นั่นก็แปลว่าเป็นไปไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงแค่พูดว่า : “ป้าเฉียวเฉียว แม่พูดอย่างนั้นกับหยางหยางก็เพื่อประโยชน์ของตัวเขานะครับ”
จากนั้นเขาก็กระโดดลงจากเก้าอี้ ตามด้วยประคองจิ่วจิ่วที่ลงมาจากเก้าอี้เช่นกัน : “พ่อครับ ป้าแอนนิ ป้าเฉียวเฉียว พวกเราไปดูหยางหยางนะครับ” หลังจากนั้นก็ดึงมือน้อยๆของน้องสาวเดินจากไป
“คุณเป่หมิง ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณต้องหิวมาตลอด ฉันจะไปทำอะไรให้ทานนะคะ” แอนนิยิ้มให้เป่หมิงโม่
เป่หมิงโม่โบกมือเบาๆ : “ขอบคุณครับ แต่ไม่ต้องหรอก คุณไปดูแลลั่วเฉียวเถอะ” พูดจบ เขาเองก็ลุกขึ้นยืน แล้วออกจากห้องทานข้าวไปแบบไม่รีบร้อน
เมื่อเห็นพวกเขาออกไปจนหมดแล้ว แอนนิและลั่วเฉียวต่างก็ถอนหายใจเบาๆ : “ครอบครัวนี้นี่…” หลังจากนั้นแอนนิก็ลุกขึ้นยืนใช้สองมือค่อยๆประคองลั่วเฉียวกลับไปที่ห้อง
**
ในตอนที่เฉิงเฉิงมาจิ่วจิ่วมาถึงห้องใต้หลังคา ก็มองเห็นหยางหยางนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงเล็กๆของตัวเอง มือทั้งสองข้างของเขาจับหมอนเอาไว้ แล้วฝังศีรษะเล็กๆของเขาไว้ในนั้น ร่างกายเล็กๆของเขาก็กำลังสั่นเล็กน้อย
เดาได้ไม่ยากเลยว่า ตอนนี้หยางหยางกำลังร้องไห้จนน้ำตาออกมาเป็นสายฝน
เฉิงเฉิงและจิ่วจิ่วมาอยู่ข้างๆหยางหยางแล้วดึงชุดของเขาเบาๆ : “หยางหยาง อย่าโกรธแม่ได้หรือเปล่า แม่ทำเพื่อนายนะ”
หยางหยางได้ยินคำพูดของเฉิงเฉิง แต่เขาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลย ในตอนนี้สิ่งที่กองสุมอยู่ในใจของเขา นอกเหนือจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของแม่แล้วก็คือเฉิงเฉิง
เขาเข้ามาโน้มน้าวตนเอง แล้วจะให้เขาฟังได้อย่างไร
“พี่หยางหยางคะ อย่าโกรธหม่ามี๊ได้หรือเปล่า…” จิ่วจิ่วเองก็เรียนรู้ตามที่เฉิงเฉิงพูด แต่ว่าพลังของเธอมีน้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้นความโกรธของแม่ทำให้เธอตกใจ ดังนั้นเสียงของเธอจึงไม่ดังมากนัก
เฉิงเฉิงก้มหน้าลงพูดกับจิ่วจิ่วว่า : “น้องสาว ไปเล่นกับ “เบลล่า” สักแป๊ปนะ พี่จะคุยกับหยางหยาง”
จิ่วจิ่วมองหยางหยางที่ยังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
รอจนน้องสาวออกไปแล้ว เฉิงเฉิงก็ขยับเก้าอี้มานั่งข้างเตียงของหยางหยาง : “ถึงแม้ว่าวันนี้คำพูดของแม่จะเกินไปสักหน่อย แต่ว่าสิ่งที่นายทำมันก็ไม่ถูกจริงๆนั่นแหละ ปิดเทอมก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว เวลาปกตินอกจากเที่ยวเล่นแล้ว ก็ไม่เคยเห็นนายทำการบ้านเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ความพยายามของนายก่อนหน้านี้จะไม่สูญเปล่าหรอกเหรอ”
“นายก็ไม่ต้องมาสอนฉันอีกคนหรอก ก่อนหน้าที่นายจะโผล่ออกมา แม่ก็พูดกับฉันแบบนี้มาตลอดแหละ นายมันอัจฉริยะ ฉันไม่มีทางเทียบนายได้…”
“ใครบอกว่าเฉิงเป็นอัจฉริยะ” ทันทีที่เสียงของหยางหยางลดเสียงลงไป เสียงของเป่หมิงโม่ก็ดังออกมาไม่ไกล
เฉิงเฉิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รีบลุกขึ้นยืน “พ่อ…”
เป่หมิงโม่เดินไปอยู่ข้างเตียงเล็กๆของหยางหยาง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่เฉิงเฉิงเพิ่งจะนั่งเมื่อสักครู่ หลังจากนั้นก็ดึงเฉิงเฉิงยืนอยู่ข้างเขา
“หยาง เฉิงอยู่กับพ่อมาจนโต เขาไม่ใช่อัจฉริยะอะไรเลย หรือจะพูดว่าตั้งแต่ได้เจอลูก พ่อพบว่าเขามีบางอย่างที่ด้อยกว่าลูกนะ สาเหตุที่เขากลายเป็นอย่างนี้ในตอนนี้ เพราะในเวลานั้นพ่อหาครูและชั้นเรียนกวดวิชามากมาย แต่ว่าตอนนี้พอมองดูแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะทำคะแนนได้สูงขนาดนั้น แต่พ่อกลับรู้สึกว่าพ่อเกือบจะทำลายช่วงเวลาอันมีค่าที่สุดของเขา”
“พ่อ…” เฉิงเฉิงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งจะได้ยิน
เป่หมิงโม่พูดต่อไปว่า : “ในฐานะที่เป็นพ่อของพวกเรา พ่อมีแนวคิดอย่างหนึ่งมาโดยตลอด นั่นคือ : ลูกของพ่อจะต้องมีความแข็งแรงมากกว่าเด็กคนอื่น แต่ว่าสิ่งเหล่านี้กลับทำให้พวกลูกไม่มีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของคนๆหนึ่ง คือช่วงเวลาที่ไร้ความกังวล” พูดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของเป่หมิงโม่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นหดหู่อีกครั้ง “แต่ว่าวัยเด็กของพ่อนั้นกลับ…”
“พ่อครับ ตอนพ่อเป็นเด็กเป็นยังไงเหรอครับ?” เฉิงเฉิงรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หลังจากที่พ่อพูดถึงตรงนี้
แม้แต่หยางหยางเองก็หยุดความเศร้าโศกเสียใจ แล้วเอาหัวออกมาจากหมอน และมองเป่หมิงโม่ด้วยดวงตาทั้งคู่ที่แดงก่ำจากการร้องไห้ เขารู้สึกว่าแม่ไม่พอใจกับชีวิตการเรียนของเขา และเมื่อเทียบกับพี่น้องฝาแฝด แล้วยังมีพ่อที่คลุ้มคลั่งในบางครั้งด้วย…มันเจ็บปวดมากพอแล้ว หรือว่าพ่อเองก็มีชะตาชีวิตเชื่อมโยงเช่นเดียวกันกับเขาใช่หรือเปล่า?
เป่หมิงโม่เงยหน้ามองลูกชายทั้งสองคน พวกเขาเติบโตขึ้นมาเหมือนกับเขาในวัยเด็กอย่างมาก การได้เห็นพวกเขาก็เหมือนกับการได้พูดคุยกับตัวเองในวัยเด็ก
**
“พวกลูกรู้ไหมว่า เฉิงเหมือนกับพ่อตอนเป็นเด็กมากที่สุด ทำการบ้านได้ดี ทำให้พ่อวางใจได้เกือบทุกด้าน แต่ว่า ตอนเป็นเด็กพ่ออยากจะเหมือนใครมากที่สุดงั้นเหรอ?” เป่หมิงโม่ถามลูกทั้งสอง
เฉิงเฉิงและหยางหยางต่างส่ายหัว
“ในตอนเป็นเด็ก พ่ออยากเหมือนหยางมากที่สุด สามารถเล่นได้อย่างมีความสุข ยิ่งไปกว่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือมีคุณแม่อยู่ข้างกาย”
“พ่อครับ พ่อหมายความว่าคุณย่าทิ้งพ่อไปตั้งแต่ยังเด็กเหรอครับ?” เฉิงเฉิงรู้สึกไม่อยากจะเชื่ออยู่สักหน่อย เป็นไปได้ยังไงที่พ่อจะเจอเหตุการณ์คล้ายกับตนเอง
“เพราะอะไรล่ะครับ?” หยางหยางอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
เป่หมิงโม่กลับไม่ต้องการที่จะพูดถึงเรื่องที่ไม่มีความสุขเกี่ยวกับวัยเด็กของตัวเองต่อหน้าลูกๆ : “ไม่ต้องถามว่าทำไม สรุปคือ ชีวิตในวัยเด็กของพ่อไม่ได้ดีอย่างที่พวกลูกคิด เทียบกับที่พวกลูกคิดว่าเลวร้ายแล้ว มันเลวร้ายกว่ามาก”
ขณะที่พูด เขามองไปที่เฉิงเฉิง : “เฉิง มีบางคำ ที่พ่ออยากจะบอกลูกไว้นานแล้ว เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานาน พ่อไม่รู้ว่าควรจะพูดกับลูกอย่างไร แต่ตอนนี้พ่อคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว”