ตอนที่ 959
บทที่ 959 มีคนต้องการเล่นงานเขา
October 28, 2026
บทที่ 959 มีคนต้องการเล่นงานเขา
เดิมกู้ฮอนรู้สึกว่ามีเพียงแค่ป่ายมู่ซีที่อยู่ที่นี่ ถ้าหากว่าเขาความสามารถไม่เพียงพอ อย่างนั้นตัวเองก็ยังต้องไปหาชูหยุนเฟิง ตอนนี้ก็ดี คนที่ควรจะมาก็ล้วนมาครบแล้ว
“ไม่ใช่ว่าฉันมีเรื่องอยากให้พวกคุณช่วย แต่เป็นเป่หมิงโม่ เขาพบกับเรื่องเดือดร้อนเรื่องหนึ่ง จำเป็นต้องให้พวกคุณช่วยเหลือ”
ชูหยุนเฟิงและป่ายมู่ซีสบตากัน ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างเห็นได้ชัด
ชูหยุนเฟิงดื่มเหล้าไปอึกหนึ่ง “นี่เป็นไปไม่ได้หรอก ใครก็รู้ว่า ในบรรดาพวกเราสามคน เป่หมิงเอ้อนั้นมีความสามารถมากที่สุด ถึงเขาจะพบกับเดือดร้อนแล้วพวกเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ในที่นี้ยังจะมีใครที่สามารถทำให้เขาตกอยู่ในสภาพยุ่งยากได้อีก ทั้งยังต้องให้เธอออกหน้าด้วย”
คำพูดนี้ไม่ผิดเลยจริงๆ ป่ายมู่ซีก็อดยอมรับจุดนี้ไม่ได้ แต่ในเมื่อกู้ฮอนพูดมาขนาดนี้แล้ว นั่นก็อธิบายได้ว่าเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
“ในเมื่อเป่หมิงเอ้อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริงๆ ไม่ว่าพวกเราจะมีความสามารถมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถนั่งมองโดยไม่สนใจได้ ฮอน เล่าเรื่องที่เธอรู้มาตั้งแต่ต้นจนจบให้พวกเราฟังหน่อย” สีหน้าป่ายมู่ซีเต็มไปด้วยความใจเย็นเป็นอย่างมาก
***
กู้ฮอนมองไปที่ทั้งสองคน พูดมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีก เธอเล่าเรื่องเมื่อวานจนถึงเรื่องที่พบกับผู้อำนวยการโกวเมื่อเช้านี้ไปรอบหนึ่ง
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงกว่า รอจนกระทั่งกู้ฮอนเล่าเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ป่ายมู่ซีและชูเอ้อก็สบตากันและกัน
สีหน้าของพวกเขาดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปจนไม่น่าดูอยู่บ้างเล็กน้อย
“ครั้งนี้ที่ฉันมาหาพวกคุณก็อยากจะดูว่าพวกคุณรู้จักทนายความบ้างหรือไม่ เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเป่หมิงโม่ ทำให้ไม่สามารถเป็นทนายความให้เขาได้ ฉันก็ให้ฉิงฮัวไปหาบ้างแล้ว แต่คำคอบที่ได้รับก็คือไม่มีใครยอมรับทำคดีความนี้ ตอนนี้เป่หมิงโม่ถูกจับขังเพราะฉันไปแล้ว อีกทั้งฉันก็ไม่มีความสามารถมากพอด้วย ดังนั้นจึงตั้งใจมาหาพวกคุณ ดูว่าพวกคุณจะมีวิธีดีๆอะไรมาช่วยเขาหรือไม่”
ป่ายมู่ซีและชูหยุนเฟิงล้วนก้มหน้าเล็กน้อย สีหน้าของพวกเขาทั้งสองคนหนักแน่นเป็นอย่างมาก หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก็เกือบจะหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาต่อสายเบอร์โทรศัพท์พร้อมกัน
“สวัสดีครับ ทนายหลิวใช่ไหมครับ ผมคือป่ายมู่ซี พอดีว่าผมมีคดีความหนึ่งอยากให้คุณช่วยเหลือ.......”
“สวัสดีครับ ผมคือชูหยุนเฟิง มีคดีความที่อยากจะเชิญทนายซุนมาช่วยผมจัดการสักหน่อย.....”
ดูท่าทางเด็ดขาดชัดเจนที่พวกเขาทั้งสองคนมีต่อเรื่องของเป่หมิงโม่แล้ว กู้ฮอนก็รู้สึกซาบซึ้งใจแทนเขาเล็กน้อย อะไรที่เรียกว่าเพื่อน เพื่อนไม่ใช่ประเภทที่นับถือเป็นพี่เป็นน้องกันในเวลาดื่มกิน แต่ตอนที่มีเรื่องอันตรายสามารถยื่นมือออกมาช่วยเหลือได้ต่างหาก
ในอดีต กู้ฮอนมีมุมมองต่อป่ายมู่ซีและชูเอ้อกันเอาไว้อยู่บ้าง สาเหตุนั้นง่ายมาก นั่นก็เพราะแทบทุกครั้งที่พบกับพวกเขาสองคนล้วนมีท่าทางเยาะเย้ยถากถางสังคม ตอนที่อยู่ด้วยกันกับเป่หมิงโม่นอกจากดื่มเหล้าก็เหมือนว่าจะไม่มีเรื่องอื่นให้ทำแล้ว
แม้ว่าฐานะทางบ้านของทั้งสองคนจะไม่แย่ แต่สามารถพึ่งพิงเป่หมิงโม่ที่เป็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งได้ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย
แต่ว่าวันนี้ เธอมีมุมมองใหม่ต่อพวกเขาแล้ว ทั้งสองคนนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันจริงๆ และรู้สึกดีใจแทนเป่หมิงโม่ที่มีเพื่อนที่ดีอย่างสองคนนี้เช่นกัน
ตอนนี้เธอต้องทำเพียงแค่นั่งอยู่ที่หน้าบาร์อย่างเงียบๆรอคอยข่าวดีที่จะมาถึงก็พอ
ตามองพวกเขาที่โทรศัพท์ครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวังในตอนแรกก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นหมดหวังในตอนสุดท้าย.......
แสงแห่งความหวังที่ถูกจุดขึ้นของกู้ฮอนก็ค่อยๆมอดลงทีละเล็กทีละน้อยตามสายโทรศัพท์ที่ถูกวางลง
“ช่างแล้งน้ำใจเสียจริง ให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้ล้วนอ้างนู่นอ้างนี่” ชูหยุนเฟิงที่วางสายโทรศัพท์สุดท้ายไปก็ด่าใส่โทรศัพท์ไปหนึ่งคำรบ
ทางฝ่ายป่ายมู่ซีก็ส่ายหน้า มีท่าทางจนปัญญาอย่างเห็นได้ชัด
ก็แค่คดีความที่ง่ายมากคดีหนึ่งไม่ใช่หรือ ทำไมทนายความเหล่านี้ถึงได้ถอยห่าง 90 ลี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากัน หรือว่าในคดีความนี้มีการเล่นตุกติกอะไรอย่างนั้นหรือ” ในตอนนี้ก็ยังคงเป็นประโยคหนึ่งของชูหยุนเฟิงที่เตือนพวกเขา
กู้ฮอนขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่เป็นไปไม่ได้นะ แม้ว่าจะเป็นผู้อำนวยการคนหนึ่งก็ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อทนายความจนทำให้ไม่กล้ารับทำคดีนี้หรอก.......”
“นั่นก็ไม่แน่นอน อำนาจของผู้อำนวยการคนหนึ่งอาจจะมีจำกัด แต่ว่าอำนาจของคนที่อยู่เบื้องหลังเขานั้นก็พูดยากแล้ว จากที่ฉันดู มีคนจงใจจะเล่นงานเป่หมิงโม่ ดูท่าเรื่องในครั้งนี้ยุ่งยากอยู่บ้างแล้ว.......”
คำพูดของป่าป่ายมู่ซีทำให้กู้ฮอนอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึก มีคนอยากจะอาศัยโอกาสนี้ในการจัดการกับเป่หมิงโม่.......ส่วนตัวเองก็ไม่ใช่ว่ากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในเรื่องนี้หรอกหรือ
***
ป่ายมู่ซีมองสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นหม่นหมองของกู้ฮอนก็รีบเอ่ยปลอบใจเธอ “เธออย่าทำท่าหมดอาลัยตายอยากแบบนี้สิ เรื่องของเป่หมิงเอ้อพวกเราจะต้องไม่ใช่ว่าไม่สนใจ ถึงแม้ว่ามีคนอยากจะเล่นงานเขา ฉันก็ไม่เชื่อว่าถ้าพวกเราตระกูลป่ายและตระกูลชูยื่นมือเข้าช่วยเหลือแล้วเขาจะมีปัญหาอะไรอีก”
“ป่ายมู่ซีพูดได้ถูก มีพวกเราสองตระกูลอยู่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเป่หมิงเอ้อ เพียงแต่ว่าตอนนี้จำเป็นต้องให้เวลาพวกเราคิดหาวิธีเสียหน่อย”
กู้ฮอนรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาในเสี้ยววินาที นี่ถึงเรียกว่าเพื่อนในยามยากคือเพื่อนแท้
เธอดื่มเครื่องดื่มแก้วนั้นของตัวเอง ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นไร้หนทางไป ทำได้เพียงนั่งรอฟังข่าวอยู่ที่นี่
จำนวนคนเยอะ อำนาจก็มาก ควรจะอาศัยโอกาสนี้ไปหาคนอื่นๆมาเพิ่ม ไม่แน่ว่าอาจจะได้อะไรใหม่ๆมาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่เมื่อนึกถึงประโยคที่ว่าจำนวนคนเยอะอำนาจก็มากประโยคนี้แล้ว เธอก็รู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง ความสัมพันธ์ทางด้านสังคมตัวเองกว้างขวางที่ไหนกัน คนที่รู้จักใช้นิ้วในมือข้างเดียวก็นับได้หมด แต่คนที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้นั้น ยากเสียยิ่งกว่ายากเสียอีก
“ขอบคุณพวกคุณมาก ฉันจะลองคิดหาหนทางอื่นๆดู” เธอพูดแล้วก็หมุนตัวลงจากเก้าอี้บาร์ เดินไปยังประตู