ตอนที่ 1091
บทที่1091 เมื่อถูกเชิญไปงานแต่งงาน
October 28, 2026
บทที่1091 เมื่อถูกเชิญไปงานแต่งงาน
การพบเจอกันระหว่างพวกเขา กระทั่งความโกรธก็ยังสงบนิ่งอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่า ความสงบนิ่งเช่นนี้รักษาเอาไว้ได้แค่ระยะสั้นๆเพียงแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น
เจียงฮุ่ยซินเล่าเรื่องที่ผ่านมาว่า ตอนแรกอาศัยช่วงที่หวีหรูเจี๋ยไม่ทันระวัง แอบขโมยกู้ฮอนไปทิ้งไว้อย่างไรให้กับหลี่เชินฟังทั้งหมด
เรื่องราวฉบับนี้ทำให้หลี่เชินตื่นตะลึงจริงๆ
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเป่หมิงโม่ หวีหรูเจี๋ย หรือแม้กระทั่งกู้ฮอนที่ได้ชี้แจงเรื่องนี้ เขาล้วนไม่ยอมรับทั้งสิ้น
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก คำพูดของพวกเขานั้นล้วนถูกคิดว่าเป็นการปัดความผิด โยนความผิดใส่ผู้อื่นถึงได้พูดออกมา อย่างไรเจียงฮุ่ยซินก็เข้าคุกไปแล้ว พวกเขาจะพูดอะไรก็ย่อมได้
เป็นธรรมชาติที่ข้อเท็จจริงสามารถบิดเบือนได้
แต่ตอนนี้ดูท่า คำพูดจากปากของตัวเจียงฮุ่ยซินเองนั้นทำให้เขามีสติขึ้นมาได้ในที่สุด
หลังจากที่เขากลับไปอยู่ในห้องคุมขังของตัวเองแล้ว เขาก็ยังคงนั่งตัวแข็งทื่อเงียบๆอยู่บนเตียงเช่นเดิม
“การที่ฮอนถูกฉันขโมยไปทิ้งปีนั้น ก็เพื่อต้องการให้ระหว่างลู่ลู่และหวีหรูเจี๋ยเกิดความขัดแย้งกัน ฉันในปีนั้นมีจุดไหนที่แพ้พวกเธอกัน อาศัยอะไร โชคชะตาของพวกเธอถึงได้ดีกว่าฉัน......”
คำพูดของเจียงฮุ่ยซินดังขึ้นข้างหูหลี่เชินไม่หยุด
เหมือนกับค้อนหนักๆหนึ่งอันทุบเข้าที่หัวใจของเขา
ผิดไปแล้ว หรือว่าชั่วชีวิตนี้ของตัวเองล้วนวุ่นวายจมจ่อมอยู่กับความผิดพลาดกัน
อย่างนั้นสิ่งที่ทำไปก่อนหน้านี้คืออะไรกัน
เป่หมิงโม่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์การพบหน้ากันระหว่างเจียงฮุ่ยซินและหลี่เชินด้วย
นี่ก็เพื่อที่จะทำให้หลี่เชินไม่สงสัยและเข้าใจว่าระหว่างเป่หมิงโม่และเจียงฮุ่ยซินมีการสมรู้ร่วมคิดกันเรียบร้อยแล้ว
*
ไม่นาน เจียงฮุ่ยซินก็ถูกพากลับไปที่ห้องคุมขังหญิงที่เธอถูกคุมขังอยู่
“ขอบคุณครับ”
เป่หมิงโม่มองเธอ
เจียงฮุ่ยซินยิ้มขื่นๆ “ขอบคุณฉันทำไมกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฉันสมควรได้รับนานแล้ว ความผิดพลาดที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้ จำเป็นจะต้องชดเชย เพียงแค่หวังว่าเขาจะสามารถคลี่คลายปมในใจนี้ได้ก็พอ”
*
หวีหรูเจี๋ยและโม้จิ่งเฉิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป่หมิงโม่ รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาเหมือนกับว่าในที่สุดก็สามารถโยนหินใหญ่ก้อนหนึ่งทิ้งไปได้แล้ว
“พูดแบบนี้ ในที่สุดหลี่เชินก็ยอมเชื่อแล้วหรือ”
เป่หมิงโม่พยักหน้า “ใช่ครับ ป้าซินเล่าให้ผมฟัง ระหว่างที่เดินกลับมาพร้อมกับเธอ ตอนนี้พวกเราก็สามารถโล่งใจได้แล้วเช่นกัน”
“ควรจะโล่งอกได้แล้ว เกรงว่าคุณแม่ของเธออาจจะแบกรับข้อกล่าวหาในเรื่องนี้มาชั่วชีวิต แน่นอนว่า พวกเธอก็ถูกลากเข้ามาเกี่ยวโยงด้วยไม่น้อยเลย โชคดีที่ในที่สุดเงาเมฆครึ้มที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้านี้ก็หายไปเสียที”
โม้จิ่งเฉิงหันหน้าไปสบตายิ้มให้กับหวีหรูเจี๋ยด้วยกัน
“โม่ ลูกรีบบอกข่าวนี้ให้กับฮอนเถอะ เธอก็ปวดหัวเพราะเรื่องนี้ไม่น้อยเลย”
“อืม ผมจะหาโอกาสบอกกับเธอ”
หลังจากที่หวีหรูเจี๋ยถอนหายใจยาว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็เลือนหายไป
นี่ทำให้เป่หมิงโม่และโม้จิ่งเฉิงล้วนรู้สึกสงสัย
“แม่ครับ แม่เป็นอะไรหรือ”
หวีหรูเจี๋ยมองลูกชายของตัวเอง “โม่ ลูกน่าจะทุ่มเทแรงเพื่อเรื่องนี้ไม่น้อย แม่ควรจะขอบคุณลูกดีๆสักหน่อย”
“แม่ แม่พูดอะไรครับเนี่ย เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผมควรทำ”
เป่หมิงโม่รู้สึกว่าตัวเองสบายใจขึ้นไม่น้อยเช่นกัน เรื่องนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้แม่ของตัวเองวางภาระที่อยู่ในใจลงได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นการทำเพื่อกู้ฮอนเรื่องหนึ่ง
ไม่ว่าเธอจะรับรู้ว่าเธอกับหลี่เชินเป็นพ่อลูกกันหรือไม่
สรุปแล้ว ทิศทางของเรื่องราวนั้นกำลังเป็นไปได้ด้วยดี
***
เฉิงเฉิง หยางหยางและจิ่วจิ่ว พวกเขานอนเบียดกันอยู่บนเตียง มองกู้ฮอนที่นั่งจัดเก็บเสื้อผ้าจากระเบียงอยู่อีกด้านหนึ่ง
“ยากที่พวกลูกสามคนจะอยู่นิ่งๆกัน คงจะไม่ได้คิดอะไรพิเรนทร์หรอกนะ”
เธอพูด แต่มือก็ยังคงทำงานต่อไปไม่หยุด
เหมือนกับว่าความคิดชั่วร้ายถูกเปิดเผยขึ้นมา เหล่าเด็กๆนั้นดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด
จิ่วจิ่วถองแขนเล็กๆไปที่หยางหยาง ส่วนหยางหยางก็ถองแขนไปทางเฉิงเฉิง
จริงๆเลย เห็นได้ชัดว่าตัวเองถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่กลับต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำเสียอย่างนั้น
เขาเหลือบตาขึ้นมองคุณแม่ ตอนที่นัยน์ตาสี่ข้างประสานกัน แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยปากพูดอย่างไร
กู้ฮอนมองความเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของลูกๆ ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา “ทำไมหรือ พูดลำบากหรือ นี่ไม่เหมือนกับสไตล์ของพวกลูกเลยนะ”
“คุณแม่ครับ พวกเราอยาก.....”
เฉิงเฉิงเอ่ยถึงตรงนี้ ก็หยุดพูดไป เขาไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างไรดี
พวกลูกอยากอะไรหรือลูกรัก อยากได้ของเล่นใหม่หรือ”
เด็กๆสามคนส่ายหน้าไปมาพร้อมกัน
“อย่างนั้นอยากจะไปเล่นที่สวนสนุกหรือ”
การกระทำที่ได้รับกลับมายังคงเป็นการส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง
กู้ฮอนยังคงคาดเดาในสิ่งและกิจกรรมต่างๆที่พวกเขาชื่นชอบในยามปกติ แต่ก็ล้วนถูกปฏิเสธ
ถึงตอนสุดท้าย เธอวางงานที่อยู่ในมือลง สายตาก็มองสำรวจเด็กสามคนที่อยู่เบื้องหน้าไปมา ลองที่จะหาวิธีการจัดการสักอย่าง
ทว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ
สีหน้าท่าทางของเด็กทั้งสามคนไม่ร่าเริงเหมือนกับตอนปกติอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าพวกลูกยังไม่ยอมพูดอีกล่ะก็ แม่จะโกรธแล้วนะ ล้วนโตขนาดนี้แล้ว มีคำพูดอะไรที่ยังต้องกระมิดกระเมี้ยนกันอีก” เธอแสร้งทำท่าทางมีโทสะ
“เฉิงเฉิง นายพูดสิ......” หยางหยางกระซิบเร่งเสียงเบาที่ข้างหูเฉิงเฉิง
เฉิงเฉิงกัดริมฝีปาก นี่เป็นปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในใจของพวกเขามาเนิ่นนานแล้ว ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้วก็ต้องพูดออกมาอยู่ดี