ตอนที่ 426
บทที่ 679 เปลี่ยนสถานที่
October 28, 2026
หนิงจื้อหยวนไม่ได้รบกวนการครุ่นคิดของเซียวชุ่น ตอนนี้เขาได้บอกทุกอย่างที่ตัวเองกุมเอาไว้ให้กับเซียวชุ่นหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรให้พูดแล้วจริง ๆ
ประจวบเหมาะกับที่ในตอนนี้เองฮู๋ปู้กุยผู้เป็นลูกศิษย์ก็กลับมาจากการซื้อข้าวเที่ยงแล้วด้วยเช่นกัน
อันที่จริงในโรงแรมมีอำนวยบริการการสั่งอาหาร แต่จะทำอย่างไรได้ อาจารย์เขาเป็นคนแก่แล้วไม่คุ้นเคยกับการกินของที่โรงแรมอำนวยให้พวกนั้นเลย ครั้นแล้วฮู๋ปู้กุยจึงทำได้แต่ออกไปซื้อด้วยตัวเอง
“อาจารย์ จ้าวสหเซียวทานข้าวครับ !”
ฮู๋ปู้กุยหิ้วถุงพลาสติก เอาอาหารเที่ยงที่ซื้อมาเรียบร้อยแล้วไว้บนโต๊ะอาหาร แล้วเอ่ยเรียก
“อาจารย์ครับ จ้าวสหเซียวเป็นอะไรไปเหรอครับ ?”
เห็นหนิงจื้อหยวนเดินมาคนเดียว เขาจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
หนิงจื้อหยวนโบกมือ : “เรากินกันก่อนเถอะ ตอนบ่ายกลับไปดูสำนักอาจารย์สักเที่ยวหน่อย !”
“อ้อ !” ฮู๋ปู้กุยพยักหน้า มองเซียวชุ่นที่ยังคงนั่งบนโซฟาโดยที่มองใจลอยไปนอกหน้าต่างอย่างสงสัยแวบหนึ่ง
เซียวชุ่นในตอนนี้ กำลังตกอยู่ในห้วงจิตสำนึกของตัวเอง ไม่ได้สนใจทุกอย่างที่โลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เขาไม่เป็นอันกินอันนอนเช่นนี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับ “คุนหลุนซู” นั่น
เขาเป็นคนหลักแหลมมาก สรุปคำอธิบายที่ค่อนข้างได้เรื่องออกมาจากในเรื่องราวที่มีจำกัดนั้นจากปากของหนิงจื้อหยวนเมื่อครู่
แผนที่นั่นด้านบนมีป่าทึบ น่าจะเป็นการวาดเข้าไปล่วงหน้าตอนที่หนานกงหวูตี่กำลังมุ่งไป “คุนหลุนซู”
ส่วนสาเหตุที่เขาออกเดินทางไปสถานที่แห่งนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงผิดปกติที่คุนหลุนหรอก สามารถพูดได้ว่าบังเอิญเป็นจังหวะนั้นพอดีก็เท่านั้น
เซียวชุ่นในตอนนี้ก็ตระหนักได้แล้วเช่นกัน รู้ว่าสถานที่ที่วาดไว้ที่แผนที่นี่ ไม่ใช่สถานที่อยู่ของ “ผลเต๋า” อย่างแน่นอน อย่างไรซะจุดประสงค์ที่หนานกงหวูตี่พกของล้ำค่าระดับนี้ในการเดินทางนี้คือการใช้เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
ประเด็นนี้ สามารถมองต้นสายปลายเหตุออกได้ จากการกระทำที่ขอ “เลือดหงส์” จากคนรุ่นก่อนของสำนักอาจารย์ของหนิงจื้อหยวน !
คิดโยงถึงตรงนี้ ก็ปรากฏคำถามที่เป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งได้แล้ว
ตกลงเป็นของแบบไหนกันแน่ สามารถดึงดูดผู้แข็งแกร่งอย่างหนานกงหวูตี่แบบนี้ให้พาทุกคนที่อยู่ใต้สำนักรุดหน้าไปพร้อมกัน อีกทั้งยังฝ่าไปตอนที่สถานการณ์อันตรายสุด ๆ ด้วย
เมื่อขบวนความคิดของเซียวชุ่นมาถึงตรงนี้ก็ไม่มีต้นสายปลายเหตุแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต่อให้สมองของเขาชาญฉลาดมากแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีทางที่จะคาดคะเนเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้สมบูรณ์แบบโดยไร้หลักฐานได้หรอก ทำได้แต่วาดภาพขั้นตอนออกมาได้เพียงคร่าว ๆ ก็เท่านั้น
แต่ว่าพวกนี้ก็พอแล้ว
เอาเป็นว่าตอนนี้เซียวชุ่นมีความคิดหนึ่งอยู่ในใจ นั่นก็คืออาศัยการบำเพ็ญตบะของเขาในตอนนี้ ไปสถานที่ที่ทำได้แต่เป็นการส่งไปตายแห่งนั้น
มิหนำซ้ำในขณะนี้ของล้ำค่าสองชิ้นนั้นยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีความจำเป็นต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อของสิ่งนั้นหรอก
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ ในใจของเขาก็โล่งปลอดโปร่ง มุมปากเจือด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เห็นหนิงจื้อหยวนกับลูกศิษย์นั่งทานข้าวกันอยู่สองคน
เห็นเซียวชุ่นมองมาทางนี้ ฮู๋ปู้กุยรีบเอ่ย : “จ้าวสหเซียว ทานข้าวครับ !”
ไม่รอให้เซียวชุ่นตอบ ได้ยินเพียงเขาหัวเราะเล็กน้อย
“เอ่อ……คุณเฉ่าน่าจะหิวแล้วเหมือนกันนะครับ ?”
รอมาตั้งนาน คาดไม่ถึงว่าไอ้หนุ่มนี่กำลังกังวลว่าเฉ่าหว่านฉิงกำลังโหยหิวอยู่
ทอดถอนใจด้วยความหดหู่อย่างจนปัญญา อิทธิพลจากดาราอยู่ที่ไหนก็ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปหมดซะแบบนี้อย่างที่คาดไว้ เซียวชุ่นลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปที่หน้าประตูห้องนอนของเฉ่าหว่านฉิง ยื่นมือไปตบประตูห้อง
ไม่นานนัก ก็มีเสียงดังออกมาจากด้านใน
“เข้ามาได้ !”
ฟังจนจบ เซียวชุ่นก็แย้มยิ้มเล็กน้อย เปิดประตูออกเป็นช่องว่างช่องหนึ่ง พูดด้วยเสียงเบา ๆ : “ทานข้าวกัน”
เฉ่าหว่านฉิงยืนเอาหลังชนประตูห้อง ส่งเสียง “อืม” เบา ๆ สีแดงระเรื่อที่อยู่บนใบหน้าไม่ได้จางหายไปเลยสักนิด
เธอไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตัวเองทำไมถึงได้เลอะเลือนจนหลับปุ๋ยไป อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นนั่นทำให้รู้สึกสบายเหลือเกินล่ะมั้ง