ตอนที่ 551
บทที่ 804 แดนขั้นสุดในตำนาน
October 28, 2026
“คนกึ่งเทพ” คือคำที่ใช้เรียกแดนแหงนฟ้าขั้นสุดอีกอย่างหนึ่ง
“แดนแหงนฟ้า” ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 9 ขั้น และทุก 3 ขั้นก็ขีดแบ่งออกเป็นขอบเขตเล็กๆ อันหนึ่ง
และ ขอบเขตที่ “คนกึ่งเทพ” อยู่นั้นไม่น่าจะอยู่ภายในขอบเขตที่กล่าวไปด้านบนนั้น
มันทั้งไม่ได้หมายความถึงขั้นที่ 9 และก็ไม่ได้หมายความถึงขอบเขตขั้นสูงเช่นกัน แต่เป็นขั้นขีดความสามารถสูงสุดขั้นหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญตนคนหนึ่งสามารถสัมผัสได้ถึงขีดความสามารถสูงสุดอย่างแน่วแน่ในโลกมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้!
ตั้งแต่มีการกำเนิดผู้บำเพ็ญตนเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่อัศจรรย์สุดยอดมากเท่าไร หลังจากบำเพ็ญตนไปจนถึง “คนกึ่งเทพ” แล้วก็ไม่มีทางที่จะก้าวหน้าไปได้อีก
นี่ไม่ใช่เพราะว่าเกิดจากสาเหตุของความสามารถมีจำกัด แต่เป็นเพราะว่าวิถีแห่งสวรรค์ของที่นี่ไม่อนุญาตให้เกิดการปรากฏของผู้บำเพ็ญตนที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีก
เรื่องราวเหล่านี้ เซียวชุ่นก็ได้รับรู้มาจากบันทึกโบราณของอาจารย์เช่นกัน
และเขาในตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่ผู้บำเพ็ญตนแหงนฟ้าขั้น 1 เท่านั้นเอง แต่“ปรมาจารย์สวรรค์ชีวิตนิรันดร์” ที่แฝงตัวอยู่ในป่าพิรุณนั้นน่าจะเป็น “คนกึ่งเทพ” ผู้หนึ่งที่มีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน!
ยังไงหากไม่ใช่เพราะมีการบำเพ็ญตนแบบนี้ไว้เป็นตัวช่วย ไม่มีใครที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานถึง 500 ปีตาม “ชีวิตที่สวรรค์จำกัด” ได้เลย!
พอนึกคิดถึงตรงนี้ เซียวชุ่นก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวแล้วยิ้มขมขื่นออกมา: “เหอะๆ เดิมคิดว่าหลังจากแหงนฟ้าได้แล้วก็จะสามารถทำอะไรก็ตามได้อย่างไร้การขวางกั้น ตอนนี้คิดไปแล้ว ข้าก็ช่างไร้เดียงสาเสียจริงเชียว!”
ความคิดเช่นนี้ที่จริงแล้วก็ไร้เดียงสามากจริงๆ
ในแดนฮั๋วเซี่ยเสือหมอบมังกรซ่อน แม้ว่าผู้บำเพ็ญตนระดับขั้นนี้แห่ง “แดนแหงนฟ้า” จะพบเห็นได้ยากในทางโลก แต่ตามพวกสำนักอะไรพวกนั้น ผู้บำเพ็ญตนเช่นนี้ต่างก็เป็นอะไรที่พบเห็นได้ทั่วไป!
“ช่างมันเถอะ เรื่องของป่าพิรุณหยุดพักไว้ชั่วคราวก่อน ก็ยังคงอยากช่วยตระกูลเซี่ยตระกูลเซี่ยจัดการกับวิชากู่ต้องห้าม
ตระกูลเซี่ยให้ได้จึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้!”
พูดจบ เซียวชุ่นเดินไปยังข้างเตียงของซ่งหลิงเอ๋อร์สำรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นอนลงบนเตียงอีกตัวหนึ่งด้วยความวางใจ ดับแสงโคมในห้องให้สนิท
ไม่มีคำพูดใดตลอดทั้งคืน ช่างเป็นฝนที่ตกหนักถล่มเลากัวมาตลอดทั้งคืนอย่างจริงๆ ในที่สุดก็หยุดลงได้ในตอนเที่ยงคืน
หลังฝนตกอากาศปลอดโปร่งมาก ภายใต้แสงอรุณจางๆ ที่สาดส่องลงมาปรากฏเป็นไอหมอกให้เห็นรอบๆ ทำให้ทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยหมอกควันเต็มไปหมด ดูไปแล้วราวกับแดนสวรรค์ที่อยู่ในโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน
และตอนนี้เองเปลือกตาของซ่งหลิงเอ๋อร์ก็ค่อยๆ ขยับ ต่อมาก็ลืมตาขึ้นมา
มองดูสิ่งแวดล้อมที่แปลกตารอบๆ นางอึ้งไปครู่หนึ่งก่อน สีหน้าท่าทางเห็นได้ชัดว่าตื่นตกใจ
แต่พอตอนที่นางเห็นอาจารย์ที่ยืนอยู่ด้านข้างมองมาที่ตนด้วยรอยยิ้ม สีหน้าก็กลับกลายเป็นสงบนิ่งลงมาในทันที
ไม่รู้ว่าทำไมที่ใดก็ตามเพียงแค่มีเซียวชุ่นปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น นางก็จะเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งลงมาทันที
หรือเป็นไปได้ว่านี่ก็คือการพึ่งพาและความเชื่อก็เป็นได้!
ขยี้ดวงตาที่ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก ซ่งหลิงเอ๋อร์ยื่นมือไปยันร่างของตนให้ลุกขึ้นมาแล้วกล่าวถาม: “อาจารย์ เหตุใดข้าถึงนอนอยู่ตรงนี้ได้?”
“เหตุการณ์เมื่อวานเจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ!”
ขณะที่พูดอยู่นั้นเซียวชุ่นก็เดินมานั่งลงที่ข้างเตียงของซ่งหลิงเอ๋อร์ แล้วส่งน้ำหนึ่งถ้วยให้
รับแก้วน้ำไปดื่มหนึ่งคำ ซ่งหลิงเอ๋อร์ก็เกิดอาการสงสัยขึ้นและกล่าวออกมา: “ข้ารักษาอาการป่วยเด็กคนหนึ่งอยู่ที่ตระกูลเซี่ย ต่อมาข้ากำลังกลั่นยาอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวไปเลย รอจนได้สติกลับมาคนก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว!”
พูดไปพลาง นางก็นวดศีรษะของตัวเองไปพลางด้วย ราวกับว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ตนเองหวนคิดเรื่องต่างๆ นานา ขึ้นมาได้มากยิ่งขึ้นกว่านี้ก็ไม่ปาน
แต่เพียแค่ความพยายามของนางเช่นนี้ ความทรงจำก็ยังคงจำกัดอยู่เพียงแค่ตอนนั้นก่อนที่นางจะเป็นลมหมดสติไปเรื่องต่อจากนั้นเป็นอย่างไรก็หวนคิดไม่ออกแล้ว
และในตอนที่ซ่งหลิงเอ๋อร์กำลังครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่นั้น เซียวชุ่นที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวออกมาอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ
“เมื่อคืนเจ้าถูกหร่วนจินสุ่ยลอบทำร้านลับหลัง โดยการให้ ‘คนกู่ป่า’ ปล่อย ‘กู่ไร้ตัวตน’ ออกมา จากนั้นคนกลุ่มนั้นก็จะใช้เจ้ามาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ข้า ต้องการบีบบังคับให้ข้ายอมจำนน!”
ที่จริงแล้วคำพูดพวกนี้เขาไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ ก็แค่บอกว่าอาการหมดสติไปของซ่งหลิงเอ๋อร์มาจากการทำงานหนักเกินไป ไม่ต้องสงสัยเป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่ง
แต่เขากลับไม่ได้เลือกที่จะทำเช่นนั้น แต่ยังบอกกล่าวเรื่องราวให้ทราบด้วย