ตอนที่ 8
บทที่ 8
October 6, 2026
คนที่มาก็คือเฉียวชิงซานบุตรชายคนโตของจ้าวไป๋ฮวาและหลานชายคนโตของบ้านใหญ่นั่นเอง
และในเวลาเดียวกัน เขาก็เป็นบัณฑิตเพียงคนเดียวของตระกูลเฉียวและเป็น ‘ความหวังของหมู่บ้าน’ ด้วยเช่นกัน
ในยุคสมัยนี้ การรู้หนังสือคือสิ่งสูงค่า ด้วยกำลังของครอบครัวชาวบ้านทั่วไป การเลี้ยงดูบัณฑิตออกมาสักคนถือเป็นเรื่องที่กินแรงมาก
เหตุผลที่ยายเฒ่าเฉียวขายเฉียวยางยางเพื่อไปเซ่นสังเวยให้กับทะเลก่อนหน้านี้ หลักๆ เลยก็คือเพื่อนำเงินมาส่งเสียให้หลานชายคนโตผู้นี้เรียนหนังสือ
ปีนี้เฉียวชิงซานอายุยี่สิบปี ยังไม่ได้แต่งงาน เรียนหนังสือมาเป็นเวลาสิบปีเต็มแล้ว
เขาเป็นคนโง่เขลา จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับชื่อเสียงใดๆ แต่ถือดีว่าตัวเองเป็น ‘ปัญญาชน’ เกิดมาเหนือกว่าผู้อื่นหนึ่งขั้น ในหมู่พี่น้องทั้งหมด เขามักจะมองผู้อื่นผ่านปลายจมูกเสมอ
พอได้ยินว่ามารดาทะเลาะกับญาติผู้น้องอยู่ในสวนหลังบ้าน เขาก็ยอมลดเกียรติอันสูงศักดิ์สอดเท้าเข้ามาแทรก ผลคือกลับได้ยินวาจาชุดนั้นของเฉียวยางยางเข้า
นี่มันผิดครรลองครองธรรม เป็นวาจาบิดเบือนให้ผู้คนสับสน!
“เฉียวยางยาง อย่าเสียมารยาท! เจ้าไม่เคารพต่อผู้อาวุโส จิตใจไร้กฎเกณฑ์ ปากพ่นแต่วาจาอวดดี! เจ้าต้องการจะก่อกบฏงั้นรึ?”
จุ๊ๆ สำนวนนี้ถือว่าใช้ได้ไม่เลว~
เฉียวยางยางหรี่ตาลงเล็กน้อย มองดูญาติผู้พี่ผู้มีคิ้วกวางตาหนู ทั้งตัวมีแต่กลิ่นอายอวดฉลาดผู้นี้ “ข้ายอมรับว่าสิ่งที่ข้าพูดเมื่อสักครู่มันอวดดีไปหน่อย แต่อวดดีแล้วไง เจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
“เจ้า……”
“มีเทพเจ้าอยู่บนหัวขึ้นไปสามฉื่อ! หากข้ากำเริบเสิบสานเกินไป ย่อมมีท่านยมบาลมาจัดการข้าเอง แต่ตอนนี้ยมบาลยังไม่ได้เอ่ยวาจา พี่ใหญ่ท่านก็ทำตัวข้ามหน้าข้ามตาเสียแล้ว สรุปแล้วเป็นท่านที่อวดดีหรือข้าที่อวดดีกันแน่?”
“ข้า……”
“อีกอย่าง คำพูดเหล่านั้นที่ข้าพูดเมื่อสักครู่ ไม่เคารพผู้อาวุโส จิตใจไร้กฎเกณฑ์ตรงไหน”
ในที่สุดก็ถึงคราวที่ข้าได้พูดสียที!
เฉียวชิงซานทำท่าทางราวกับถูกฉีดเลือดไก่* เขาเชิดคางขึ้น ยืดอกที่ราวกับไก่ป่วยขึ้นมา ก่อนเริ่มสาธยาย (ฉีดเลือดไก่ หมายถึง คึกคัก ตื่นเต้น)
“นับตั้งแต่โบราณมากษัตริย์ชี้นำขุนนาง บิดาชี้นำบุตร สามีชี้นำภรรยา!”
“เจ้าทะเลาะกับป้าสะใภ้ที่เป็นถึงผู้อาวุโสและยังทุบตีทำร้ายน้องชายเยาว์วัยเพื่อกุ้งมังกรตัวเดียว นั่นถือเป็นการไม่เคารพต่อผู้อาวุโสไม่ใช่รึ? ไม่ๆๆ เจ้าไม่เพียงไม่เคารพต่อผู้อาวุโส แต่เจ้ายังอกตัญญูไร้น้ำใจอีกด้วย แบบนี้มันผิดครรลองคลองธรรม!”
ในยุคโบราณ ความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
หากถูกหมวกแห่งความไม่กตัญญูสวมใส่ลงมา ต่อให้เป็นบุรุษสูงเจ็ดฉื่อก็ต้องแบกรับจนกระดูกสันหลังหักได้เช่นกัน
เฉียวชิงซานแพล่มบทวิจารณ์จอมปลอมออกมาเป็นชุด โดยคิดเอาเองว่าเป็นวาทกรรมที่งดงามโดดเด่น ภาคภูมิใจเสียไม่มี
เจ้าเด็กโสโครก คนที่อ่านหนังสือไม่เกินครึ่งวันอย่างเจ้า? ยังมีหน้ามาเถียงกับข้า? ฝันไปเถอะ!
ทว่า แปะๆ จู่ๆ เฉียวยางยางที่อยู่ตรงหน้าก็ปรมมือขึ้นมา!
“จุ๊ๆ พูดได้ดี พูดได้เยี่ยม! พี่ใหญ่สมกับเป็นปัญญาชนจริงๆ!”
“หึ!”
“ถึงกระนั้นหลักการใหญ่โตเหล่านี้ของท่าน เมื่อนำไปใช้กับครอบครัวตัวเองก็ดูจะสองมาตรฐานไปหน่อยกระมัง”
“สะ สองมาตรฐานอะไร?” เฉียวชิงซานชะงักไป “เฉียวยางยาง เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
เฉียวยางยางหุบยิ้ม กล่าวเรียบๆ ว่า
“พวกเรามาว่ากันตามเหตุการณ์ กุ้งมังกรน้องข้าเป็นคนหาเจอก่อน เป็นน้องชายท่านที่มาแย่งมันไป”
“น้องท่านซึ่งมีฐานะเป็นพี่ชายของน้องข้า กลับไปแย่งของของน้องสาว หรือว่าไม่สมควรได้รับการสั่งสอน?”
“ยิ่งไปกว่านั้น ป้าสะใภ้ใหญ่นางมีเจตนาเข้าข้าง ข้าจะว่านางสักหลายประโยคแล้วอย่างไร?”
“ถึงแม้บรรพบุรุษจะสอนให้เรามีคุณธรรมภักดีกตัญญู แต่ก็เคยมีบอกไว้ว่าหากบิดาไร้เมตตาบุตรย่อมอกตัญญู พี่แล้งน้ำใจน้องย่อมไม่เคารพ สามีไร้คุณธรรมภรรยาย่อมไม่เชื่อฟัง! ทำไม? หรือว่าคำพูดเหล่านี้พี่ใหญ่ไม่เคยได้ยิน?”
“จุ๊ๆ อย่าหาว่าข้าว่าท่านเลยนะพี่ใหญ่ ท่านอ่านหนังสือมามากถึงเพียงนั้น คงเอาลงท้องหมาไปหมดแล้วใช่หรือไม่?”