ตอนที่ 166
บทที่ 166 จอมพลฆ่าคน
October 28, 2026
จอมพลดวงตาแดงก่ำด้วยความโมโห แล้วจับคอเสื้อของกวินทร์เอาไว้ : “นายมันโง่แล้วยังอวดฉลาดอีก ฉันจะต่อยให้พ่อแม่นายจำไม่ได้เลย!”
กวินทร์เองก็เต็มไปด้วยความโมโหเช่นกัน สบตากับแววตาที่ดูเหมือนกับจะกินคนของจอมพลแล้วจึงหยุดทะเลาะขึ้นมาทันที
“แม่งเอ้ย!”
เขาสะบัดมือของจอมพลออกอย่างโมโห แล้วจัดแจงเสื้อผ้าตัวเอง นั่งลงอย่างมีโทสะ : “จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ ไม่พูดก็ได้”
โมโหเสร็จแล้วก็ระบายอารมณ์ออกมาอีกครั้ง เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ดีนัก : “วันวิวาห์เพิ่งจะแท้งลูก อารมณ์ไม่มั่นคงนัก ถ้าหากพี่รักเธอจากใจจริงล่ะก็ ช่วงสองสามวันนี้ก็ยังไม่ต้องมาปรากฏตัวตรงหน้าเธอไปกระตุ้นเธอนะ นิสัยของเธอ พี่รู้ดีกว่าใคร ถ้าหากสูญเสียการควบคุมไป แล้วทำอะไรที่มันสุดขั้วจริงๆ พี่มาเสียใจทีหลังมันก็สายเกินไป.....”
จอมพลใช้เท้าเตะโต๊ะชาตรงหน้าคว่ำไปด้วยความโมโห
แก้วกาแฟที่อยู่บนโต๊ะนั้นคว่ำกระจายลงบนพื้น
ของเหลวสีน้ำตาลเข้มกับเศษแก้วที่แตกกระจายไปเต็มพื้น
กวินทร์หดเท้าตอนที่เศษแก้วกระเด็นมา หลีกเลี่ยงอันตรายที่มาถึงตัวอย่างไม่มีเหตุผลนี้
จอมพลหลับตาลง : “จัดคนซักสองสามคน แอบคอยปกป้องเธอเอาไว้ ถ้าหากเธอเกิดเรื่องที่นี่ ฉันจะมาระเบิดโรงพยาบาลห่วยๆของนายซะ!”
ชิบ!
กวินทร์มีท่าทางที่คับข้องใจ
ไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าอารมณ์เสีย
เขาไปก่อเวรก่อกรรมอะไรไว้กันแน่ ถึงได้เจอแต่เรื่องแย่ๆแบบนี้ ไม่สามารถจัดการให้ฝ่ายไหนพอใจได้เลย!
จอมพลกำชับเสร็จแล้วนั้น ก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เดินออกไปโทรศัพท์ทางด้านนอกพลางอีกด้วย : “จัดการเครื่องบินส่วนตัวให้ฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะบินกลับเมืองโตตูตอนนี้เลย”
.........
วันวิวาห์ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้าก็สว่างแล้ว
เธอไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานขนาดไหน ไม่ได้ถามและไม่ได้ใส่ใจ ลืมตาขึ้นมาก็พูดขึ้น : “ฉันหิวแล้ว”
โมโมะที่เฝ้าอยู่ทั้งคืนนั้นพุ่งเข้าไปด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว : “ฉันเตรียมข้าวต้มเอาไว้แล้ว ถ้าเธอไม่กิน ฉันจะไปทำอย่างอื่นมาให้นะ”
วันวิวาห์ส่ายหน้า แล้วยันเตียงลุกขึ้นมานั่ง
โมโมะจึงรีบยื่นมือออกมาช่วยประคอง
ข้าวต้มให้คนเอามาส่งก่อนหน้านี้
เธอเปิดออก เตรียมจะยื่นส่งไปให้ แล้วจู่ๆทางด้านข้างก็มีฝ่ามือใหญ่ยื่นมารับไป
“พี่เองดีกว่า”
เป็นแสงใต้นั่นเอง
เขารับชามและช้อนมา นั่งลงข้างๆเตียงคนป่วย ตักขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าแล้วป้อนเธออย่างระมัดระวัง
ทุกคนล้วนแต่ทำให้คนที่อยู่ข้างๆต้องเป็นห่วง วันวิวาห์ก็รู้สึกละอายใจและทั้งรู้สึกแย่
เธอฝืนทำให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา : “พี่คะ ฉันอ่อนแอนิดหน่อย แต่ยังไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นต้องให้คนมาป้อนข้าวนะ”
เธอรับชามและช้อนมานิ่งๆ ตักเข้าปากไปทีละช้อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอไม่รู้ว่ายิ่งตัวเองแสร้งทำเป็นไม่เป็นไรนั้น คนข้างๆเห็นแล้วก็ยิ่งเป็นทุกข์
โมโมะขอบตาแดง รีบเบี่ยงหน้าหนีไป แล้วหันไปอีกทางด้านหนึ่ง
แสงใต้เองก็เม้มปาก สองมือกำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัว
ภายในห้องผู้ป่วยนั้นเงียบขึ้นมาทันที มีเพียงเสียงกลืนข้าวต้มของวันวิวาห์เพียงเท่านั้น
ข้าวต้มหนึ่งชามไม่นานนักก็เห็นถึงก้นชามแล้ว
โมโมะแอบเช็ดตรงหางตาตัวเอง แล้วรับชามช้อนมาวางเอาไว้ทางด้านข้าง
วันวิวาห์มองเธอแล้วมองไปยังแสงใต้ แล้วหัวเราะอย่างไม่ได้รู้สึกแคร์นัก : “ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ คิดได้ก็ดีแล้ว”
โมโมะเกือบจะน้ำตาไหลออกมาแล้ว
วันวิวาห์หันไปทางแสงใต้ : “พี่คะ ช่วยฉันทำวีซ่าทีค่ะ ถึงแม้ว่าจะคิดได้แล้วแต่ก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกแล้ว ฉันอยากจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วๆ”
“ได้สิ ไปไหนล่ะ?”
วันวิวาห์เงียบไปพักหนึ่ง แล้วทิ้งความตั้งใจที่จะไปประเทศM
“ออสเตรเลียค่ะ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ฉันไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองจริงๆซักที ตอนนี้วางทุกอย่างลงได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฉันอยากจะเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วเริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง”
“ได้สิ! ให้เวลาพี่ซักสองสามวันนะ” แสงใต้รับปากอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว
“ฉันก็ไปด้วยนะ”
โมโมะรีบเอ่ยขึ้นมาบ้าง : “ช่วงนี้ฉันขาดแรงบันดาลใจขั้นรุนแรง ได้ออกไปเที่ยวพอดีเลยเหมือนกัน”
เห็นว่าวันวิวาห์อยากจะพูด เธอจึงรีบห้ามเอาไว้ : “เธอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ฟัง แล้วก็ไม่ยอมรับด้วย ฉันที่เป็นนักวาดรูปคนนึง ความยืดหยุ่นของงาน ไม่ได้รับข้อจำกัดใดๆอยู่แล้ว ไปที่ไหนก็สามารถทำงานได้เหมือนกัน ที่สำคัญก็คือฉันอยากออกไปพักผ่อนบ้างต่างหาก”
ในใจของวันวิวาห์นั้นรู้สึกอบอุ่น ซาบซึ้งมาก
ชีวิตนี้ ได้มาเจอกับเพื่อนแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว
เพียงแต่พ่อแม่ของโมโมะมีอคติกับเธอ และตัวเธอเองก็นำพาอันตรายมาให้กับโมโมะจริงๆ