ตอนที่ 393
บทที่ 393 พ่อกับลูก
October 28, 2026
ครั้งนี้รสิกาทำให้แผนการของชรรินพังไป หวังว่าเธอคงจะหยุดไปสักช่วงหนึ่งนะ
เพราะว่ารสิกาเป็นหวัดไปในวันหิมะแรก จึงนอนอยู่บ้านไปหลายวันถึงจะหาย
ทีแรกหิมะตกเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่รสิกาเป็นคนที่กลัวความหนาว ถึงแม้ว่าในบ้านจะมีเครื่องทำความอุ่น แต่เธอก็ยังแต่งตัวแน่นหนาอย่างกับลูกบ๊ะจ่างแล้วนอนดูทีวีอยู่บนโซฟา
ในครัวมีเสียงเบา ๆ ดังลอยมา ในห้องก็มีเสียงคนเดินไปเดินมา รสิกานั่งอยู่ในห้องรับแขก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอิ่มเอมใจเช่นนี้
ถนิตออกมาจากห้องครับ ในมือถือน้ำขิงออกมาถ้วยหนึ่ง
“ดื่มซะ” เขายื่นน้ำขิงไปที่ข้างมือเธอ แล้วพูดขึ้นมา
รสิกาลองยื่นหน้ามาดมน้ำขิงนั่นสักหน่อย กลิ่นที่แสบจมูกทำให้เธอเป็นฝ่ายถอยไปทันที “ฉันกินยาแก้หวัดไปแล้วนะ น้ำขิงนี่คงไม่ต้องกินแล้วมั้ง……”
เธอไม่ชอบกินขิงมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขิงที่ต้มเป็นน้ำซุปแบบนี้เลย กลิ่นนี่แย่ยิ่งกว่าขิงที่ใส่ในอาหารซะอีก
ถนิตขมวดคิ้วขึ้นมา “อย่าให้ผมต้องบังคับคุณนะ”
“ฉันเหมือนจะง่วงนอนหน่อยแล้ว……” รสิกาเอามือแตะหน้าผาก “น่าจะเป็นเพราะผลข้างเคียงของยาแก้หวัดแน่เลย คือว่าอะไรนะ เดี๋ยวฉันไปนอนในห้องหน่อยนะ”
เธอพูดแล้ว ก็จะลุกขึ้นมาจากโซฟา แต่พอเพิ่งจะลุก ก็ถูกถนิตผลักกลับไปแล้ว มือของเขากดอยู่บนหัวไหล่เธอ จนทำให้เธอขยับเขยื้อนไม่ได้
“คุณคงจะไม่ได้……” พอรสิกาเห็นว่าขัดขืนไม่ได้ ก็ทำหน้าขมขื่นขึ้นมาทันที “ไม่ดื่มไอ้นี่ ก็หายหวัดได้เหมือนกันนะคะ”
“ดื่มแล้วจะได้หายเร็วขึ้น” ถนิตเอาน้ำขิงชิดเข้าไปที่ปากเธอ แล้วพูดอย่างข่มขู่ขึ้น “หรือว่า คุณจะให้ผมป้อนคุณเหรอ?”
ให้เขาป้อนเหรอ?
แบบนั้นคงจะตายได้เลยละมั้ง
ในที่สุดรสิกาก็รับน้ำขิงไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง ถ้วยเพิ่งจะแตะโดนขอบปากกลิ่นก็ถาโถมเข้ามา จนทำให้เธอเกือบทนไม่ไหวจนอาเจียนออกมา
แต่ยังไงก็เป็นคนที่อายุสามสิบกว่าแล้ว แม้แต่ความเผ็ดแค่นี้ก็กินไม่ไหวได้ยังไง
รสิกาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็ยกถ้วยขึ้นมาแหงนหน้าดื่มน้ำขิงไปจนหมด
พอเธอดื่มไปได้ครึ่งหนึ่งก็ทนไม่ไหวจนอยากจะโยนถ้วยทิ้งไป แต่ถนิตกลับเหมือนรู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรแบบนี้ แล้วก็ยื่นมือไปจับถ้วยไว้ แล้วก็บังคับเธอให้ดื่มจนหมดถ้วยไป
“เอาล่ะ ตอนนี้เข้าไปนอนในห้องได้แล้ว” ถนิตเก็บถ้วยเปล่าไป ในที่สุดก็ยิ้มแล้วก็ลูบหัวเธอเล็กน้อย
รสิกาปิดปากเอาไว้ อย่างกับกลัวว่าถ้าตัวเองไม่ทันระวังก็จะอวกออกมาได้
ถึงแม้ว่ากลิ่นของน้ำขิงจะไม่น่าดม แล้วก็ดื่มยากด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าพอดื่มเข้าไปแล้ว ร่างกายก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาจริง ๆ ในกระเพาะเธอเหมือนกับว่าได้ถูกจุดไฟขึ้นมากองหนึ่ง ทำให้ทั่วทั้งตัวเธอเริ่มอบอุ่นขึ้นมา
แล้วบวกกับก่อนหน้านี้ได้กินยาแก้หวัดไป ตอนนี้รสิกาก็รู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วจริง ๆ
เธอลุกขึ้นมาแล้วเดินไปทางห้องนอน
พอเดินเข้ามาในห้อง มาถึงข้างเตียงก็ยืนไม่มั่นคงแล้วล้มตัวลงไปบนเตียง เธอพยายามสลัดรองเท้าแตะทิ้งไป จากนั้นก็คลานขึ้นไปบนเตียงเล็กน้อย สุดท้ายก็รู้สึกว่าไม่มีแรงแล้วจริง ๆ ก็เลยนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น
ตอนที่ถนิตเข้ามาก็เห็นภาพเธอนอนฟุบหน้าอยู่บนเตียง แม้แต่ผ้าก็ยังไม่ได้ห่มเลย
เขาถอนหายใจออกอย่างเบื่อหน่ายเล็กน้อย แล้วก็เดินไปจัดท่าที่สบายหน่อยให้รสิกา แล้วก็เอาผ้ามาห่มบนตัวเธอ พอมั่นใจว่าไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องแล้ว ถึงได้หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ช่วงที่ผ่านนี้ เพราะเรื่องของทิมทิม เธอต้องอยู่อย่างหวาดผวามาตลอด พอมาตอนนี้จู่ ๆ ได้ผ่อนคลายลง ก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดป่วยขึ้นมาได้ แต่ว่าได้ป่วยสักรอบก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ได้ทำให้ชีวิตที่เร่งรีบของเธอได้ผ่อนคลายลงบ้าง จะได้พักผ่อนดี ๆ สักช่วงหนึ่ง
ถนิตปิดประตูลงเบา ๆ กำลังจะเข้าไปทำอาหารในครัว พอหมุนตัวไป ก็เห็นประตูห้องนอนของทิมทิมเปิดอยู่ ตัวเขายืนอยู่หน้าประตู กำลังแหงนหน้ามองมาที่เขา
ใบหน้าที่ทั้งอ่อนเยาว์และเรียวเล็กทำให้เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นมาว่า “มีเรื่องอะไรเหรอ?”
“แม่นอนหลับแล้วเหรอครับ?” ทิมทิมถามขึ้นมา
“อืม” เขาตอบกลับมา พอครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง ก็พูดเสริมขึ้นมาอีกสามคำว่า “นอนหลับแล้ว”
“อ๋อ” ทิมทิมพูดน้อยกว่าเขาซะอีก พอได้รับคำตอบแล้วก็หมุนตัวเข้าห้องไป แล้วปิดประตูลง แน่นอนว่า เสียงปิดประตูนั้นเบามาก เบาจนแทบจะทำให้คนไม่ได้ยิน
ในใจของถนิตรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้าจะบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับทิมทิมไม่มีความคืบหน้าเลย มันก็ไม่ใช่ เพราะเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้อย่างน้อยพวกเขาก็ยังสามารถพูดคุยอะไรกันได้บ้าง
ถ้าว่าถ้าจะพูดว่ามีความคืบหน้านั้น ก็เหมือนกับว่าจะดูฝืนเกินไป