ตอนที่ 4
บทที่ 4
September 18, 2026
โทสะของเหยียนเฟยฝานพุ่งทะลุขีดจำกัด
เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายออกไปด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด โดยไม่กี่วินาทีต่อมา ปลายสายก็กดรับทันที “ครับคุณชาย”
“ไปเช็กมาเดี๋ยวนี้ว่าเจียงถังกับเมียฉันอยู่ไหน”
ผู้ช่วยส่วนตัวของเขา นามว่า จัวกวาง ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะขานรับคำสั่ง “รับทราบครับ”
“เดี๋ยวนี้!”
เหยียนเฟยฝานคำรามลั่น
ดึกดื่นป่านนี้ แถมฝนยังตกหนักอีก ยัยผู้หญิงคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่?
ถึงกับต้องเผาข้าวของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขาจนวอดวาย ถึงแม้ที่ผ่านมาเธอจะเคยอาละวาดบ้าง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน
ในวินาทีนั้นเอง ลึก ๆ ในใจของเหยียนเฟยฝานกลับเริ่มมีความรู้สึกหวาดหวั่นแล่นพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ...
จัวกวางทำงานได้รวดเร็วสมคำร่ำลือ เพียงสิบนาทีเขาก็โทรกลับมา “คุณผู้หญิงอยู่ที่คอนโดมิเนียมอวี่ชิ่งไถ เขตซิงเหอครับ”
เหยียนเฟยฝานหรี่ตาลงเล็กน้อย “เธอไปทำอะไรที่นั่น?”
ณ เขตซิงเหอ
เขาจำได้ว่าพวกเขาทั้งคู่ไม่มีเพื่อนคนไหนพักอยู่แถวนั้นเลย
จัวกวางรายงานต่อ “คุณเจียงถังก็อยู่ที่นั่นด้วยครับ”
พอได้ยินชื่อเจียงถัง ใบหน้าของเหยียนเฟยฝานก็มืดมนลงทันที
ในความคิดของเขา ผู้หญิงไม่ควรมีเพื่อนสนิทประเภทเพื่อนตาย เพราะพอมีเพื่อนแบบนี้ทีไรก็เหมือนมีสมองเพิ่มมาอีกสิบอัน คอยปั่นหัวกันไปหมด
ทุกครั้งที่โหลวซิงอิ๋นอยู่กับเจียงถัง มักจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเสมอ
เมื่อเหยียนเฟยฝานมาถึงอวี่ชิ่งไถ
โหลวซิงอิ๋นที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันก็หลับใหลไปเสียแล้ว
เจียงถังจำต้องเดินทางกลับโดยไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนได้ เนื่องจากโหลวซิงอิ๋นยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าไม่ต้องการรบกวนเธอไปมากกว่านี้ เจียงถังจึงทำได้เพียงรีบกลับไปจัดการหาคนมาคอยดูแลเพื่อนรักที่นี่แทน
โหลวซิงอิ๋นที่เพิ่งจะเคลิ้มหลับไปได้ไม่นาน ถูกเสียงกริ่งประตูที่รัวสนั่นปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความรำคาญ
เธอคิดว่าเป็นเจียงถังที่อาจจะลืมของไว้
จึงลุกขึ้นเดินงัวเงียไปเปิดประตู “ลืมอะไรไว้อี...”
ทว่าคำสุดท้ายยังไม่ทันจะพ้นริมฝีปาก ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับร่างของเหยียนเฟยฝาน ใบหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงและเย็นชาลงในพริบตา
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง?”
เหยียนเฟยฝานยืนนิ่งสงบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บนสูทสีเข้มของเขายังมีละอองฝนเกาะพราวสะท้อนแสงไฟ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “คุณคิดว่าไงล่ะ?”
ทว่าเมื่อกวาดสายตาไปเห็นโหลวซิงอิ๋นที่อยู่ในชุดนอนบางเบา โทสะในกายเขาก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบจะแผดเผาทุกอย่าง
เขาชะโงกหน้ามองเข้าไปสำรวจด้านในห้องด้วยท่าทีคุกคาม แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคนอื่นอยู่ข้างใน โทสะที่โหมกระพือเมื่อครู่ก็ดูจะซาลงไปบ้าง กลิ่นอายอันตรายรอบตัวค่อย ๆ จางหายไป
“เจียงถังบอกว่าคุณแท้งลูก? ผมจะไม่มาอยู่เป็นเพื่อนคุณได้ไง?”
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือไปคว้าแขนเธอตามความเคยชิน หมายจะดึงเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาเพื่อเป็นการปลอบประโลมอีกฝ่ายเหมือนทุกครั้งในวันวาน
ทว่าครั้งนี้ โหลวซิงอิ๋นไม่ได้ยอมให้เขาดึงเข้าไปง่าย ๆ เหมือนที่ผ่านมา
เธอยืนนิ่งไม่ไหวติง แววตาที่จ้องมองเขานั้นคมกริบและเย็นชาจนน่าใจหาย
เหยียนเฟยฝานสบเข้ากับความเย็นชาในดวงตาคู่นั้น ความเย็นจาดวงตาแผ่ซ่านเข้ามาในใจเขาจนรู้สึกกระตุกวูบด้วยความกังวล
แต่เพียงเสี้ยววิเท่านั้น เขาปรับอารมณ์ให้กลับมาปกติพร้อมกับยกยิ้มมุมปากซ่อนความรู้สึกเมื่อครู่ “โอเคครับ โอเค แท้งก็แท้ง ผมมาดูแลคุณแล้วนี่ไง โอเคไหม?”
น้ำเสียงทีเล่นทีจริงแบบนั้นอีกแล้วสินะ
คำพูดเหล่านั้นราวกับกำลังบอกว่า คุณแกล้งท้อง โดยไม่ได้พูดออกมาโดยตรง
อารมณ์ของโหลวซิงอิ๋นที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงได้เพราะเจียงถังปลอบประโลมได้ไม่นาน ความโกรธที่เดือดพล่านในใจก็กลับมาปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอเงื้อเท้าขึ้นพลางถีบเข้าที่หน้าท้องของเหยียนเฟยฝานเต็มแรง
เหยียนเฟยฝานที่ไม่ทันได้ระวังตัวถูกถีบเข้าอย่างจังจนต้องอุทานร้อง ซี้ด ออกมาด้วยความจุก
แขนของเธอจึงหลุดออกจากพันธนาการของเขาในทันที
เมื่อเห็นโหลวซิงอิ๋นทำตัวเหมือนเม่นที่พองขนใส่เขา อาการปวดหัว ตุบ ๆ จึงแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“วันนี้คุณอาละวาดก็แล้ว เผาของในบ้านเยอะขนาดนั้นก็แล้ว ยังไม่หายโมโหอีกเหรอ?”
โหลวซิงอิ๋น “...”
แววตาของเธอยิ่งเย็นเยียบลงไปอีกขั้น
หายโมโหงั้นเหรอ? ความแค้นครั้งนี้ของเธอ ถ้ายังไม่มีใครสังเวยชีวิตล่ะก็ ไม่มีวันหายหรอก!
โหลวซิงอิ๋นเพียงแค่เค้นยิ้มหยันโดยไม่ได้พูดอะไร