ตอนที่ 6
บทที่ 6
September 18, 2026
ทว่า ในจังหวะที่เขาเริ่มก้าวเท้าจะวิ่งไปหาโหลวซิงอิ๋นนั่นเอง จู่ ๆ ขาก็พลันหนักอึ้ง
เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นเซี่ยอวี่อิงที่เพิ่งจะร้องไห้โฮเมื่อครู่ กลิ้งตกจากรถเข็นลงไปกองกับพื้น
เธอหมดสติไปแล้ว!
กลุ่มคนที่ล้อมรอบอยู่ต่างพากันกรีดร้องด้วยความตกใจ “ตายแล้ว เลือด เลือดออกเยอะมากเลยค่ะ...”
ฝีเท้าของเหยียนเฟยฝานที่กำลังจะวิ่งไปหาโหลวซิงอิ๋น พลันหนักอึ้งราวกับถูกหลอมด้วยตะกั่วในทันที
ในจังหวะที่โหลวซิงอิ๋นถูกประคองขึ้นเตียงเคลื่อนย้าย สติของเธอเริ่มเลือนรางเต็มที
ภาพสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาอันพร่ามัว คือภาพของเหยียนเฟยฝานที่กำลังโอบกอดเซี่ยอวี่อิงไว้ในอ้อมแขน
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด!
...
โหลวซิงอิ๋นฟื้นคืนสติอีกครั้งในเช้าวันถัดมา
เจียงถังที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงไม่ห่างรีบถลันเข้าไปหาทันทีที่เห็นเพื่อนลืมตาขึ้น “แม่คุณเอ๊ย ในที่สุดก็ฟื้นสักที รู้ไหมว่าเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายขนาดไหน”
โหลวซิงอิ๋นขยับริมฝีปากที่แห้งผาก
เจียงถังรีบส่งน้ำให้เธอ “เมื่อกี้เหยียนเฟยฝานแวะมาแป๊บหนึ่ง อยู่ได้แค่สิบนาทีเอง”
โหลวซิงอิ๋น “...”
สิบนาทีงั้นเหรอ?
เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ หัวใจของโหลวซิงอิ๋นยิ่งจมดิ่งลงไปอีก “เขาฝากบอกเธอใช่ไหม ว่าห้ามฉันฟ้องเซี่ยอวี่อิง?”
“แกได้ยิน?”
เจียงถังถึงกับตกใจกับคำถามนั้น
เพราะมันเป็นความจริงตามที่โหลวซิงอิ๋นเอ่ย เหยียนเฟยฝานกำชับเจียงถังให้บอกโหลวซิงอิ๋นว่า อย่าเพิ่งดำเนินการฟ้องร้องเซี่ยอวี่อิงในช่วงนี้
ไอ้คนเฮงซวย เมียตัวเองยังไม่ทันจะได้สติกลับคืนมาเต็มร้อยด้วยซ้ำ แต่กลับรับออกหน้าอ้อนวอนแทนผู้หญิงคนอื่นเสียแล้ว!
โหลวซิงอิ๋นก้มมองเข็มน้ำเกลือที่ปักอยู่หลังมือด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “เปล่าหรอก แค่เดาก็รู้ทางเขาแล้วล่ะ”
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ท่าทีที่เขามีต่อเซี่ยอวี่อิงมันชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อคืนตอนที่เธอบอกว่าจะฟ้อง เขาไม่ใช่แค่ห้าม แต่ดูร้อนรนจนออกนอกหน้า
เจียงถังเอ่ยปัดสนทนาที่แสนเคร่งเครียด “ช่างหัวมันเถอะ กินโจ๊กเติมพลังกันดีกว่า”
ภาพความรักและความอ่อนโยนที่เหยียนเฟยฝานเคยมีต่อโหลวซิงอิ๋นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเจียงถัง
ทว่าตอนนี้ มันมลายหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความชิงชังที่แค่ได้ยินชื่อเขาก็ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงจนทานอะไรไม่อร่อยอีกต่อไป
“เมื่อคืนแกเสียเลือดไปเยอะมาก...”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ น้ำเสียงของเจียงถังก็สั่นเครือด้วยความสงสารจับใจ
ตอนที่เหยียนเฟยฝานมาเยี่ยมเธอเมื่อครู่ เขากลับไร้ซึ่งแววตาแห่งความห่วงใย ราวกับคิดไปเองว่าอาการของเมียตัวเองเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาที่กินยาเดี๋ยวก็หาย
ทว่าพอกลับไปเป็นเรื่องของพี่สะใภ้ล่ะ เขากลับทุ่มเทถวายหัวเสียยิ่งกว่าอะไรดี แต่กับเมียตัวเองแท้ ๆ เขากลับเมินเฉยแม้กระทั่งจะถามไถ่อาการ
โหลวซิงอิ๋นเอ่ย “หึ ขนาดนี้เขายังเดินจากไปตอนที่ฉันยังไม่ฟื้นเลย”
เจียงถัง “เอาเถอะ อย่าไปพูดถึงคนพรรค์นั้นเลย ถ้าแกอยากหย่า ฉันสนับสนุนเต็มที่!”
ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองกั่งเฉิงอาจดูยิ่งใหญ่ แล้วมันอย่างไรล่ะ?
เพราะสุดท้าย ไม่ว่าตระกูลเหยียนจะร่ำรวยล้นฟ้าเพียงใด มันก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของโหลวซิงอิ๋นอีกต่อไป
เจียงถังบ่นต่อ “ยัยเซี่ยอวี่อิงนั่นก็แผลผ่าตัดปริ ดูก็รู้ว่าจงใจล้มเอง ยัยนั่นเพื่อจะแย่งตัวเหยียนเฟยฝานถึงขั้นยอมทำขนาดนี้ ทำไมไม่ล้มให้ตาย ๆ ไปเลยนะ”
เมื่อคืนเจียงถังเห็นสถานการณ์หมดทุกอย่าง
ตอนที่เหยียนเฟยฝานเห็นโหลวซิงอิ๋นเป็นลมหมดสติ เขากำลังจะวิ่งเข้ามาช่วยแล้วแท้ ๆ แต่ยัยเซี่ยอวี่อิงดันมาล้มสลบกองลงกับพื้นไปพร้อม ๆ กันพอดี
จังหวะมันเป๊ะเกินไปจนเจียงถังปักใจเชื่อว่า เซี่ยอวี่อิงตั้งใจทำชัวร์ ๆ
ยัยนั่นยอมแลกแม้กระทั่งชีวิตเพื่อแย่งผู้ชายคนเดียว ช่างน่าสมเพชจริง ๆ
...
เมื่อคืนโหลวซิงอิ๋นเสียเลือดอย่างรุนแรง
หมอจึงวินิจฉัยให้โหลวซิงอิ๋นพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเจียงถังดูแลเธอเป็นอย่างดี และเมื่อป้อนโจ๊กให้เธอจนเสร็จ เจียงถังก็เอ่ยขึ้น “เดี๋ยวฉันกลับไปเอาเสื้อผ้ามาให้นะ เป็นเด็กดีล่ะ เข้าใจไหม?”
“อืม”
ตอนนี้โหลวซิงอิ๋นรู้สึกเพลียมาก
อาจเป็นเพราะเสียเลือดไปมากเกินไป ทำให้เธอยังคงรู้สึกเวียนหัวอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเจียงถังเดินลับสายตาไป เธอก็ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงเตรียมจะพักผ่อน ทว่ายังไม่ทันจะได้ดื่มด่ำความสงบ ประตูห้องพักผู้ป่วยกลับถูกผลักเปิดออก พร้อมกับเสียงล้อรถเข็นที่บดไปกับพื้นห้อง ดังใกล้เข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ
เสียงคุกคามช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนนั้น ทำให้โหลวซิงอิ๋นต้องลืมตาขึ้น
สายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างเซี่ยอวี่อิงที่ปรากฏตัวอยู่บริเวณประตูห้อง
เซี่ยอวี่อิงเอียงหน้าเพียงเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ที่เข็นรถเข็นเธอได้รับรู้ ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับด้วยความนอบน้อมอย่างรู้ความหมาย “คุณหนูคะ ดิฉันจะรออยู่ข้างนอกนะคะ”
เซี่ยอวี่อิงตอบรับสั้น ๆ
คนใช้เข็นเธอเข้ามาข้างในก่อนจะเดินออกไปและปิดประตูตามหลัง
เซี่ยอวี่อิงเหยียดยิ้มมองโหลวซิงอิ๋น “เป็นยังไงบ้าง? เมื่อกี้ฉันเพิ่งเจอคุณหมอเจ้าของไข้แกมา เขาบอกว่าเมื่อคืนตกเลือดเยอะเลยนี่ ตอนนี้คงจะอ่อนระโหยโรยแรงมากสินะ?”
น้ำเสียงที่ดูเหมือนจะนุ่มนวลนั้น แฝงไปด้วยความลำพองใจและการข่มขวัญอย่างเห็นได้ชัด
โหลวซิงอิ๋นไม่พูดอะไร เพียงแต่จ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชา
เซี่ยอวี่อิงสบเข้ากับแววตาที่เป็นประกายกร้าวนั้น แต่รอยยิ้มมุมปากของเธอกลับยิ่งกว้างขึ้น “ถึงขนาดนี้แล้ว ยังคิดจะอยู่กับเฟยฝานต่ออีกเหรอ?”
โหลวซิงอิ๋นปรายตามอง “ที่เธอผลักฉันตอนนั้น ตั้งใจสินะ?”
ในวินาทีนี้ โหลวซิงอิ๋นมั่นใจอย่างเต็มร้อย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมื่อสองปีก่อนหรือเมื่อวาน ทั้งหมดคือความตั้งใจของเซี่ยอวี่อิง
เซี่ยอวี่อิงกอดอก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรง ๆ
ทว่ากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเผด็จการ “หย่ากับเฟยฝานซะ แล้วแกอยากได้ข้อเสนออะไรก็ว่ามา”
โหลวซิงอิ๋น “...”
เธอมองผู้หญิงที่แสนโสโครกตรงหน้า
นี่น่ะเหรอ สะใภ้ในอุดมคติของตระกูลเหยียน ว่านอนสอนง่าย อ่อนโยน และกิริยามารยาทเพียบพร้อม
ช่างน่าขันสิ้นดี...