ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 ต่อให้พันล้านก็ไม่ขาย
September 30, 2026
“ผมทำมันขึ้นมาเอง”
ไม่ว่าพวกเขาจะเยาะเย้ยเขายังไงโจนาธานก็ยังไม่สะทกสะท้าน
อันที่จริงเขาไม่แม้แต่ใส่ใจจะเล่นสนุกกับคนพวกนั้นด้วยซ้ำ
สามสิบหรือห้าสิบเหรอ พวกเขาอาจจะไม่มีปัญญาซื้อสร้อยคอในมือฉันนี่ต่อให้ยอมจ่ายสามสิบหรือห้าสิบล้านด้วยซ้ำไป ฉันพบสร้อยคอนี่ที่บริเวณบ้านของตระกูลที่โดดเด่นที่สุดในเขตตะวันตกตอนที่ฉันไปออกรบที่นั่น มีข่าวลือว่าแค่หยกชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็มีค่ามากกว่าร้อยล้านแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นฉันสลักมันขึ้นมาเองโดยใช้เวลาหนึ่งปีเต็ม มันมีค่าเกินพันล้านเสียอีก
หนึ่งในเพื่อนสนิทของโจเซฟีนห่อปากแล้วออกความเห็นว่า “นายทำมันขึ้นมาเองเหรอ งั้นมันยิ่งไม่มีค่าอะไรเลย ใครจะไปรู้ว่านายเก็บขวดเบียร์ไร้ค่าจากถังขยะแล้วทุบให้แตกก่อนจะเอาเศษแก้วมาร้อยเป็นสร้อยคอหรือเปล่า”
ฮ่า ฉันไม่มีวันเชื่อว่าเขาจะมีปัญญาหาหยกมาให้เธอได้ เจ้าคนสิ้นคิดที่ไม่มีงานทำและคอยเกาะตระกูลสมิธอยู่ตลอดปีจะมีปัญญาซื้อหยกมูลค่าหลักแสนได้ยังไง
เพื่อนสนิทอีกคนของโจเซฟีนก็เหมือนกัน เธอห่อปากแล้วตะโกนว่า “ฟังนี่ ฟังนี่นะ นายน่าจะคิดถึงสถานะของโจเซฟีนบ้าง...ไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าคุณแลงฟอร์ดมอบเพชรเซราฟิคสตาร์ราคาสิบแปดล้านให้เธอ แม้แต่ของขวัญจากเราก็ไม่มีชิ้นไหนราคาถูกกว่าหนึ่งหมื่นหรอก แล้วดูสร้อยคอของนายสิ ไม่อายบ้างหรือไงที่มอบของขวัญให้คนอื่นในเมื่อมูลค่ามันไม่ถึงร้อยด้วยซ้ำไป”
“ทำไมผมต้องอาย” โจนาธานไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่นิดเดียว “ถ้าเขามอบของขวัญให้เธอเป็นเพชรเซราฟิคสตาร์ราคาสิบแปดล้านแล้วยังไง มันไม่ต่างอะไรกับขยะเมื่อเทียบกับสร้อยคอนี่ สร้อยคอนี้น่ะมูลค่าเท่ากับเพชรเซราฟิคสตาร์สิบเม็ด”
เมื่อเขาพูดอย่างนั้น ผู้คนต่างก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาไปมา
ให้ตายสิ นี่มันคนบ้านี่นา เขาเสียสติไปแล้วจริงๆ มีค่าเท่ากับเพชรเซราฟิคสตาร์สิบเม็ดเหรอ สร้อยคอห่วยๆ ของเขานั่นจะมีค่ามากกว่าร้อยล้านได้ยังไงกัน
“พอได้แล้วโจนาธาน” โจเซฟีนตวาดขึ้นในที่สุด
เมื่อก่อนนี้ฉันแค่รู้สึกว่าเขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนเกกมะเหรกเกเรที่แค่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ และไม่ทำอะไรเพราะไม่มีงานหรือความทะเยอทะยานอะไร แต่วันนี้ในที่สุดฉันก็ตาสว่างแล้วว่าเขาไม่ใช่แค่คนเกเรที่ลอยชายไปวันๆ แต่ยังเป็นคนขี้โม้ที่ไร้ค่าแถมยังชอบแต่งเรื่องโกหกอีกด้วย สร้อยคอที่ราคามากกว่าร้อยล้านเหรอ ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเขาจะกล้าพูดอย่างนั้น หน้าไม่อายบ้างหรือไง
เธอชี้หน้าโจนาธานแล้วโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ “ออกไปจากที่นี่ซะ อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าจนกว่าคุณจะเปลี่ยนนิสัยขี้คุยขี้โกหกให้ได้เสียก่อน”
ฉันทนมาพอแล้วจริงๆ ทีแรกฉันคิดว่าเขาจะเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ ของตัวเองได้หลังจากหายหน้าไปตั้งสามปีแต่ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะยิ่งแย่กว่าเดิมเสียอีก
โจนาธานเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “คุณคิดว่าผมโกหกเหรอ คิดว่าผมไม่มีปัญญาให้ของขวัญมูลค่ามากกว่าร้อยล้านแถมยังจงใจคุยโตโอ้อวดตัวเองอีกเหรอ”
“แล้วไม่ใช่หรือไง”
สีหน้าของโจเซฟีนเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นอีก
“ฮ่า” โจนาธานพ่นลมออกจมูกขณะที่ท่าทีของความผิดหวังฉายผ่านดวงตาของเขา “โจเซฟีนคุณยังไม่เข้าใจผมดีพอ ตลอดสี่ปีที่ผมแต่งงานกับคุณไม่เคยพูดปดหรือโกหกคุณเลยสักครั้ง ต่อให้คุณอยากได้โลกทั้งใบผมจะมอบมันให้คุณเมื่อไหร่ก็ได้อย่าว่าแต่แค่ของขวัญราคามากกว่าร้อยล้านเลย”
คุณพระช่วย เขาเป็นบ้าไปแล้ว เขาเสียสติแล้วจริงๆ
นั่นคือปฏิกิริยาแรกของผู้คน
ไม่เพียงแต่เขาจะแค่เสียสติแต่เขาเป็นคนบ้าโดยสมบูรณ์ไปแล้ว เขากำลังฝันกลางวันโดยกล้าพอที่จะประกาศว่ามอบโลกทั้งใบให้เธอก็ยังได้ถ้าเธอต้องการ เขาไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงพูดอะไรแบบนั้นออกมาในเมื่อเขาก็แค่ลูกเขยกาฝากที่แต่งเข้าตระกูลของเธอ ช่างไร้ยางอายแท้ๆ
“ไปซะโจนาธาน ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ แล้วก็ไม่อยากพูดอะไรกับคุณอีก ฉันว่ามันน่าขยะแขยงที่จะพูดคุยกับคุณ” โจเซฟีนไล่เขาออกไปราวกับว่าเขาเป็นแมลงวันที่น่ารำคาญ
“ดูเหมือนคุณจะยังไม่เชื่อผม” โจนาธานส่ายหน้าแล้วยื่นสร้อยคอในถุงพลาสติกให้เธอ “คุณไม่อยากได้สร้อยคอนี่เหรอ”
“ไม่”
โจเซฟีนเหวี่ยงมือโยนสร้อยคอลอยละลิ่วออกไป
จากนั้นเสียงตุ้บเบาๆ ดังขึ้นขณะที่สร้อยคอลอยออกนอกประตูแล้วตกลงบนพื้น
“โจนาธาน นายออกไปเถอะ มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่นี่ในเมื่อโจเซฟีนเพิ่งบอกให้นายไปซะ” ตอนนั้นเองที่อีสโซเบลฉวยโอกาสไล่เขาขณะที่เขากำลังเพลี่ยงพล้ำ
“ถูกแล้ว แค่ไสหัวไปแทนที่จะทำตัวโง่ๆ ที่นี่ดีกว่า”
“ช่างเป็นคนไร้เกียรติ ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าย้อนกลับไปตอนนั้นทำไมโจเซฟีนถึงสนใจเขาได้”
เสียงเยาะเย้ยถากถางดังขึ้นไม่หยุดหย่อนครั้งแล้วครั้งเล่า