ตอนที่ 626
บทที่ 626 พ่อลูกเดินชอปปิงด้วยกัน
October 28, 2026
“ปีนี้คุณน่าจะอายุยี่สิบสี่ปีแล้วสินะ?”วีรพงษ์รินน้ำผึ้งให้กับณิชาอย่างกระตือรือร้น
ณิชารู้สึกประหลาดใจที่ได้รับความเอาใจใส่ รีบรับเหยือกน้ำมาทันที แต่กลับถูกวีรพงษ์ผลักออกไปเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น“หลายปีมานี้ คุณคงจะลำบากมากแล้ว แล้วก็คงจะรู้สึกคับข้องใจด้วย ตอนนี้ก็ควรจะถึงเวลาที่ผมต้องทำอะไรให้คุณบ้างแล้ว”
มันไม่ได้โศกเศร้าเสียใจแทบปางตายหรือว่าทุกข์ระทมอย่างถึงที่สุดเหมือนที่จินตนาการไว้ แต่แค่เป็นประโยคที่ปกติธรรมดาประโยคหนึ่งเท่านั้น
จุดที่อ่อนที่สุดภายในใจของณิชา ถูกสะกิดทันที
วินาทีนั้นเธอยอมรับว่าบ่อน้ำตาของตัวเองตื้นเกินไปจริงๆ ดันมีความรู้สึกว่าอยากจะร้องไห้ออกมา
เธอรีบกะพริบตาอย่างรวดเร็ว ให้น้ำตาที่พร่ามัวเหล่านั้นซึมหายไป ก่อนจะพูดกับวีรพงษ์“ไม่หรอกค่ะ หลายปีมานี้จริงๆแล้วฉันมีชีวิตที่ดีมาโดยตลอด ไม่ได้ทุกข์ยากลำบากอะไรเลยสักนิด”
คนที่ทุกข์ยากลำบากจริงๆคือพวกเขาต่างหากล่ะ
ตัวเองกลับไม่สามารถมาช่วยแบกรับแทนพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกผิดภายในใจของวีรพงษ์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ลูกสาวของเขาเป็นคนที่รู้เรื่องรู้ราวขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
“คุณช่วยเล่าเรื่องสมัยเด็กให้ผมฟังหน่อยได้ไหม?”วีรพงษ์จ้องมองใบหน้าของณิชาด้วยความปรารถนา เหมือนกับวิวขนาดนี้ ถ้าเกิดได้รับการเลี้ยงดูจากพวกเขามาโดยตลอด พวกเขาก็น่าจะเป็นครอบครัวที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้วสินะ?
ณิชาพยักหน้า พยายามเล่าภาพเหตุการณ์ที่ตลกและสนุกเมื่อสมัยเด็กเหล่านั้นให้กับวีรพงษ์ฟัง
ส่วนเรื่องที่ต่อมาตระกูลสถานนท์ล้มละลายนี้เธอไม่ได้พูดถึงอีก……
วีรพงษ์ฟังอย่างเงียบสงบ พอได้ยินว่าตอนเด็กเธอใช้ชีวิตอยู่ที่ตระกูลสถานนท์ ก็ไม่ได้ไล่ถามต่อว่าเธอถูกคนรับไปเลี้ยง หรือว่า สุขุมเป็นคนร้ายที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องแยกจากกัน
บางครั้งความจริงมันก็เหมือนกับลูกบอลหิมะ ขอแค่มีบางจุดถูกสะกิด ต่อไปก็จะยิ่งกลิ้งยิ่งใหญ่มากขึ้น
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นของสองคนพ่อลูก
ณิชาเริ่มเล่าตั้งแต่ที่จำความได้ จนมาถึงช่วงวัยประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย จนกระทั่งมหาลัยและทำงาน วีรพงษ์ฟังอย่างจริงจังซะยิ่งกว่าฟังพวกเหล่าลูกน้องรายงานเรื่องใหญ่โตของประเทศเสียอีก กลัวว่าจะพลาดรายละเอียดตรงไหนไป
ลูกสาวฉลาดเฉลียวมีความสามารถ เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย
พอณิชาพูดจบ วีรพงษ์ถึงได้พูดถามขึ้น“แล้วมีใครกลั่นแกล้งรังแกคุณบ้างไหม? บอกผม ผมจะช่วยเอง”
พอณิชาได้ฟังถึงตรงนี้จู่ๆก็ยิ้ม ส่ายหัว“ตอนที่ฉันเป็นเด็กซนมากๆ คนไหนที่ไม่ถูกฉันกลั่นแกล้งรังแกก็ถือว่าโชคดีมากๆแล้วค่ะ!”
“แล้วแม่บุญธรรมของคุณล่ะ? เธอปฏิบัติต่อคุณยังไงบ้าง?”ณิชาตั้งใจหลบเลี่ยงพ่อบุญธรรมสุขุม วีรพงษ์สังเกตได้ถึงรายละเอียดนี้ก็เลยไม่ได้ถามต่อ เขาค่อยไปตรวจสอบด้วยตัวเอง
“เธอคนนั้นจริงๆแล้วเป็นคนที่ปากร้ายใจดี ไม่ใช่คนที่มีจิตใจชั่วร้ายอะไร ต่อไปถ้ามีโอกาสล่ะก็ คุณจะต้องไปเมืองพรนะคะ ไปพบกับเธอสักหน่อย แล้วก็ต้องไปพบกับ……คุณยายและลูกพี่ลูกน้องของฉันด้วย พวกเขาต่างก็คิดถึงคุณหญิงวิวทั้งนั้น”
วีรพงษ์พยักหน้า“ผมจะต้องไปแน่นอน แล้วก็ไปขอบคุณพวกเขาที่เลี้ยงดูคุณมาหลายปีขนาดนี้ด้วยเหมือนกัน”
ทั้งสองคนไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่าพ่อหรือว่าลูกสาวเลยอย่างรู้ใจกัน มองหน้ากันอย่างยิ้มแย้ม ในตอนนี้การที่ไม่พูดออกมาจะดีกว่า
พอดื่มชาช่วงบ่ายเสร็จ ณิชาเดิมทีกะที่จะกลับไปตอนนี้เลย แต่วีรพงษ์กลับเรียกเธอเอาไว้
แม้ว่าจะไม่สามารถเชื่อมสายสัมพันธ์กันอย่างเปิดเผยได้ เขาก็ยังอยากจะชดเชยให้กับเธอมากๆอยู่ดี
“ณิชา คุณมาที่ประเทศ Fนานขนาดนี้ ผมเพิ่งจะเคยเจอกับคุณอย่างจริงๆจังๆครั้งแรก รังเกียจที่จะไปเดินเล่นละแวกนี้กับตาแก่แบบผมสักหน่อยไหม?”
ณิชาคำนวณเวลาสักพัก ก่อนจะพยักหน้า
แน่นอนว่าวีรพงษ์รู้สึกดีใจอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่คิดจะออกไปข้างนอก พวกทหารอารักขาก็จะไปเคลียร์พื้นที่ก่อนเสมอ
แต่วันนี้เขาแค่อยากจะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไป เดินเล่นกับลูกสาวสัมผัสความสุขของการอยู่ด้วยกันกับคนในครอบครัว
ดังนั้น เขาจึงให้ทหารอารักขาแยกย้ายไปให้หมด แอบปกป้องคุ้มอยู่ในที่ลับก็พอ เพื่อที่จะไม่ให้ถูกคนจำได้ เขาจึงจงใจซื้อหน้ากากมาสวมเอาไว้ คล้องแขนของณิชา เดินเล่นอยู่ที่ห้างที่อยู่ชั้นล่างอย่างสุขสบายใจ……
ภูมิภัทรไม่ใช่แค่เป็นคนขับรถ แถมยังเป็นคนถือกระเป๋าอีก แต่เขาก็รู้งานมากๆ ไม่ได้เข้าไปทำลายช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันที่ไม่ได้มีบ่อยๆระหว่างพวกเขา