ตอนที่ 229
บทที่ 229 เหนือเมฆโดนพ่อตบตีด้วยความโกรธ
October 28, 2026
แววตาของทั้งสามพี่น้องมองไปที่วายุทันที แล้วเห็นแต่เพียงชายหนุ่มยืนตัวตรง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มืออีกข้างหนึ่งที่พันผ้าพันแผลอยู่ถือตะเกียบไว้ แล้วก็เสียงดังแคร๊กขึ้นมาทีหนึ่ง ตะเกียบหักไปตามเสียง จนทำให้คนพวกไม่กล้าที่จะหายใจดังเลย
แต่มณิกากลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไรเลย "โธ่เอ๊ย วายุ ทำไมตะเกียบของคุณหักไปแล้วเนี่ย? เฮ้ย จริง ๆ เลย โฮมสเตย์นี่แย่จริง ๆ เลย ไม่ไหวเลยจริง ๆ ตะเกียบคู่หนึ่งเมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลยแท้ ๆ ทำไมถึงได้หักไปได้นะ"
เธอพูดแล้ว ก็เอาตะเกียบคู่นั้นออกมาจากมือวายุ แล้วก็โยนทิ้งลงไปในถังขยะ
จากนั้นก็เอาตะเกียบคู่ใหม่จากบนโต๊ะยื่นไปให้เขา "ตะเกียบคู่นี้เป็นคู่ที่ดีอยู่ รีบกินกันเถอะ ไม่งั้นอีกเดี๋ยวถ้าคุณหิวตายไป แล้วฉันจะไปกินมื้อเที่ยงฟรีได้ที่ไหนอีกล่ะ"
คำพูดที่ไม่เกรงกลัวอะไร ตั้งใจพูดออกมาให้วายุโกรธทั้งนั้น
อีกสามคนที่เหลือจ้องมองมณิกา แล้วก็หันไปมองวายุ แล้วก็รู้สึกว่ามณิกาบังอาจเป็นอย่างมาก แต่ทำยังไงได้ผู้ชายที่ปกติมักจะเงียบขรึมอยู่ตลอดกลับยอมโอนอ่อนให้กับเธอมาตลอด
จิวยี่ทำอุบายเฆี่ยนอุยกาย ต่างก็ยินยอมกันทั้งสองฝ่าย
วายุวางตะเกียบลง แล้วหมดอารมณ์กินขึ้นมาทันที
พอตัวเขาไม่ยอมขยับตะเกียบ อีกสามคนที่เหลือก็ค่อย ๆ วางตะเกียบลงอย่างเงียบ ๆ แล้วก็ไม่พูดอะไร
มณิกาที่กินอย่างเมามันกลับเคี้ยวอาหารไปด้วย แล้วก็จ้องมองพวกเขาด้วยความสงสัยไปด้วย "ทำไมพวกคุณไม่กินกันละคะ? หรือรู้สึกว่ารสชาติของโฮมสเตย์แย่เกินไปเหรอคะ?"
"ไม่หิว เหอะๆๆ ไม่อยากกินครับ"
"อืม ผมก็เหมือนกับไอ้ปัณณ์ก็ ไม่อยากกินครับ"
"ส่วนผมก็ตอนเที่ยงกินเยอะเกินไปแล้ว แน่นท้องมาก"
......
พวกเขาหาข้ออ้างมาพูดส่ง ๆ ไป
มณิกาถือตะเกียบไว้ แล้วคีบเกี๊ยวซุปขึ้นมาอันหนึ่ง กัดคำหนึ่ง แล้วก็ดูดน้ำซุปที่ไหลออกมาได้ด้วย และเอียงหัวมองวายุไม่ขยับเขยื้อนราวกับเป็นรูปปั้นน้ำแข็งแกะสลักยังไงอย่างงั้น ม่านตาที่ขยายออกมาดูค่อนข้างซับซ้อน
ไม่อยากกินเหรอ?
ในเมื่อไม่อยากกิน'จริง ๆ' งั้นเธอก็จะกินคนเดียวให้หมดเลย
และแล้ว มณิกาก็คิดซะว่าเป็นการไลฟ์สดกินข้าวสักครั้งหนึ่ง แล้วก็ดื่มด่ำกับอาหารหลากหลายไปคนเดียว และอารมณ์ก็ดีเป็นพิเศษด้วย
คนเราเมื่อหิวมาก ๆ แล้วจะกลายเป็นคนอารมณ์แย่มาก แต่พอกินอิ่มแล้ว อารมณ์ก็พอจะผ่อนคลายลงมาได้บ้าง
จนกระทั่งอยู่ภายใต้สายตาของพวกเขาสี่คน เธอได้กินอาหารหมดไปถึงครึ่งหนึ่ง ถึงได้วางตะเกียบลง แล้วก็ดึงกระดาษทิชชูออกมาเช็ดปากเล็กน้อย แล้วก็ยังเรอออกมาอย่างไม่น่ามองทีหนึ่ง
"เอิ้ก......"
เสียงที่น่าเขินอายดังขึ้นมาในห้อง เธอยิ้มอย่างเขรอะเขิน "ขอโทษทีนะคะ กินอิ่มไปหน่อยค่ะ"
แววตาที่แปลกใจของพวกผู้ชายต่างก็ไปตกอยู่ที่ตัวมณิกากันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็หันไปมองวายุกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
เหมือนกับกำลังจะพูดว่า ว่าแล้วว่าผู้หญิงที่นายชอบนี่ไม่เหมือนกับคนทั่วไปจริง ๆ
ช่างหยาบกระด้าง......
ช่วงโหดเหี้ยม......
ช่วงรุนแรงจริง ๆ......
พบเจอแต่ผู้หญิงที่งดงามสง่างามทั่วไปมากเกินไปแล้ว ก็เลยมักจะชอบ'แบบเรียบง่ายธรรมดา'แบบนี้
พอรู้สึกถึงสายตาของพวกพี่น้องที่มองมา แววตาที่เย็นชาของวายุก็มองตอบกลับไป แถมยังแฝงไว้ด้วยการตักเตือนเล็กน้อย จนทำให้พวกเขาตกใจจนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ไปทันที และพยายามลดความมีตัวตนออกไป
พอมณิกากินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ลุกขึ้นมา แล้วจ้องมองอาหารที่เหลืออยู่โต๊ะ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเสียดายขึ้นมา "ดูพวกคุณแต่ละคนซิช่างเป็นคนสิ้นเปลืองจริง ๆ ประเทศชาติเรียกร้องให้ช่วยกันประหยัดกินประหยัดใช้ แต่พวกคุณกลับมาสิ้นเปลืองอาหารกันแบบนี้ ไม่กลัวฟ้าจะผ่าเอาเหรอ?"
คนเขานั่งกันอยู่เฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นแพะรับบาปไป
กษิดิสมีใบหนีราวกับโดนปรักปรำ "ผมบอกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าผมไม่หิว"
ปัณณ์แตะจมูกเล็กน้อย "ผมกินเจครับ"
จตุพันธุ์เหล่ตามองกษิดิสกับปัณณ์ทีหนึ่ง ด้วยแววตาตำหนิ อย่างกับว่า 'คำพูดดี ๆ พวกนายก็เอาไปพูดหมดแล้ว แล้วฉันจะพูดอะไรได้อีก?'
ในสมองหมุนวนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็พูดขึ้นว่า "พอพูดแบบนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่าจะรู้สึกหิวขึ้นมาหน่อยแล้ว พอดีเลยจะได้กินสักหน่อย"