ตอนที่ 230
บทที่ 230 เอเดนปรากฏตัวออกมา
October 28, 2026
พอได้ยินการสนทนาของพ่อลูกที่ชั้นล่าง มณิกาก็รู้สึกถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่ตระกูลโยธินมีต่อเหนือเมฆได้อย่างจริงจัง
ถึงแม้ว่าเธอจะรู้อยู่แล้วว่าเหนือเมฆไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในตระกูลโยธิน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าชยธรจะพูดคำพูดที่เกินเลยและโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ออกมาได้
เหนือเมฆไม่ได้โต้เถียงกับคำพูดของชยธร อยู่ ๆ ก็เข้าสู่ความเงียบขรึมไป
ชยธรโดนจุดประกายไฟโกรธขึ้นมาแล้ว ก็พูดขึ้นอย่างไม่ลดละว่า "แกเป็นคนทำให้น้องสาวแกซวยไปด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าแกมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับนังผู้หญิงชั้นต่ำมณิกานั่นละก็ น้องสาวแกจะมาบาดเจ็บได้ยังไง? อย่าดูว่าตอนนี้นังมณิกาเป็นหลานสาวบุญธรรมของนายหญิงเนตรไปแล้ว แต่จะมาทำให้ลูกสาวของฉันชยธรบาดเจ็บได้นะ ช้าเร็วฉันก็ต้องฆ่านังคนชั้นต่ำนั่นให้ตายไปแน่ ๆ!"
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นชยธรดุด่าเหนือเมฆในงานหมั้นของวายุกับธิกานต์ และต่อมาก็ไปทำความรู้จักกับชยธรที่ศิศิรนครตั้งครึ่งค่อนเดือน มณิกาก็รู้แล้วว่าชยธรรักและเป็นห่วงวิไลพัณณ์มากเป็นพิเศษจริง ๆ
เพราะฉะนั้นตั้งแต่ก่อนที่เธอจะยิงวิไลพัณณ์จนบาดเจ็บ ก็ได้เดาออกแล้วว่าชยธรจะต้องตั้งใจต่อต้านเธอแน่นอน
มณิกาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายขึ้นทีหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้เดินลงไปต่อ แต่กลับนั่งลงตรงขั้นบันได แล้วก็มองออกไปข้างนอกผ่านหน้าต่างที่อยู่ตรงมุมบันได แล้วเข้าสู่การครุ่นคิดอย่างหนัก
"เรื่องนี้ มันเป็นความผิดของวิไลพัณณ์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
เงียบขรึมไปนาน อยู่ ๆ มณิกาก็ได้ยินเหนือเมฆโต้เถียงกลับมาแบบนี้ประโยคหนึ่ง
ประโยคนั้น พูดได้อย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าเป็นการอธิบายที่ว่างเปล่า
เพราะมณิกาเข้าใจดี ถึงแม้ว่าเหนือเมฆจะพูดได้มีเหตุผลเป็นอย่างมาก แต่ว่าเหตุผลทุกอย่างพอไปอยู่ที่ชยธร ก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น
เหมือนกับที่เธอกับธิกานต์ต่างก็เป็นลูกของทัพทอง แต่ว่าคนที่ทัพทองและวิมลรักยังไงก็คือธิกานต์อยู่ดี แถมยังเห็นว่าชีวิตของเธอเป็นเหมือนสิ่งมีค่า
การปฏิบัติต่อกันนั้นสามารถพูดได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน
เพี๊ยะ!!
เสียงตบฉาดหนึ่งดังขึ้นทั่วทางเดิน เสียงดังก้องกังวาน ทำให้มณิกาตกใจจนใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
จากนั้นก็ได้ยินชยธรตะคอกขึ้นมาว่า "แกหุบปากไปเลยนะ! นังมณิกามันดีตรงไหน มีค่าพอให้แกมาพูดแทนมันอย่างใจจดใจจ่อเลยเหรอ? มันก็เป็นแค่ชู้ที่หน้าไม่อาย แย่งผู้ชายของพี่สาวตัวเอง เอาแต่มั่วสุมอยู่กับวายุ ผู้หญิงที่สำส่อนแบบนั้น แกรีบลืมมันไปแต่เนิ่น ๆ เลยนะ!"
คำพูดที่ไม่น่าฟัง ได้ทิ่มแทงหัวใจมณิกาอย่างลึกจนเจ็บปวด แต่ว่าเธอกลับสงสารเหนือเมฆมากกว่า
ในตอนที่เธอลุกขึ้นมา แล้วอยากจะวิ่งลงตามสัญชาตญาณนั้น
แต่พอตัวเองเพิ่งเดินลงไปได้ไม่ขั้นบันได ก็หยุดฝีเท้าลง
ตอนนี้เป็นเวลาที่เหนือเมฆน่าเวทนาที่สุด แล้วเธอกับเหนือเมฆก็เกิดความห่างเหินกันขึ้นมาเพราะเรื่องที่'งานแต่ง' ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างตอนแรกแล้ว
ถ้าเธอลงไปตอนนี้ จะเผชิญหน้ากับเหนือเมฆด้วยสถานะอะไรล่ะ?
มณิกาลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็หยุดฝีเท้าไว้ แล้วนั่งลงบนขั้นบันไดและไม่มีปฏิกิริยาอะไรอีกเลย
จากนั้น ด้านล่างก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
เธอคิดว่า พวกเขาสองพ่อลูกน่าจะจากไปแล้ว
มณิกาพิงอยู่กับกำแพง แล้วก็ทอดถอนใจไปอย่างแรง
ที่ตอนแรกบอกไว้ว่าจะอยู่ห่างจากตระกูลผู้ดี ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทอะไรทั้งนั้น แต่ทำยังไงได้ไป ๆ มา ๆ ก็ได้เข้ามาเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์โดยไม่รู้ตัวแล้ว ถ้าอยากจะถอนตัวออกไป มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่แค่พูดประโยคเดียวก็ได้แล้ว?
มณิกาสงสารสภาพที่เป็นอยู่ของเหนือเมฆ แต่ก็ผิดหวังกับเหนือเมฆที่สุดเหมือนกัน
เธอเคยเห็นว่าเหนือเมฆเป็นเพื่อนสนิท แต่ใครจะไปรู้ว่าเรื่องในงานแต่งวันนั้น ทั้ง ๆ ที่เขารู้ความจริงอยู่แล้ว แต่กลับยังให้เธอมาเป็นแพะรับบาปอีก
เหนือเมฆน่าจะรู้ดี ว่าเรื่องข่าวฉาวในงานแต่งถ้าโดนตรวจสอบออกมาว่าเธอเป็นตัวการร้าย ก็จะต้องดึงดูดภัยมาใส่ตัว และมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะตายได้ด้วย แต่เขาก็ยังเลือกที่จะ'มองดูเฉย ๆ'โดยไม่ทำอะไร!
"คุณมานั่งอยู่ที่นี่ทำไม?"
อยู่ ๆ ด้านหลังวายุก็ปรากฏตัวออกมา พอเห็นเธอนั่งเหม่ออยู่บนพื้น ก็ถามอย่างเป็นห่วงขึ้นว่า "พื้นมันเย็น ระวังเป็นหวัดนะ"
มณิกาหันกลับไปสบตากับวายุ "คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?"
"นภัทรเห็นคุณเดินลงมาแล้ว ผมก็เลยลองมาดูสักหน่อย"
ชายหนุ่มค่อย ๆ เดินมาข้างตัวเธอ "หมอบอกว่าตอนนี้ร่างกายของคุณอ่อนแออยู่ ทางที่ดีก็ให้นอนพักผ่อน"
"ไม่ตายง่าย ๆ หรอก"
เธอเก็บท่าทีขี้เล่นในห้องพักผู้ป่วยเมื่อกี้ไป แล้วเปลี่ยนเป็นสุขุมลุ่มลึกขึ้นมา